‘แรมโบ้’ ย้ำ นายกฯห่วงใยนักศึกษาหวั่นถูกชักจูงก้าวล่วงสถาบัน โดยคนไม่หวังดี ชี้ ควรมีจิตสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในหลวง ทรงพระเมตตารับสั่งไม่ให้ใช้มาตรา 112
เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนต่อกรณีมีกลุ่มบุคคลที่ไม่หวังดีก้าวล่วงสถาบันเบื้องสูง ว่า นายกฯได้พูดด้วยความหวังดีต่อประเทศชาติ ประชาชน และสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่พวกเราคนไทยเทิดทูนจงรักภักดีเป็นที่สุด เพราะยังมีคนไทยบางกลุ่มที่พยายามก้าวล่วง ปลุกระดมน้องๆ นักศึกษาที่เป็นผู้บริสุทธิ์ให้เดินตามและหลงเชื่อในทางที่ผิดๆ ซึ่งจะทำให้หมดอนาคตในชีวิตได้ นายกฯปรารถนาดีต่อลูกหลานและพี่น้องคนไทยทุกคน ไม่อยากเห็นใครออกมาเคลื่อนไหวปลุกระดมก้าวล่วงสถาบันพระมหากษัตริย์ทั้งสิ้น ส่วนตนเห็นด้วยอย่างยิ่ง เราต้องคิดให้ได้ว่าที่พวกเราคนไทยได้อาศัยแผ่นดินนี้อยู่อย่างสงบสุขและร่มรื่นมายาวนานตั้งแต่บรรพบุรษจนถึงปัจจุบัน ก็เพราะด้วยพระบารมีบูรพกษัตริย์ไทยทุกพระองค์ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ได้ปกป้องรักษาแผ่นดินนี้ไว้ให้ลูกหลานด้วยเลือดเนื้อและชีวิตของพระองค์ท่าน จิตสำนึกตรงนี้เราคนไทยทุกคนต้องจดจำใส่เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม ตราบชั่วชีวิตของพวกเราคนไทยทุกคน
“ยิ่งนายกรัฐมนตรีได้บอกความจริงว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 10 ของพวกเราทรงมีพระเมตตา รับสั่งไม่ให้ใช้กฎหมายมาตรา 112 ต่อคนกลุ่มนี้ ยิ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นที่สุด คนที่คิดบิดเบือน ก้าวล่วงยุยงปลุกปั่น ละเมิดสถาบัน ควรมีจิตสำนึกว่าพระองค์ท่านทรงเมตตารักและและห่วงใยพสกนิกรคนไทยทุกคน พระองค์ท่านปรารถนาให้คนไทยทุกคนมีความรักสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวกัน ประเทศชาติมีความสงบสุขร่มเย็นภายใต้ร่มพระบารมีของพระองค์ท่าน โดยที่คนไทยต้องไม่มีความขัดแย้งใดๆ ทั้งสิ้น จะได้มีวิถีชีวิตทำมาหากินอย่างปกติสุขและน้องๆ นักศึกษามีอนาคตในหน้าที่การงานที่ดีมีครอบครัวที่มั่นคง เป็นกำลังที่สำคัญของชาติในวันข้างหน้าตามที่นายกรัฐมนตรีห่วงใยและตักเตือนว่าอย่าไปหลงเชื่อกลุ่มบุคคลที่ไม่ปรารถนาดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อย่างเด็ดขาด
“ส่วนตนอยากเห็นคนเหล่านี้คิดใหม่ ยังไม่สายเกินไป สังคมยังให้อภัยให้โอกาสเสมอ และอยากเตือนคนที่ก้าวล่วงสถาบันว่าระวังจะหมดอนาคตไม่มีที่ยืนในแผ่นดินไทย ไม่มีแผ่นดินอยู่เหมือนหลายคนที่ต้องระเหเร่ร่อนไปอยู่ต่างประเทศ ไม่มีโอกาสอาศัยแผ่นดินไทยทำมาหากิน ไม่มีโอกาสใช้ชีวิตกับครอบครัวอย่างมีความสุข ต้องหนีจากแผ่นดินบ้านเกิดเมืองนอน ได้รับความลำบากเดือดร้อนครอบครัวแตกแยก สุดท้ายในชีวิตไม่มีโอกาสใช้แผ่นดินพ่อแผ่นดินแม่ ไว้กลบหน้ายามสิ้นลมหายใจ ผมเชื่อมั่นว่าคนไทยส่วนใหญ่ก็ไม่ปรารถนาที่อยากจะเห็นคนไทยด้วยกันมีวิถีชีวิตเป็นเช่นนั้นแน่” นายสุภรณ์กล่าว

