ไม่ว่าสัญญาณอันส่งมาจากภายในพรรคพลังประชารัฐ ไม่ว่าสัญญาณอันมาจากภายในพรรคประชาธิปัตย์ สะท้อนเป้าหมาย เด่นชัดที่จะนำไปสู่ไม่เพียง
1 ปรับครม. หากแต่ 1 คือการเตือนอย่างตรงไปตรงมาว่าหากมีการปรับครม.เมื่อใด”ปัญหา”จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
เกิดขึ้นอย่างหนักหนาสาหัสยิ่งกว่าเมื่อตอน”จัดตั้ง”รัฐบาล
และแล้วปฎิบัติการของ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ภายในพรรครวมพลังประชาชาติไทย อันเป็นพรรคที่แนบแน่นอยู่กับสโล แกน”ปฏิรูป”ก่อน”เลือกตั้ง”ก็คือคำตอบ
นั่นก็คือ การลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคของ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล อันเป็นปฏิบัติการที่ล้ำหน้ายิ่งกว่าที่กดดันกันอยู่ภายในพรรคพลังประชารัฐ ภายในพรรคประชาธิปัตย์
เพราะเมื่อไม่อยู่ในตำแหน่งหัวหน้าพรรคเสียแล้วก็ย่อมกระทบไปยังตำแหน่งรัฐมนตรีอย่างแน่นอน
ทุกอย่างดำเนินไปตาม”ระบบโควตา”ครบถ้วนบริบูรณ์
ขอให้จดจำคำของ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ให้ดีในห้วงที่มีการยื่นใบลาออกของ 18 กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐอันจะนำไปสู่การเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค
เมื่อมีการเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรคก็จะต้องมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งในครม.
เพราะว่าการดำรงอยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีที่จัดสรรกันเมื่อเดือนมีนาคม 2562 นั้นดำเนินไปตาม”ระบบโควตา”ซึ่งสัมพันธ์กันระหว่างตำแหน่งในพรรคกับตำแหน่งในครม.
การได้ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของ นายอุตตม สาวนายน จึงมิใช่อยู่ๆก็ได้มา หากแต่เป็นการได้มาบนฐาน แห่งการเป็นหัวหน้าพรรค
การได้ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ จึงมิใช่อยู่ๆก็ได้มา หากแต่เป็นการได้มาบนฐานแห่งการเป็นเลขาธิการพรรค
นี่เป็นกฎกติกาในทางการเมือง”ระบบโควตา”ซึ่งยึดกุมอย่าง เคร่งครัด
นั่นแหละคือที่มาของเหตุผลว่าเหตุใด 18 กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐจึงยื่นใบลาออก นั่นหละคือที่มาของเหตุผลว่าเหตุใดจึงมีการกดดันเรื่องเดียวกันนี้ภายในพรรคประชาธิปัตย์
และในที่สุดหวยก็มาออกที่การลาออกจากตำแหน่งหัวหน้า พรรคของ ม.ร.ว.จตุมงคล โสณกุล อันจะกลายเป็น”โจทย์”ใหม่
ไม่เพียงแต่ต่อพรรครวมพลังประชาชาติไทย หากแต่สะเทือน ตรงไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

