เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน กลุ่มแคร์จัดงานเปิดตัว “150 วันอันตราย ทางเลือก หรือทางรอด” ผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ เพจ “CARE คิด เคลื่อน ไทย”
นายดวงฤทธิ์ บุนนาค สถาปนิกชื่อดัง ในฐานะสมาชิกเริ่มต้นกลุ่มแคร์ กล่าวถึงทางรอดในมุมมองของผู้ประกอบการ ว่า ต้องมี 1.สมดุลใหม่ สังคมจะผ่านความวุ่นวายนี้ไปสู่สมดุลใหม่ที่เกิดเสถียรภาพ ภาครัฐมีหน้าที่ชี้นำว่าจะเกิดอะไรขึ้น ต้องทำอะไรบ้าง สำคัญคือ รัฐต้องเลิกพูดว่าหมดโควิดก่อนจึงจะเคลื่อนหน้าได้ แต่ต้องเรียนรู้ว่าอยู่อย่างไรให้มีพลังทำธุรกิจต่อไป ซึ่งบทสนทนานี้จะสร้างความหวังไปสู่สมดุลใหม่ด้วยกัน
2.ห่วงโซ่อุปทาน ในภาวะที่ชะงักงัน จะพบปัญหาการซื้อขาย-แลกเปลี่ยนวัตถุดิบของร้านอาหาร แก้ได้ด้วยการสร้างซับพลายเชนขึ้นมาใหม่ เมื่อก่อนอาจจะสั่งวัตถุดิบจากที่ไกล จะทำอย่างไรให้สั่งที่ใกล้ได้ หากเป็นเช่นนี้ ท้องถิ่นต่างๆ จะเกิดห่วงโซ่อุปทานใหม่ๆ ผลคือความเจริญลงไปสู่ท้องถิ่นเพราะซื้อขายกันในท้องถิ่น ซึ่งหากมองในแง่นักธุรกิจ สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้แบบ ‘องคาพยพ’ จึงอยากเห็นนโยบายของรัฐลงไปสร้างให้ซัพพลายเชนนี้ให้เข้มแข็ง คือสิ่งที่ทำได้ในแง่นโยบายของภาครัฐ ซึ่งจะสามารถแลกเปลี่ยนได้รวดเร็ว แพร่หลาย และฟื้นฟูระบบได้อย่างรวดเร็ว
3.ธุรกิจจิ๋ว ปัจจุบันธุรกิจแบบ เอสเอ็มอี (SME) คือ 95 เปอร์เซ็นต์ นับเป็น 50 เปอร์เซ็นต์ของอัตราการจ้างงานภาคธุรกิจทั้งหมด เรามีเอสเอ็มอี กว่า 3.7 ล้านรายเป็นฐานธุรกิจของประเทศ ซึ่งเป็น “เอส” หรือ วิสาหกิจขนาดย่อม ถึง 3.29 ล้านราย
ดังนั้น นิยามของธุรกิจจิ๋ว คือ กลุ่มที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท จ้างงานไม่เกิน 5 คน เช่น บริษัทออกแบบ หรือ ร้านอาหาร กลุ่มนี้มีอยู่จริง และมากกว่า 2.6 ล้านราย แปลว่ากลุ่ม “เอส” ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจจิ๋ว แต่ไม่มีนโยบายภาครัฐสนับสนุนให้ธุรกิจจิ๋วแข็งแรง ซึ่งหากสร้างเป็นเครือข่ายได้จะแข็งแรงมาก เช่น ทำตลาดนัดให้คนมาขายของด้วยกัน จะมีพลังดึงดูดการตลาด และคนได้ ดังนั้น นโยบายเร่งด่วนคือ เรามีเครือขายธุรกิจจิ๋วก็สร้างนโยบายบางอย่างให้แข็งแรงขึ้นเพื่อเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน
4.สร้างการสร้างธุรกิจ จากการสร้างสรรค์ ข้อมูลสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ระบุว่า 1 ปี เรามีสตาร์ตอัพ 1,700 ราย แต่ประสบความสำเร็จเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ อีก 90 เปอร์เซ็นต์ยังคงลุ่มๆ ดอนๆ เพราะเรามุ่งสร้างสตาร์ตอัพ แต่สิ่งที่ขาดคือ การแสดงออกซึ่งตัวตน เด็กไทยไม่มีอิสระที่จะแสดงความคิด พูด หรือทำ เพราะสังคมไทยไม่อนุญาตให้ทำแบบนั้น
“การสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่เราแข็งแรง เราเป็นชนชาติที่เชื่อได้ว่า ครีเอทีฟที่สุดในโลก เรามีทักษะพื้นฐานในการคิดสร้างสรรค์ คือ ปัจจัยอีกด้านในการสร้างเศรษฐกิจ ประเทศที่เจริญแล้วจะอนุญาตให้คิดได้ ประชาชนจะหลุดจากพันธนาการกรอบเดิม จะสนับสนุนศิลปะ วัฒนธรรมแบบอิสระ ไม่ใช่แบบประเพณี ดังนั้น การทำให้ธุรกิจใหม่เกิด คิดอย่างสร้างสรรค์ไม่พอ ต้องอนุญาตให้มีอิสระทางความคิดและการแสดงออกด้วย ซึ่งปลดเงื่อนไขนี้ได้ง่ายมาก ถ้ารัฐและสังคมอนุญาตให้เกิด ในฐานะนักธุรกิจหลายคนพร้อมเสี่ยง กล้าผลิต กล้าทำ แต่เขาไม่มีอิสระ เหล่านี้คือแนวคิดที่เชื่อว่า ใน 150 วัน เริ่มต้นได้ทัน ทำอย่างมีประสิทธิภาพ เราสามารถรอดวิกฤตนี้ไปได้” นายดวงฤทธิ์กล่าว

