รายงานหน้า2 : หนุน‘แทรเวล บับเบิล’ ท่องเที่ยววิถีใหม่-จำกัดพื้นที่

18.06.20 | 12:07 น.

หมายเหตุความเห็นภาคเอกชนต่อนโยบายแทรเวล บับเบิล (travel bubble) หรือการจับคู่ด้านการท่องเที่ยวของกลุ่มประเทศที่มีความมั่นใจในความปลอดภัยของเชื้อโควิด-19 ตามการนำเสนอของ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.ท่องเที่ยวฯ

 

ชัยรัตน์ ไตรรัตนจรัสพร
ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.)

ในการฟื้นการท่องเที่ยวในประเทศ ต้องการไปพร้อมกันทั้ง 2 ด้าน คือ ด้านแรก ส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ ผลักดันคนไทยเที่ยวไทย
ซึ่งขณะนี้ได้มีแพคเกจในหลายรูปแบบ เช่น สนับสนุนการเดินทาง ค่าน้ำมัน ไม่เกิน 1,000 บาทต่อคน ค่าอาหาร 600 บาทต่อคน หรือค่าที่พักรวม 3,000 บาทต่อราย เป็นต้น
ในส่วนนี้รัฐจะทำควบคู่กับการเพิ่มจำนวนวันหยุดยาวต่อเนื่อง ก็ควรเริ่มได้ทันทีในเดือนกรกฎาคมนี้
ตอนนี้คนไทยเพิ่มท่องเที่ยวแล้วหลังจากต้องพักอยู่บ้านหรือไม่ได้เดินทางข้ามจังหวัดมานานต่อเนื่อง 2-3 เดือน ทำให้คนอยากผ่อนคลาย
แต่เป็นการเดินทางระยะใกล้หรือพักค้างเพียงคืนเดียว แต่หากหยุดยาวต่อเนื่องก็จะเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวได้ หากการเปิดน่านฟ้าในเดือนกรกฎาคมก็ยังไม่แน่ชัดว่าจะครบทุกเส้นทางหรือครบทุกตารางเวลาหรือไม่
ควรใช้โอกาสนี้ผลักดันเที่ยวไทย บนการเข้มงวดการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ จนดูแลไม่มีการติดเชื้อผู้ป่วยรายใหม่ จะเป็นการสร้างภาพลักษณ์ในสายตาต่างชาติ อยากมาท่องเที่ยวในไทย
ก็โยงไปด้านสอง คือ เริ่มเจรจากับประเทศที่ไม่มีการติดเชื้อรายใหม่และประเทศติดไวรัสโควิดต่ำมากๆ ตั้งแต่ตอนนี้ หรือการเปิดประเทศเพื่อการท่องเที่ยวอย่างจำกัด (แทรเวล บับเบิล) เพราะการเจรจาต้องใช้เวลาในการตกลงทำความเข้าใจถึงการเตรียมพร้อมที่จะเดินทางมาเที่ยวไทยและผู้เกี่ยวข้อง เช่น บริษัทนำเที่ยว ไกด์ โรงแรม ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวต้องปฏิบัติตาม เช่น กำหนดให้ต่างชาติจะมาเที่ยวไทยต้องมีใบรับรองแพทย์จากประเทศต้นทาง และเมื่อเข้ามาในประเทศไทย ก็ยังต้องตรวจวัดอุณหภูมิทุก 2 วันกับสถานบริการด้านสาธารณสุขในไทย โดยรัฐจัดทำสมุดพกให้นักท่องเที่ยวได้บันทึกการตรวจและปฏิบัติตัวตามมาตรฐานดูแล
ซึ่งรวมถึงการกำหนดแหล่งท่องเที่ยว เช่น เที่ยวเกาะสมุยก็ควรใช้ชีวิตพักผ่อนในเกาะสมุย ระยะแรกไม่ควรเปิดให้เดินทางในหลายพื้นที่ เรื่องนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องมาร่วมกำหนดและดูแล
เรื่องการมีสมุดพกและจำกัดพื้นที่ท่องเที่ยว ควรเป็นการบังคับในระยะแรก จนกว่าจะมั่นใจเรื่องการแพร่ระบาดได้หมดลงแล้ว เพราะหากเกิดขึ้นอีก จะทำให้ภาพลักษณ์ท่องเที่ยวเสียหายนานไปอีก
เห็นด้วยกับที่จะเริ่มเปิดให้เข้ามาเที่ยวก่อนในกลุ่มนักธุรกิจ กลุ่มต้องการมาเยี่ยมญาติ ครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อนเที่ยวขนาดเล็ก พร้อมกับกำหนดให้มีไกด์และเช่ารถให้นั่งได้ไม่เกิน 6 คนต่อคัน จากเดิมกำหนดให้ไม่เกิน 12 คนต่อคัน
ประเทศเป้าหมายระยะแรก เริ่มจากประเทศเสี่ยงต่ำ อย่างเกาหลี ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ และจีน
ซึ่งในส่วนของจีนควรหารือเป็นรายมณฑล เพราะเมื่อเปิดให้คนจีน ก็จะได้กลุ่มหลักอย่าง มาเก๊า ฮ่องกง และไต้หวัน ด้วย
ซึ่งการเจรจาแทรเวล บับเบิล ต้องใช้เวลา คงไม่ได้ข้อสรุปเร็ว แต่เราก็ต้องเตรียมพร้อม เมื่อเปิดน่านฟ้าและเปิดประเทศให้เดินทางกันมากขึ้น ก็จะเกิดท่องเที่ยวกันได้ทันที ในเดือนสิงหาคมนี้ก็น่าจะเริ่มจากนักธุรกิจและที่อยากมาเยี่ยมญาติ ส่วนกลุ่มทัวร์ก็น่าจะเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน

 

Advertisement

ละเอียด บุ้งศรีทอง
นายกสมาคมโรงแรมไทย (ภาคเหนือตอนบน)

การจับคู่ประเทศท่องเที่ยวระหว่างกัน ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยรัฐบาลมองเห็นความเป็นไปได้ในการจับคู่ประเทศ เพื่อท่องเที่ยวระหว่างกัน ซึ่งเอกชนก็มองเห็นความเป็นไปได้เหมือนกัน
แต่เนื่องจากการทำแทรเวล บับเบิล มีหลายปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้อาจจะเกิดขึ้นได้หรือเกิดขึ้นไม่ได้ก็ได้ โดยประเทศคู่ค้าของไทย ก็อาจไม่ใช่ประเทศที่คิดว่าอยากมาหรือทำการจับคู่ท่องเที่ยวระหว่างกันได้
เพราะมีปัจจัยต้องให้ความสำคัญ ทั้งความเชื่อมั่น ความปลอดภัย และความกังวลในส่วนของการกลับมาแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ระลอก 2
แต่ก็ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีในการมีแนวคิดออกมา แต่เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องทำระหว่างประเทศ เป็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่ต้องใช้พลังระดับประเทศ ที่ต้องหารือกับประเทศที่ประเมินแล้วว่า จับคู่เดินทางท่องเที่ยวระหว่างกันได้ โดยต้องหารือในส่วนของประเทศเหล่านั้น จะมีนโยบายในการเปิดประเทศอย่างไร
และเลือกจำนวนหรือปริมาณในการปล่อยนักท่องเที่ยวออกมาอย่างไร เป็นจำนวนที่เหมาะสมหรือเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในการทำสัญญาแทรเวล บับเบิลหรือไม่
จุดขายในการทำแทรเวล บับเบิล ระหว่างประเทศ ไม่ใช่มองเรื่องความปลอดภัยอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มต้นตั้งแต่นโยบายของรัฐบาลในประเทศนั้น กับสายการบินที่จะบินตรงมายังไทย ว่ามีความสามารถที่จะปล่อยให้นำนักท่องเที่ยวออกมาได้มากน้อยเท่าใด
หรือว่ามีการสนับสนุนในด้านสินเชื่อเพิ่มเติมมากน้อยอย่างไร การทำแทรเวล บับเบิล จึงไม่ใช่การที่รัฐบาลคุยกับรัฐบาลแล้วจบ
แต่จะต้องเป็นการที่รัฐบาลคุยกับเอกชนในประเทศตัวเองได้ ทำให้ขั้นตอนการพิจารณามีหลายขั้นตอนมาก จึงเชื่อว่าคงไม่สามารถเห็นการทำแทรเวล บับเบิลได้เร็วภายใน 6 เดือนนี้แน่นอน

 

วโรดม ปิฏกานนท์
ประธานกรรมการหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่

แทรเวล บับเบิล มีผลต่อการท่องเที่ยวเยอะมาก เพราะนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปมาหาสู่กัน เนื่องจากประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวตามสัดส่วน ไทย 70% ต่างประเทศ 30% และ 2 ใน 3 คือนักท่องเที่ยวชาวจีน จากจำนวนนักท่องเที่ยวหลักที่เดินทางท่องเที่ยวบ้านเรา คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ยุโรป และสหรัฐอเมริกา การทำข้อตกลงแทรเวล บับเบิล คือ ประเทศที่คุมการระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ได้ดี การส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างรัฐบาลของแต่ละประเทศในการให้สิทธิพิเศษของการเดินทางเข้าออกระหว่างกันได้โดยไม่ต้องมีการกักตัว 14 วัน แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขมาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเข้มข้น ทำได้อยู่แล้ว เพราะไทยคือประเทศที่ได้ชื่อว่าควบคุมได้ดีที่สุดอันดับต้นๆ ของโลก
อย่างจีนทำกับสิงคโปร์ ที่ให้นักธุรกิจเดินทางไปมากันได้โดยไม่ต้องกักตัว และญี่ปุ่นก็มีแผนที่จะทำกับไทย หรือไทยจะทำกับจีนก็ได้ โดยเฉพาะเชียงใหม่ ชาวจีนมากันเยอะอยู่แล้ว ซึ่งระหว่างประเทศควรจะเร่งคุยและหารือให้เร็วในข้อตกลงดังกล่าว เพราะหากการเดินทางเริ่มขึ้นนักท่องเที่ยวมาก จะเป็นการกระตุ้นกลไกเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นและขับเคลื่อนไปอย่างมีประสิทธิภาพในทุกส่วน
ในมุมกลับก็อาจจะมีความเสี่ยงปนอยู่ต่อผลกระทบเรื่องสถานการณ์ระบาดรอบใหม่ แต่เรามั่นใจในการควบคุมของประเทศที่เราจะจับคู่ รวมทั้งมั่นใจในมาตรฐานของไทยเอง เพราะไทย เวียดนาม หรือออสเตรเลีย ตัวเลขผู้ป่วยก็เป็นศูนย์มานานแล้ว ขอเพียงให้ทุกคนปฏิบัติตามเงื่อนไขมาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเข้มข้น ทั้งก่อนจะเดินทางมาภายใน 48 ชั่วโมง ต้องไม่มีไข้ ต้องตรวจโรคปลอดภัยจากไวรัสโควิด-19 มีใบรับรองแพทย์มาจากประเทศต้นทาง และรับการตรวจว่าปลอดภัยจริงจากประเทศปลายทางของเรา ผมเชื่อว่าผลได้น่าจะมากกว่าผลเสีย
ผมว่ารัฐบาลต้องเร่งเจรจาจับคู่แบบจีทูจีให้เร็ว ในขณะที่เชียงใหม่ก็เร่งประสานงานคู่ขนานไปพร้อมๆ กัน โดยเริ่มจากบ้านพี่เมืองน้องที่เคยทำกันไว้ ทั้งเมืองหลายเมืองในญี่ปุ่น เฉิงตู และเซี่ยงไฮ้
อยากให้เดือนกรกฎาคมเป็นเดือนแห่งการเริ่มต้นที่เป็นรูปธรรม เพื่อที่ทุกฝ่ายจะได้ฝ่าฟันวิกฤตนี้ออกไปให้ได้และเร็วที่สุด

 

ศักดิ์ชาย ผลพานิชย์
รองประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา

โดยส่วนตัวแล้วเห็นด้วยกับการนำนโยบายแทรเวล บับเบิล มาใช้ เพื่อดึงนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเข้ามาเที่ยวประเทศไทย แต่ไม่ใช่ช่วงนี้ ในระยะแรกอยากจะให้รัฐบาลเน้นไปที่การส่งเสริมการท่องเที่ยวของคนในประเทศก่อน เพราะขณะนี้เราสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ดีกว่าหลายประเทศทั่วโลก
ซึ่งทำให้ประชาชนในประเทศเริ่มมีความมั่นใจที่จะออกมาท่องเที่ยวมากขึ้นแล้ว ดังนั้นในช่วงไตรมาสที่ 3 นี้ รัฐบาลควรจะโฟกัสมาที่การท่องเที่ยวภายในประเทศเป็นหลัก
โดยอาจจะอัดฉีดเงินเข้ามาในระบบ สนับสนุนให้คนไทยเที่ยวไทย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะฟื้นตัวให้ได้ก่อน หลังจากนั้นในไตรมาสที่ 4 ค่อยว่ากันเรื่องแทรเวล บับเบิล ซึ่งการนำรูปแบบแทรเวล บับเบิล มาใช้ระยะแรก ก็อยากให้เน้นไปที่ประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงก่อน เช่น เวียดนาม ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น เป็นต้น ซึ่งประเทศเหล่านี้มีการควบคุมสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ได้ดีมากขณะนี้
ส่วนประเทศจีนนั้นยังไม่เหมาะในช่วงนี้ เพราะมีหลายพื้นที่กำลังเริ่มมีการระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ ขณะที่ประเทศทางฝั่งยุโรป และอเมริกานั้น ยังไม่เหมาะแน่นอน
แต่หากสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวไทยอยากจะดึงนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาจริงๆ เพราะเห็นว่านักท่องเที่ยวจีนเคยเป็นนักท่องเที่ยวหลักที่เข้ามาเที่ยวประเทศไทย ก็ทำได้ โดยการอนุญาตให้เฉพาะบางมณฑลที่ควบคุมสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ได้แล้วเท่านั้น

 

ธนูศักดิ์ พึ่งเดช
ประธานหอการค้าจังหวัดภูเก็ต

ถือเป็นมิติทางความคิดที่เหมาะสมในช่วงที่โควิด-19 ระบาด ทำให้การเดินทางท่องเที่ยวทั้งหมดชะงัก เเละไม่รู้ว่าจะเอานักท่องเที่ยวจากที่ไหนมา การมีแทรเวล บับเบิล จึงเป็นการสร้างพันธมิตรร่วมกัน ต่างประเทศก็ต้องการนักท่องเที่ยว
ขณะเดียวกันประเทศไทยเองก็ต้องการนักท่องเที่ยวเช่นกัน แต่ทั้งหมดก็ต้องดำเนินตามมาตรการอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของทั้งสองฝ่ายจึงจะต้องมีการรับรองการปลอดเชื้อ รวมถึง
มาตรการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
หากถามว่าแทรเวล บับเบิล จะมีความเสี่ยงต่อการระบาดรอบใหม่หรือไม่นั้น คิดว่าตามมาตรการก็นับว่ามีความเชื่อมั่นในระดับหนึ่ง และควรจะเพิ่มเติมในส่วนของการตรวจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นอีกครั้ง รวมถึงการลงทะเบียนระบบติดตามตัวต่างๆ เช่นที่คนไทยใช้งาน สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยว
ขณะเดียวกันทุกภาคส่วนทั้งผู้ประกอบการ ท่องเที่ยว ขนส่ง หรือส่วนอื่นๆ ก็จะต้องร่วมมือกันอย่างเป็นระบบ รวมถึงการแจ้งข้อมูลข่าวสารไปยังภาครัฐอย่างรวดเร็ว
และควรจะมีสายตรงเพื่อติดต่อแจ้งเหตุแก่นักท่องเที่ยวเกี่ยวกับสุขภาพ เช่น กรณีเจ็บไข้ เพื่อดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งนักท่องเที่ยวเองก็เชื่อว่าพร้อมและยินดีที่จะให้ข้อมูลหรือติดต่ออย่างรวดเร็วเมื่อมีความผิดปกติ เพื่อเข้ารับบริการตรวจทันท่วงที ซึ่งตรงนี้เองจะส่งผลให้เกิดความใกล้ชิดระหว่างกัน