กระแสข่าวว่ามีการติด “ดิสเบรก” พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ หรือ “เสธ.อ้าย” มิให้ออกโรงในวันที่ 28 กรกฎาคม
“สำคัญ” และทรง “ความหมาย”
สำคัญมิใช่เพราะว่า พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ เป็นใคร เคย มีบทบาทอย่างไร
ทรงความหมายเพราะ”ตัดไฟ”แต่”ต้นลม”
พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ มากด้วยเกียรติประวัติทางทหาร และทางการเมือง
1 เคยร่วมก่อรัฐประหารจนกลายเป็น”กบฎ”เมื่อปี 2520
ยิ่งกว่านั้น 1 บทบาทล่าสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2555 คือการนำ “องค์การพิทักษ์สยาม”มาเคลื่อนไหวไล่รัฐบาล
ประกาศ “แช่แข็ง” ประเทศไทย
หากขืนให้ พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ออกโรงก่อนวันสุกดิบของการออกเสียง “ประชามติ” ก็อาจจะไม่เป็นผลดี
ไม่เป็นผลดีเหมือนกับกรณี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ
ไม่ว่าใครจะเป็นคนยกหู”โทรศัพท์”ไปขอมิให้ พล.อ.บุญเลิศ แก้ว ประสิทธิ์ ขยับในทางการเมือง
คนๆนั้นอ่าน “เกม” การเมืองออก
กรณีของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นั้นเด่นชัดยิ่งว่าไม่ได้เป็นผลดีกับ “ร่างรัฐธรรมนูญ”เลย
ยิ่ง “เชียร์” ยิ่งอืดเฟ้อ เรอเหม็นเปรั้ยว
ไม่เพียงทำให้คำขวัญ”ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง”เสียหาย หากยังทำให้คำ “ประชาธิปไตยสมบูรณ์”เกิดการแปดเปื้อน
ยิ่ง”ไลฟ์” ปริมาณคนติดตาม ยิ่งน้อย
ขนาด “ลุงกำนัน” ยังบาดเจ็บสาหัส หากเป็น”เสธ.อ้าย”รอยแผลก็จะยิ่งขยายใหญ่
จำเป็นต้อง”เบรก”
เพราะการเชียร์แขกของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ มิใช่หรือทำให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องแสดง”ท่าที”
หากไม่แสดง”ท่าที” จะยิ่ง “พัง”
เช่นเดียวกับการออกโรงของ นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เช่นเดียวกับการออกโรงของ นายสมเกียรติ อ่อนวิมล
สวนทางกับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อย่างสิ้นเชิง
เปรียบเทียบ “เครดิต”ระหว่าง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับ พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ แล้ว ฝ่ายหลังหนักหนาสาหัสกว่า น่าหวาดเสียวกว่า
เพราะคำว่า “แช่แข็ง” ก็สอดรับกับคำว่า “ชัตดาวน์” ราวปี่กับขลุ่ย
พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ จึงเป็นเรื่อง “อ่อนไหว”
อ่อนไหวและละเอียดอ่อนมากยิ่งกว่ากรณีของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ
ยิ่งพูด ยิ่งสะเทือน “ประชามติ”
ยิ่งพูด “ร่างรัฐธรรมนูญ” ยิ่งแย่

