“ทักษิณ” โชว์แก้โควิด-ศก. ย้ำโลกหลังจากนี้ต้องการผู้นำที่แตกต่างจากเดิม

โลกหลังโควิด-19: โรคระบาดครั้งนี้จะเปลี่ยนโลกทั้งโลกจริงหรือ?

ดร. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของไทย ตอบสั้นๆ ทันทีว่า ใช่ โลกของเราจะเปลี่ยนแปลงไปกับโคโรน่าไวรัสหรือโควิด-19 อย่างแน่นอน ขณะนี้คนทั้งโลกต่างถูกรัฐบาลออกคำสั่งให้อยู่กับบ้าน ถูกล็อกดาวน์ครบหมดทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจ และพรมแดนของประเทศต่างๆ ก็ยังปิดอยู่เป็นส่วนใหญ่ มองในภาพกว้างแล้ว การปรับตัวตามกระแสนี้จึงเป็นเรื่องที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้

ก้าวที่เดินพลาด

แต่ก่อนที่จะวิเคราะห์ถึงความเปลี่ยนแปลงในระดับโลกจากเรื่องนี้ ผมขอกล่าวถึงตัวโรคที่กำลังคุกคามชาวโลกมากกว่า 10 ล้านคนนี้เสียก่อน ขึ้นแรก ผมไม่เชื่อว่าผู้ติดเชื้อทั้ง 10 ล้านคนจะเป็นโคโรน่าไวรัสทั้งหมด เหตุผลก็เพราะผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ได้รับการตรวจวัดภูมิคุ้มกัน หรือ antibody ที่ไม่อาจอ่าน RNA ได้ การตรวจ

แบบนี้ราคาถูกและง่ายต่อคนตรวจและอ่านผลเพราะไม่ต้องเอาเข้าห้องแล็ป แต่การตรวจที่แน่นอนที่สุดคือ PCR ซึ่งเป็นการตรวจที่แพงกว่า ใช้เวลานานกว่า และต้องนำไปวิเคราะห์ผลในห้องแล็ป ขนาดประเทศระดับสหรัฐอเมริกาและอังกฤษก็ยังตรวจ antibody กันเป็นหลัก แต่อังกฤษตอนนี้กลับตัวและเลิกตรวจ antibody ทั้งหมดแล้ว จริง ๆ แล้วองค์การอนามัยโลกควรบอกกับรัฐบาลทั่วโลกว่าการตรวจแบบ antibody นี้ไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง

อะไรจะเปลี่ยนบ้าง?

คราวนี้มาถึงเรื่องของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงมากเพราะการระบาดของโคโรน่าไวรัส

รัฐบาล

1. เราจะเห็นรัฐบาลมากมายในโลก หันมาใช้นโยบายชาตินิยมและลดความเป็นโลกาภิวัตน์ลง ในแบบที่สหรัฐฯ หันหลังให้กับเขตการค้าเสรี หรือ FTA ขณะนี้ ผลโดยรวมก็คือ โลกจะเปิดกว้างน้อยลงและมีความเป็นเสรีน้อยลง

2. อำนาจในระดับโลกจะโน้มมาทางซีกโลกตะวันออกมากขึ้น

3. รัฐบาลจะอัดฉีดเงินมหาศาลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของตนเอง จนชาติที่อ่อนแอกว่าจะกลายเป็นรัฐล้มเหลวเพราะปัญหาหนี้สินท่วมท้นล้นตัว

4. รัฐบาลจะใช้เงินมากมายกับระบบสุขภาพแห่งชาติและบริการทางสาธารณสุข

5. รัฐบาลจะใช้มาตรการต่างๆ บีบให้ธุรกิจอุตสาหกรรมของชาติตน ย้ายระบบและสายโซ่การผลิต (อุปทาน) กลับเข้าประเทศ บริษัทจะทำกำไรได้น้อยลงและเกิดภาวะการผลิตซ้ำซ้อนกันไปทั่ว

6. e-government จะถูกผลักดันให้เกิดเร็วขึ้น เพื่อให้ทันต่อความต้องการ online ในภาคประชาชน

7. รัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย จะทำให้ประชาชนมีความรู้และมีอำนาจเพิ่มขึ้นในดูแลป้องกันสุขภาพตนเอง แทนที่จะใช้วิธีบีบบังคับเหมือนเอาตำรวจมาไล่จับผู้ร้าย (policing the health)

8. การเดินทางทางธุรกิจทั่วโลกจะลดลง รัฐบาลทั่วโลกจะต้องประชุมรวมสมองกันวางมาตรการการเดินทางที่ปลอดภัยและมีมาตรฐานโลก การจับมือตกลงเป็นส่วนๆ แบบที่เรียกว่า bubble นั้นไม่เพียงพอ

ประชาชนและบริษัทธุรกิจ

1. กฎใหม่: สุขภาพดีมีค่ายิ่งกว่าเงิน (“Health is a new wealth”)

2. พฤติกรรมผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนไป ธุรกิจที่ผูกติดกับสถานที่เฉพาะจะหมดสมัย ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร และสำนักงานบริษัท เพราะคนทั่วโลกจะคุ้นเคยกับระบบทำงานที่บ้าน (WFH: work from home) เรียนที่บ้าน (LFH: learn from home) และซื้อที่บ้าน (BFH: buy from home) มากขึ้น

3. ชั่วโมงทำงานของมนุษย์ลงจะลดลง เพื่อให้มีเวลามากขึ้นกับครอบครัวและการรักษาสุขภาพของตัวเอง

4. การเดินทางทั่วโลกจะลดปริมาณลง จนกว่าจะค้นพบวัคซีนที่มั่นใจได้

5. คนจะตกงานมากมายมหาศาลทั่วโลก เพราะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว การรักษาระยะห่างทางสังคม การนำเทคโนโลยีแบบไม่มีการสัมผัสตัวมาใช้แบบก้าวกระโดด (fast forwarding) ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบการพิมพ์แบบ 3D เป็นต้น

สถานการณ์นี้จะนำเราไปสู่ ZEV หรือ Zero Economic Values หรือจะเกิดสิ่งที่หมดประโยชน์หรือไร้ประโยชน์เสียแล้วในปัจจุบันขึ้นมาหลายอย่าง เราจะกลายเป็นสังคม “กิ๊ก” หรือ gig นั่นคือจะเปลี่ยนจากสิ่งหนึ่งไปสู่สิ่งหนึ่งอย่างรวดเร็ว เหมือนมีกิ๊ก แต่คราวนี้จะเป็นเรืรองของแรงงานกิ๊ก และเศรษฐกิจกิ๊กแทน

6. บริษัทจะรู้จักปรับตัวและมีความสามารถในการปรับตัวมากขึ้น

7. เราต้องสร้าง “ระบบประกาศนียบัตรรับรองด้านภูมิคุ้มกันโรค” หรือ immunity certificate ขึ้นมา เพื่อให้เกิดความมั่นใจขึ้นใหม่ทั้งระบบ

ภาพรวม

เราจะเห็นว่าเงินตราสกุลหลักของโลกคือ US dollars จะลดความเป็นเสาหลักลง สิ่งที่จะผงาดขึ้นแทนคือระบบการเงิน redline อย่างที่เราเคยคิดเรื่องพันธบัตรเอเชียกันเมื่อหลายปีก่อน ธนาคารเงา (shadow banks) จะมีบทบาทมากขึ้น นำมาสู่ระบบปล่อยเงินกู้แบบใหม่ๆ

จนถึงการใช้เงินแบบใหม่ๆ แม้แต่เงินแบบเงา (shadow money) การแลกเปลี่ยนทางมูลค่าธุรกิจ (swap line) ก็จะเปลี่ยนแปลงไป กองทุนสำรองแห่งชาติอย่าง Federal Reserve ของสหรัฐฯ ก็จะแปรสภาพมาเป็นธนาคารกลางมากขึ้น

การปรับตัวของโลกจะมี 3 ระยะคือ

1. กราฟรูปตัว V ใช้เวลา 6 เดือน

2. กราฟรูปตัว U ใช้เวลา 1 ปีครึ่ง

3. กราฟรูปตัว L ใช้เวลา 3 ปี

โลกหลังโควิด-19 ต้องการผู้นำที่แตกต่างไปจากเดิม ผู้นำรุ่นใหม่ของโลกจะต้องมีความรู้ มีความสามารถในการสื่อสาร กล้าตัดสินใจ เข้าใจเทคโนโลยีอย่างลึกซึ้งเพียงพอ และเพิ่มพลังอำนาจให้กับประชาชนของตนอยู่เสมอ.

( หมายเหตุสรุปจากคำอภิปรายของ ดร. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของไทย ในการสัมมนาทางไกลเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2563)

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘อิงลิช’ โปรอเมริกันตรวจเจอโควิด ถอนตัวก่อนศึกพีจีเอทัวร์ช่วงสุดสัปดาห์
บทความถัดไปคิม คาร์เดเชียน ขายหุ้น KKW Beauty ให้โคตี้ รับเงินกว่า 6,000 ล้าน!!!