‘มิ่งขวัญ’ ลั่นวิกฤตครั้งนี้ ทำต้มยำกุ้งเล็กไปเลย เปรียบเอกชนใช้งบฯ8.4 ล้านล. ฟื้นไม่ได้ ปลดออกอย่างเดียว

เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ที่รัฐสภา นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่(ศม.) อภิปรายว่า งบประมาณปี 2563 นั้น รัฐบาลขอมา 3.2 ล้านล้านบาท แล้วบอกว่า มีรายได้ที่จัดเก็บ 2.7 ล้านล้านบาท โดยตั้งงบขาดดุล 4.6 แสนล้านบาท แต่ปรากฎว่า ครึ่งปีงบประมาณ 2563 คลังเก็บรายได้ได้เพียง 1.1 ล้านล้านบาทเท่านั้น ระยะเวลาที่เหลือยังไงก็เก็บไม่มีทางเก็บรายได้ถึง 2.7 ล้านล้านบาท แต่รัฐบาลยังมาขอกู้เงินอีก 1 ล้านล้านบาท เพื่อเอาไปเยียวยา และดูแลเศรษฐกิจจากวิกฤตโควิด และได้กันเงิน 6 แสนล้านบาท แบ่งให้กับประชาชน โดยแบ่งเป็นแจกเงินให้ผู้ได้รับผลกระทบ 16 ล้าน คน 2.4 แสนล้านบาท เกษตรกร 10 ล้านครัวเรือน 1.5 แสนล้านบาท และกลุ่มเปราะบาง 13 ล้านคน 3.9 หมื่นล้านบาท รวม 4.2 แสนล้านบาท โดยในส่วนของเกษตรกรนั้น มีบางรายที่ตายไปแล้วแต่กลับมีชื่อได้รับเงินด้วย ถ้ามองในแง่ดีอาจเป็นความผิดพลาดที่ระบบ แต่ถ้ามองอีกด้านอาจเป็นการทุจริต บริษัทที่รับทำเอไอจะรับผิดชอบหรือไม่ บอกตรงๆว่าเรื่องนี้ไม่โปร่งใส อย่างไรก็ตาม ตนสงสารคนไทยเงินก็ไม่มี ความช่วยเหลือก็ไปไม่ถึง ประเทศนี้ใช้งบประมาณไปแล้วประมาณ 8.4 ล้านล้านบาท ทั้งจากเงินกู้โควิด งบประมาณ 2564 และงบประมาณ 2563 ถามว่า ใช้เงินตรงเป้าหรือไม่ ตนมาจากภาคเอกชน ผู้จัดการใช้เงินบริษัทจำนวนมากแต่ไม่เกิดยอดขาย ไม่ทำรายได้ ต้องปลดออกอย่างเดียว ภาษาอุตสาหกรรมยานยนต์ เรียกว่า เอาไปแบกแหนบ

นายมิ่งขวัญ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามส.ส.รัฐบาล บอกกับตนว่า งบประมาณ 2564 ไม่ถูกกาละเทศะ ประชาชนกำลังปากแห้ง แต่ตั้งมาถึง 3.3 ล้านล้านบาท ถือว่า น่ากลัวมาก เป็นงบที่ถือว่า เป็นที่สุดของที่สุด เพราะสูงที่สุด ตั้งแต่ประเทศไทยเคยมีมา รัฐบาลกล้าหาญตัดสินใจมากมาย แต่ทำไมในช่วงวิกฤตถึงไม่กล้าหาญทำงบแบบสมดุล แล้วยังบอกด้วยว่า ในปี 2564 รัฐจะมีรายได้ที่จัดเก็บ 2.67 ล้านล้านบาท คิดว่า มันเป็นไปไม่ได้ แล้วยังมีงบขาดดุลอีก 6.23 แสนล้านบาทนั้น จึงขอถามว่า รัฐบาลจะเอางบประมาณที่ไหนมาใช้ คิดว่า ยังไงไม่รอด เตรียมตัวกันให้ดี วิกฤตปี 40 เรื่องเล็กแน่นอน ท่านเป็นรัฐบาลมา 6 ปีกว่า ตรงนี้จะพิสูจน์สติปัญญาว่า รัฐบาลคิดอะไรกับประเทศ เครื่องยนต์เศรษฐกิจของไทยอย่างการท่องเที่ยวดับไปแล้ว และอีกเครื่องยนต์ที่จะมีปัญหา คือ การลงทุน ขณะที่ประเทศไทยมีอันดับความโปร่งใสอยู่ที่ลำดับที่ 101 มีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ทั้งนี้เคยเตือนแล้วว่า การใช้เงินก้อนนี้มันเยอะ กรรมาธิการสามัญ 35 คณะอาจเอาไม่อยู่ จึงทำให้กรรมาธิการวิสามัญตัองเกิดขึ้น

“ที่สำคัญต้องตั้งกมธ.ซ้อนกมธ.เพื่อตรวจสอบเป็นชั้นๆไป แต่นี่ท่านกลับยังใช้วิธีการเดิมๆ แบ่งเป็นโควตารัฐบาล แม้พรรคการเมืองเสนอบุคคลภายนอกเข้ามาได้ แต่บางท่านยังเป็นจำเลยที่อยู่ในคดีด้วย ไม่มีความโปร่งใสเลย แล้วท่านจะเอามาพิจารณาความโปร่งใสได้อย่างไร สีดำมันก็คือสีดำ สีขาวมันก็คือสีขาว ถ้าเป็นสีดำแล้วจะให้บอกว่า เป็นสีขาวผมไม่เอาด้วย คิดกันให้รอบคอบ และขอให้รัฐบาลโชคดี อยากอยู่ 20 ปีก็อยู่ไป วิธีคิดเราคิดไม่เหมือนกัน แต่อยากฝากถึงประชาชนว่า จดชื่อเอาไว้ อีกไม่นาน เวลาไปเลือกตั้ง จำชื่อไว้ให้ดีๆ ใครทำอะไรเอาไว้ คนไทยต้องออกมาทวงสิทธิของพวกท่านคืน”นายมิ่งขวัญ กล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้โดนด่าทุกวัน! จน ‘มุก พิชานา’ ทนไม่ไหวตามจี้คดีถูกตัดต่อคลิปลามก ตร.รู้ตัวแล้วเตรียมออกหมายสอบสวน
บทความถัดไป‘บ๊วย’ แถลงโต้ปมบริจาคเงินส่องผี บิดเบือนประวัติศาสตร์ ถามพวกผมทำอะไรผิด ลั่นไม่เชื่อไม่ต้องดู