จับเข่าคุย ‘ครูธัญ’ ส.ส.ก้าวไกล #สมรสเท่าเทียม ถึง #ไม่เอาพรบคู่ชีวิต เส้นทางถึง ‘สิทธิ’ แอลจีบีที
สมรสเท่าเทียม – เรียกได้ว่าไม่มีความร้อนแรงใดในโลกออนไลน์ ที่ถูกหยิบยกมาถกเถียงเท่ากับเรื่อง #สมรสเท่าเทียม เมื่อ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้เปิดรับความเห็น “ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่…) พ.ศ.” ที่ ครูธัญ-ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกล กับคณะ เสนอ เพื่อแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพื่อให้บุคคลทั้งเพศเดียวกันและต่างเพศ หมั้นและสมรสได้ จากเดิมที่ต้องเป็น “ชายและหญิง”
ช่วงเวลาเดียวกันนั้น ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีก็เห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต พ.ศ. … และร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่…) พ.ศ. … ที่เสนอโดยกระทรวงยุติธรรม และคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาร่าง พ.ร.บ.แล้ว ไม่นานหลังจากนั้น ประชาชนก็ต่างออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ด้วยมองว่ายังไม่ครอบคลุมสิทธิและสวัสดิการหลายๆ อย่าง จนทำให้ #ไม่เอาพรบคู่ชีวิต ขึ้นเป็นอันดับ 1 ในทวิตเตอร์
เช่นเดียวกับ ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ หรือ ครูธัญ ส.ส.ก้าวไกล ผู้เสนอร่างสมรสเท่าเทียม ที่ออกมาพูดถึงประเด็นดังกล่าว


ทำไมต้อง ‘สมรสเท่าเทียม’
ธัญวัจน์เผยว่า จริงๆ แล้ว กฎหมายสมรสเป็นกฎหมายที่เลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะให้สิทธิเฉพาะผู้ชายและผู้หญิงเท่านั้น เรามองว่าคนทุกคนควรจะใช้กฎหมายเดียวกันได้ จึงเสนอให้แก้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5-6 ให้ทุกคนสามารถจดทะเบียนสมรสอย่างเท่าเทียม และได้รับสิทธิเท่าเทียมและเสมอภาคกัน
“สำหรับร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต ที่ออกมานั้น ถือเป็นการแยกกฎหมายออกไปเพื่อให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งใช้ เท่ากับหล่อเลี้ยงความไม่เสมอภาค ความเหลื่อมล้ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คู่ชีวิตไม่ใช่การสมรสที่เท่าเทียม สิทธิและสวัสดิการต่างๆ ไม่เท่ากับการสมรส ซึ่งคนไทยทุกคนควรใช้กฎหมายฉบับเดียวกัน หากหลักการที่คิดผิด อย่างไรก็ไม่สามารถจะเสมอภาคได้”
“เขามองกลุ่มแอลจีบีทีเป็นพลเมืองชั้น 2 ไม่ได้มองเป็นประชาชนที่มีความเท่าเทียม ทั้งๆ ที่กลุ่มแอลจีบีทีเสียภาษี แต่ไม่มีสิทธิในฐานะคู่สมรส การบอกว่า รัฐให้ความสำคัญกับแอลจีบีทีแล้วนั้น ยืนยันว่า ให้ความสำคัญแบบประชาชนชั้นสอง นั่นแปลว่า วันนี้ เราเป็นบุคคลที่ถูกมองไม่เห็นในสังคม”
เทียบกฎหมาย 2 ฉบับ
ครูธัญเผยต่อว่า การจะสร้างกฎหมายฉบับหนึ่ง ก็ต้องคำนึงถึงหลักการที่ถูกต้องและเสมอภาค และเคารพความเป็นมนุษย์ก่อน
สมรสเท่าเทียม นั้น ทุกเพศสามารถหมั้น-สมรสกันได้ ดูแลอภิบาลและหน้าที่ฉันคู่สมรสได้ สามารถรับบุตรบุญธรรม ในฐานะคู่สมรส รับมรดก การปกป้องดูแลจากทุกกฎหมายที่มีคำว่า คู่สมรส หรือสามีภรรยา ทั้งสวัสดิการราชการ เอกชน ยินยอมรักษาพยาบาล กองทุนประกันสังคม ทั้งยังมีสิทธิในการเปลี่ยนสัญชาติคู่สมรส สิทธิในการขอวีซ่าคู่สมรส และสิทธิในการดำเนินการตั้งครรภ์แทนในวิธีการวิทยาศาสตร์ รวมถึงปรับแก้อายุจาก 17 เป็น 18 ปี ให้สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก หากแก้ไขที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไปแก้ พ.ร.บ.และระเบียบการไม่มากก็ใช้งานได้
“ขณะนี้ยังไม่เห็นร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต ที่ผ่านการแก้ไขของกฤษฎีกา แต่จากข้อมูลมีการเห็นชอบให้แก้ไปกฎหมายแพ่ง แต่ก็เป็นเพียงการห้ามจดทะเบียนซ้อนเท่านั้น เราจึงเรียกร้องให้เปิดร่างกฎหมายออกมา เพราะก้าวไกลก็ยื่นถูกต้อง ประชาชนดาวน์โหลดได้ เราจะได้คุยกันที่เนื้อหา ไม่ใช่คาดคะเน โดยกฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้น่าจะบรรจุวาระเข้าสภาใกล้ๆ กัน ก้าวไกลก็ยืนยันในหลักการและต่อสู้ในสภาอย่างแน่นอน”
รับๆไปก่อน หนทางสู่ทางตัน
เรื่องของ พ.ร.บ.คู่ชีวิต นับเป็นสิ่งที่ถกเถียงในกลุ่มแอลจีบีทีอยู่จำนวนมาก บ้างก็ว่ารับไปก่อนดีกว่าไม่มี ขณะที่อีกฝั่งก็มองว่า ควรรอให้สมบูรณ์ก่อนดีกว่าหรือไม่ ในเรื่องนี้ ธัญวัจน์มองว่า ประเทศไทยมีประสบการณ์มากพอแล้วกับคำว่า รับๆ ไปก่อนแก้ทีหลัง กลายเป็นว่าส่งผลระยะยาว ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปีླྀ ก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน รับๆ ไปก่อน อาจจะกลายเป็นทางตันได้
และยังกล่าวอีกว่า หากรับคำว่าคู่ชีวิตไป เราต้องไปแก้กฎหมายอีกนับพันฉบับ ให้คำว่าคู่ชีวิตไปอยู่ทุกกฎหมายที่มีคำว่าคู่สมรส ไม่รู้ต้องใช้เวลาอีก 5 ทศวรรษหรือเปล่า ต่อให้ทำได้ คำถามคือ แล้วทำไมไม่ใช้คู่สมรสแต่แรก หากเราแก้ปัญหานี้ให้จบ ก็จะสามารถไปต่อยอดกับการลงทุนครอบครัว เพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจ รัฐก็เก็บข้อมูลใหม่ๆ ที่ไม่เหมารวมแค่ชายหญิง ไปจัดสรรนโยบายที่ตอบสนองมิติเพศได้มากขึ้น
“ครูมองไม่เห็นเลยว่าจะมีส่วนไม่ดีอย่างไร มีแต่ประโยชน์ ทำไมเราไม่ทำให้ประเทศมีศักยภาพไปเลย ทำไมต้องค่อยๆ ทำให้ประเทศมีศักยภาพ”


อุปสรรค ‘ความเท่าเทียมทางเพศ’
ธัญวัจน์เผยว่า ที่จริงแล้ว หากให้มองเราต่อสู้เรื่องนี้มาตั้งแต่ 25 ปีที่แล้ว และเสียงก็ดังขึ้นเรื่อยๆ หากถามว่าอุปสรรคคืออะไร ก็คือ การเมือง และวัฒนธรรม ความเชื่อ มายาคติ ที่ถูกฝังมาแต่เล็ก พอสร้างอคติให้คนในสังคม ก็เข้าถึงเป้าหมายได้ช้า รวมไปถึงการเมืองที่ไม่มั่นคง ร่างกฎหมายที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ตรวจสอบยาก ส่งผลต่อสิทธิ เพศ สามัญสำนึก และการตระหนักรู้ความเป็นตัวเอง
“กฎหมายนี้ หลายประเทศทำได้แล้ว เราสามารถเรียนรู้จากเขาและก้าวกระโดดไปได้เลย เพราะหากไม่ทำวันนี้ วันหนึ่งก็ต้องมาแก้อยู่ดี การกั๊กกันไปมา เป็นการดึงรั้งความเจริญและศักยภาพมนุษย์”
ส.ส.ก้าวไกลกล่าวต่อว่า การจะพัฒนาความเท่าเทียมทางเพศในทุกมิติ นั้น ต้องไปทั้ง 3 ระดับ คือ
1.การสร้างความตระหนักรู้ อย่างเสวนาวิชาการต่างๆ สร้างความรู้ให้ประชาชน ซึ่งไทยจัดอยู่แค่ระดับนี้เท่านั้น ยังไปไม่ถึงระดับ
2.คือระดับนโยบาย ที่รัฐต้องมองว่า ต้นทุนของเพศหญิงมากกว่าหรือเปล่า ผู้หญิงถูกไล่ออกจากงานก่อนไหม เลื่อนตำแหน่งได้ไหม และนำสิ่งนี้ไปออกแบบนโยบาย ระดับสุดท้ายคือ เรื่องโครงสร้าง เช่น โครงสร้างการศึกษามีการสนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศไหม
การจะเปลี่ยนต้องเปลี่ยนทั้ง 3 ระดับ ไม่ใช่แค่พฤติกรรมชั่วครั้งชั่วคราว แต่ต้องเปลี่ยนถึงการดำรงชีวิต
ชีวิต ส.ส.หลากหลายทางเพศ
นอกจากจะพูดถึงประเด็นที่ร้อนแรง ครูธัญยังได้บอกเล่าถึงเรื่องราวการทำงานในรัฐสภาในฐานะ ส.ส.แอลจีบีที ว่า เวลาที่เราเป็นกะเทย คนก็มักจะมองความเป็นกะเทยก่อน บางคนก็ชอบ บางคนตลก ขบขัน แต่เราก็ต้องทำงานหนัก พยายามให้คนเห็นว่ากะเทยคนนี้มีสาระสำคัญที่การพัฒนาประเทศ ประชาชนจ้างเรามาคิดให้เขา เราก็ต้องทำ ปีกว่าที่ผ่านมาก็ทำงานหนัก แต่ก็แปลก เวลาที่กะเทยทำงานหนักแค่ไหน แต่พอเป็นข่าวมักเป็นตอนที่กำลังจะหมดตัว ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องผิด ถามว่ามายาคติเกี่ยวกับกะเทยในสภามีไหม ก็มี ความเป็นกะเทยไม่ใช่ของครูคนเดียว แต่คือความเป็นกะเทยที่สังคมมองเราด้วย
“เรื่องนี้ เป็นสิ่งที่ต้องพังทลายออกไป แสดงให้เห็นว่ากะเทยมีความคิด ความสามารถ และทำงานทุกแบบได้” ครูธัญทิ้งท้าย


