‘บิ๊กป้อม’ ดันแผนแม่บทบริหารน้ำ 20 ปี เร่งแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง-น้ำเสีย เป็นระบบ

17.07.20 | 13:55 น.

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ที่ห้องประชุม 301 ชั้น 3 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 2/2563 โดยมี ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การประปาส่วนภูมิภาค กรมควบคุมมลพิษ สำนักงบประมาณ เป็นต้น

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ที่ประชุมได้ร่วมพิจารณาแผนงานโครงการภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ได้แก่ โครงการจัดหาน้ำต้นทุนและแผนปฏิบัติการ ปี 2563 – 2566 จังหวัดภูเก็ต จากที่คาดการณ์ว่าในปี 2575 ปริมาณความต้องการใช้น้ำของจังหวัดภูเก็ตจะสูงขึ้นเป็น 112 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อปี จากการขยายตัวด้านการท่องเที่ยว และชุมชนเมือง ส่งผลให้แนวโน้มผู้ใช้น้ำสูงขึ้นประมาณร้อยละ 12 ต่อปี รวมถึงมีการเพิ่มพื้นที่ให้บริการของการประปาส่วนภูมิภาคให้ครอบคลุมทั้งจังหวัด ประกอบกับปัญหาภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง จึงต้องเร่งจัดหาน้ำต้นทุนเพิ่มให้ได้ไม่ต่ำกว่า 64 ล้าน ลบ.ม. ดังนั้น เพื่อเป็นการดำเนินการแก้ไขปัญหาในพื้นที่อย่างเร่งด่วน มติที่ประชุมจึงเห็นชอบในหลักการแผนระยะสั้น 3 โครงการ ได้แก่ 1) โครงการเพิ่มประสิทธิภาพอ่างเก็บน้ำบางเหนียวดำ เพิ่มปริมาณน้ำในอ่างฯ ขึ้นเป็น 8.70 ล้าน ลบ.ม. หรือเพิ่มขึ้น 1.5 ล้าน ลบ.ม. 2) โครงการบำบัดน้ำเสียมาผลิตน้ำประปา เพิ่มปริมาณน้ำในเขตเทศบาลนครภูเก็ต 0.584 ล้าน ลบ.ม. ต่อปี และ 3) โครงการระบบสูบผันน้ำ บ้านโคกโตนด – อ่างฯ บางเหนียวดำ จะทำให้ปริมาณน้ำในอ่างฯ เพิ่มขึ้นอีก 10 ล้าน ลบ.ม. ต่อปี และให้เสนอทั้ง 3 โครงการต่อที่ประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ในวันที่ 22 กรกฎาคมนี้ พิจารณาให้ความเห็นชอบในหลักการต่อไป

ส่วนแผนระยะสั้นที่เหลืออีก 1 โครงการ คือ โครงการพัฒนาระบบควบคุมบริหารจัดการน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำ ที่ประชุมเห็นควรให้ จ.ภูเก็ต ทบทวนพิจารณาจัดตั้งเป็นศูนย์น้ำจังหวัดภูเก็ตให้ครอบคลุมทุกภาคส่วนของจังหวัด และให้เร่งรัดการดำเนินงานแผนงานระยะกลางที่ได้เสนอผ่าน กนช. แล้ว ได้แก่ โครงการก่อสร้างปรับปรุงขยายการประปาส่วนภูมิภาคสาขาพังงา – ภูเก็ต ซึ่งจะทำให้มีปริมาณน้ำใช้ผลิตน้ำประปาเพิ่มขึ้น 49 ล้าน ลบ.ม.ต่อปีนั้น โดยเร็วสำหรับแผนงานระยะกลาง และระยะยาว มอบหมายให้สทนช. และจังหวัดภูเก็ตร่วมกันศึกษาแผนหลักและแผนปฏิบัติการการแก้ไขปัญหาทรัพยากรน้ำให้ครอบคลุมตามแนวทางการพัฒนาแผนแม่บทกาบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้ง 6 ด้าน ต่อไป

พล.อ.ประวิตร กล่าวเพิ่มเติมว่า อีกปัญหาที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งคือปัญหาการจัดการน้ำเสีย โดยที่ประชุมได้เห็นชอบต่อแนวทางการดำเนินงานในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการจัดการคุณภาพน้ำ และอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ โดยกรมควบคุมมลพิษ และให้เสนอต่อกนช. พิจารณา เพื่อให้การขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้แผนแม่บทฯ น้ำ ด้านที่ 4 กลยุทธ์ที่ 1 การป้องกันและลดการเกิดน้ำเสียที่ต้นทาง และกลยุทธ์ที่ 2 การเพิ่มประสิทธิภาพในการบำบัดและควบคุมการระบายน้ำเสียออกสู่สิ่งแวดล้อม เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมการจัดการน้ำเสียจากทุกแหล่งกำเนิด เพราะปัจจุบันมีแหล่งน้ำเพียง 3 แหล่งน้ำ หรือคิดเป็นร้อยละ 5 ได้แก่ แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำพุมดวง และแม่น้ำตรัง เท่านั้น ที่ผ่านเกณฑ์ตามเป้าหมายที่กำหนด ส่วนแหล่งน้ำหลัก 48 สาย ยังขาดกฎหมายที่จะควบคุมให้มีการรวบรวมน้ำเสียจากทุกกิจกรรมในอาคารบ้านเรือนไปทำการบำบัด รวมถึงไม่มีกฎหมายที่กำหนดให้มีการจัดการน้ำเสียให้เป็นไปตามมาตรฐานประกอบการพิจารณาการอนุญาต/ต่ออายุใบอนุญาต และที่ประชุมยังได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่งรัดการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการด้านการจัดการน้ำเสียชุมชนระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580)

พล.อ.ประวิตร กล่าวต่อว่า การที่หน่วยงานมีแผนงานอยู่ภายใต้แผนแม่บทน้ำ เป็นการกำหนดทิศทางและเป้าหมายของการทำงาน สอดคล้องกับการดำเนินด้านงบประมาณ ที่จะสามารถจัดสรรไปได้ ตามกรอบที่กำหนดไว้ ซึ่งในแผนแม่บทน้ำที่มีอยู่ 6 ด้าน มีคณะทำงานจากหน่วยงานต่างๆ ช่วยกันดำเนินการ ขอให้คิดวิเคราะห์ บูรณาการแผนงานต่าง ๆ ให้สอดคล้องไปในแนวทางเดียวกัน เมื่อวางแผนงานได้ดีแล้ว ต้องมีการขับเคลื่อนให้ได้ตามแผน สามารถแก้ไขปัญหาด้านน้ำของประเทศได้อย่างยั่งยืน ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง และน้ำเสีย ในครั้งนี้ได้ให้แต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนโครงการธนาคารน้ำใต้ดิน เพื่อให้การพัฒนาแหล่งน้ำใต้ดินมีหลักเกณฑ์ มีแผนพัฒนาอย่างเหมาะสมชัดเจน ขอให้หน่วยงานเร่งดำเนินการให้สัมฤทธิ์ผลโดยเร็วต่อไป