ปชป.ประชุมใหญ่ปลุกเอกภาพ ส.ส.รุกฟื้นศรัทธา
ที่มา – จากการจัดประชุมใหญ่สามัญพรรคประชาธิปัตย์ โดยมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค เป็นประธานการประชุมขณะที่สมาชิกพรรค เข้าร่วมซักถาม ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา
จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
ที่ผ่านมา พรรค ปชป.ผ่านการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 ผลการเลือกตั้งปรากฏว่าเราได้ผู้แทนราษฎรมา 52 คน ปชป.ถือเป็นพรรคที่มี ส.ส.ในสภาอันดับ 5 ดังนั้นหลังการเลือกตั้ง การที่พรรคจะตัดสินใจดำเนินกิจกรรมทางการเมืองอะไร ย่อมมีข้อจำกัดต่างจากเดิม ไม่เหมือนก่อนการเลือกตั้ง เพราะถ้าเราต้องการเป็นรัฐบาล เสียงเรามีไม่มากพอเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่ถ้าประสงค์จะทำหน้าที่ฝ่ายค้าน เราก็มีข้อจำกัดที่เปลี่ยนแปลงไปกว่าเดิม คือเราจะไม่สามารถไปอยู่ในสถานะผู้นำฝ่ายค้านได้เหมือนอย่างที่เคยเป็นมา เนื่องด้วยข้อจำกัดเรื่องเสียงของ ส.ส.ในสภา หากจะเป็นผู้นำฝ่ายค้านต้องมี ส.ส.มากที่สุดในสภา เราไม่ใช่พรรคที่มีเสียงมากที่สุดในฟากฝ่ายค้านในสภาแล้ว
นี่คือข้อจำกัด จนนำมาสู่การตัดสินใจของพรรค แต่ไม่ใช่ว่าทั้งหมดนี้จะเป็นข้อจำกัดที่ ปชป.จะโตต่อไปไม่ได้
ผมยังมั่นใจว่า ปชป.ของเรายังจะโตต่อไปได้อีกในวันข้างหน้า แต่เราต้องมาวิเคราะห์ว่าปัจจัยจะทำให้โตในวันข้างหน้ามีอะไรบ้าง นอกเหนือจากอุดมการณ์ เรายังต้องมีผลงาน และความเป็นเอกภาพด้วย สำหรับอุดมการณ์ มีคนถามว่าวันนี้ ปชป.ยังมีอุดมการณ์อยู่หรือไม่ ในฐานะหัวหน้าพรรคขอตอบว่ามี เพราะอุดมการณ์คือรากแก้วของ ปชป. อุดมการณ์คือรากฐานของความเป็นเรา เป็นมาจนถึงทุกวันนี้ อุดมการณ์ที่เราตั้งไว้ คือ 1.อุดมการณ์ในระบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 2.อุดมการณ์แห่งความซื่อสัตย์สุจริต และ 3.อุดมการณ์แห่งความมุ่งมั่นในการรับใช้ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน อุดมการณ์เหล่านี้ไม่ใช่นายจุรินทร์คิด แต่บรรพบุรุษของ ปชป.เป็นผู้สั่งสมไว้ ด้วยโลกที่เปลี่ยนไป การเมืองเปลี่ยนไป คืออุดมการณ์ต้องบวกความทันสมัย เราต้องเปลี่ยนไปสู่อุดมการณ์ทันสมัยอย่างมีวุฒิภาวะ เพื่อตอบโจทย์การเมืองที่เปลี่ยนไป
ผลงานต้องเกิดจากการกระทำจริง ไม่ใช่คำพูด และเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนต้องช่วยกันทำ เพราะผลงานใครคนใดคนหนึ่งทำคนเดียวไม่ได้ 3 กลไกของพรรคต้องช่วยกันทำ ทั้งรัฐมนตรี รัฐสภา และการบริหารจัดการพรรค เราเพิ่งเข้าร่วมรัฐบาล วันนี้เพิ่งครบขวบปี เพิ่งผ่านการประกาศนโยบาย รัฐ แน่นอนไม่มีใครสมบูรณ์แบบ แต่ผลงานที่ปรากฏเป็นรูปธรรมก็มีให้เห็นไม่น้อย ก่อนเข้าร่วมรัฐบาลเรายื่นข้อเสนอให้รัฐบาล 3 ข้อ คือ 1.ต้องบรรจุนโยบายประกันรายได้เกษตรกรเป็นนโยบายของรัฐบาล 2.การแก้ไขรัฐธรรมนูญ วันนี้ รัฐบาลก็สนับสนุนให้มีการตั้ง กมธ.ขึ้นมาศึกษาการแก้ไข เราเชื่อว่าไม่นานรัฐสภาจะมีข้อสรุปอันหนึ่งอันใดเสนอให้รัฐบาลพิจารณา และ 3.ต้องร่วมกันบริหารราชการแผ่นดินด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
ในส่วนของการทำหน้าที่รัฐมนตรี เราทำงานร่วมกับรัฐบาลใน 3 กระทรวง และมีรัฐมนตรีช่วยอีก ยุทธศาสตร์ที่ ปชป.จะทำคือ จะทำให้เกิดความสำเร็จเพื่อนำความสำเร็จมาสู่พรรค เราจะจับมือกันทำงานภายใต้ยุทธศาสตร์ เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด ผู้ด้อยโอกาสต้องได้รับการดูแล ส่วน ส.ส.ในสภาต้องมีบทบาทมากขึ้น และการแสดงบทบาทต้องทันสมัยทั้งในพื้นที่และในรัฐสภา ภายใต้การสนับสนุนของคณะกรรมการบริหารพรรค วันนี้ความต้องการของประชาชนเปลี่ยนไป เขาต้องการเห็น ส.ส.ใกล้ชิดกับเขามากขึ้น และทำหน้าที่ร่วมกับประชาชนอย่างมียุทธศาสตร์ และมีความทันสมัย นี่คือโจทย์ของ ปชป. เป็นสิ่งที่ประชาชนอยากได้คำตอบ สุดท้ายคือกลไกพรรค คณะกรรมการบริหารพรรค ต่อจากนี้ไปต้องมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของแต่ละคนมากขึ้น ต้องรับผิดชอบต่อกันมากขึ้น และที่สำคัญคือกรรมการบริหารพรรค พวกเราทุกคนต้องร่วมกันทำงานเป็นทีม ต่อจากนี้ไป นอกจากทีมเศรษฐกิจทันสมัยแล้ว เราจะมีทีมสังคมทันสมัย เพราะโลกเปลี่ยนไป เนื่องจากโลกและสังคมไทย อยากเห็นการให้ความสำคัญเรื่องของสิทธิมนุษยชนมากขึ้น อยากเห็นความเท่าเทียมทางเพศมากขึ้น อยากเห็นธุรกิจเปลี่ยน
ต่อจากนี้ ทีมเศรษฐกิจนอกจากต้องทันสมัยแล้ว ยังต้องมีวิสัยทัศน์ก้าวไกล จะมีบุคคลภายนอกเข้ามาร่วมงานกับพรรคมากขึ้น วันนี้มีหลายคนยังไม่ประะสงค์จะให้ประกาศรายชื่อ แต่เมื่อถึงเวลาเราจะประกาศออกมาแน่นอน รวมทั้งทีม กทม. ต้องเตรียมการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ส.ก. และส.ข. รวมถึงต้องมีทีมโซเชียลมีเดียเข้ามาตอบสนองสังคมโลกยุคใหม่มากขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม ทั้ง 3 กลไก ไม่ว่าจะ ครม. ส.ส. และพรรค ต้องประเมินผลการทำหน้าที่ด้วย เชื่อว่าถ้า 3 กลไกทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างครบถ้วน ผลงานจะถูกมัดรวมกันเป็นผลงานของ ปชป. จะนำ ปชป.ไปสู่อนาคตวันข้างหน้า และเมื่อถึงวันเลือกตั้ง ผลงานเหล่านี้คือสิ่งที่ท่านจะเอาไปบอกประชาชนได้ว่าเหตุใดต้องเลือก ปชป.
ทุกอย่างจะไม่ใช่ความสูญเปล่า สุดท้ายแม้เราจะมุ่งมั่นในอุดมการณ์เพียงใด แม้เราจะสร้างผลงานแค่ไหน แต่ถ้าเราขาดความเป็นเอกภาพก็ใช่ว่า เราจะสามารถนำพรรคไปสู่ความสำเร็จได้อย่างง่ายดาย เพราะความไม่เป็นเอกภาพคือตัวบั่นทอนพรรค และอนาคตของทุกคนในพรรค ในสังคมประชาธิปไตยทุกคนมีสิทธิแสดงความเห็น แต่เมื่อเสียงส่วนใหญ่ตัดสินแล้ว ทุกคนต้องยอมรับ นี่คือความเป็นเอกภาพ และเมื่อมีข้อเสนอแนะใด เราก็ต้องปรึกษากันภายใน จึงจะเรียกได้ว่ามีความเป็นเอกภาพ ดังนั้น ความเป็นเอกภาพจึงทำคนเดียวไม่ได้ ทุกคนต้องจับมือเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเท่านั้น ความเป็นเอกภาพจึงจะเกิดขึ้นได้ ขอให้ทุกคนจับมือ เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเพื่อเดินไปสู่อนาคตของ ปชป.ร่วมกัน
อันวาร์ สาและ
รองเลขาธิการพรรรคประชาธิปัตย์
พรรคเปลี่ยนโลโก้โดยตัดพุทธวัจนะออก ทำร้ายจิตใจของสมาชิกพรรคและมีสมาชิกหลายคนรวมลงชื่อทำจดหมายเปิดผนึกถึงหัวหน้าพรรคให้แก้โลโก้กลับเป็นแบบเดิม และพรรค ปชป. มีแนวโน้มตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ไม่มีวี่แววพลิกฟื้นในอนาคตอันใกล้นี้ เป็นเพราะว่าพรรคเดินผิดทาง เปลี่ยนโอกาสเป็นวิกฤต ส่งผลให้แพ้เลือกตั้ง สูญเสียที่นั่ง ส.ส.ทุกเขตเลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ กทม.แพ้เลือกตั้งจนเหลือศูนย์ วิเคราะห์เหตุแห่งความตกต่ำของพรรคประชาธิปัตย์ว่ามาจากประชาชนผิดหวังกับการกระทำของพรรค และพรรคไม่สามารถลบล้างข้อครหาเป็นตราบาปของพรรคได้เลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีแต่พูด-เอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้เพื่อน ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในระหว่างสมาชิก
ที่ผ่านมาคนบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์ดีแต่พูด หากดูเหตุการณ์นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค กล่าวก่อนการเลือกตั้งว่าจะไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่กลับมีมติพรรคให้โหวตรับ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้ประชาชนเสียศรัทธา ดังนั้นจึงต้องสร้างความศรัทธากลับคืนมาให้ประชาชน อีกทั้ง พล.อ.ประยุทธ์เองเคยบอกว่านักการเมืองเลวจะปฏิรูปการเมืองก็ไม่ได้ทำ ให้ออกรัฐธรรมนูญมาเอื้อประโยชน์ให้ตนเองและเอาเปรียบทุกพรรค ภาพพจน์ของรัฐบาลก็เห็นชัดกันอยู่ว่าดีหรือไม่ดี ทั้งกรณีของฌอน บูรณะหิรัญ และม็อบเยาวชน หรือแม้กระทั่งกรณีของ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็เป็นประเด็นต้องมาคุยกันในพรรคว่าประชาชนรู้สึกอย่างไร และแสดงให้เห็นว่าพรรคไม่ละเลย พรรคพร้อมอยู่เคียงข้างประชาชน พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคร่วมรัฐบาล เราได้ทำหน้าที่ตามระบอบประชาธิปไตยแล้วหรือไม่ หรือว่าพรรคทำตามสั่ง เดิมพรรคก็ตกต่ำอยู่แล้ว แต่พอร่วมรัฐบาลภาพลักษณ์จะเป็นอย่างไรต่อ
ยกตัวอย่างผลการเลือกตั้งทั่วประเทศจะเห็นว่ามีสัดส่วน ส.ส. ลดไปมาก โดยเฉพาะภาคใต้ 50 เขต ได้เพียง 22 ที่นั่ง เคยเป็นฐานที่มั่น กรุงเทพฯก็สูญพันธุ์ นอกจากนี้ รัฐมนตรีของพรรคทำงานเต็มที่แต่ไม่มีกระแส มีประเด็นหน้ากากอนามัย และสินค้าขาดตลาดช่วงโควิด ยังไม่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน กระทรวงการพัฒนาสังคมฯในขณะที่พรรคล้มเหลว ตกต่ำในช่วงการเลือกตั้ง แต่นายจุติ ไกรฤกษ์ อดีตเลขาธิการพรรค กลับได้เป็นรัฐมนตรี ทั้งที่ภาคเหนือได้เพียงที่นั่งเดียว ควรเป็นคนนั้นหรือไม่ที่ได้ตำแหน่ง กระทรวงสาธารณสุข โดยนายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีหลายคนบอกว่าทำงานเหมือนข้าราชการประจำ แม้จะจัดการเรื่องโควิดได้ดี แต่ต้องป้องกันไม่ให้คนป่วยและต้องเข้าโรงพยาบาลมากขึ้น กระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีช่วยไม่มีพื้นที่ เพราะรัฐมนตรีแอ๊กชั่นแรง ทั้งที่นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ก็ทำงานแต่ไม่มีกระแส ส่วนกระทรวงมหาดไทย นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และรองหัวหน้าพรรค ทำโพลก่อนการเลือกตั้งมาว่าผมไม่ผ่าน และลงสมัครเขตเลือกตั้งไม่ได้ และกรณีนี้เกิดขึ้นเช่นเดียวกับอีกหลายคน เป็นการทำโพลเพื่อคัดเลือกคนมาลงสมัครรับเลือกตั้งผิด เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พรรคแพ้การเลือกตั้ง
ขณะเดียวกันพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง เราต้องดูว่าเขามีอะไร สิ่งสำคัญคือพรรคเพื่อไทยมีแรงศรัทธาที่ประชาชนกลับมาเลือก

