เมื่อวันที่ 13 มกราคม นายชูศักดิ์ ศิรินิล หัวหน้าคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จะบัญญัติมาตรา 7 ให้ชัดในรัฐธรรมนูญโดยให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ชี่ขาด ว่า ปกติศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลที่ตั้งขึ้นมาเพื่อมีอำนาจหน้าที่เฉพาะ เพื่อวินิจฉัยปัญหาการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ เช่น ปัญหาบทบัญญัติของกฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ปัญหาการตรากฎหมายนั้นๆ ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ปัญหาบทบัญญัติของมาตรา 7 ที่เคยบัญญัติไว้ในอดีตคือ กรณีไม่มีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญกำหนดบังคับในกรณีนั้นๆไว้ ให้ใช้ประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมาบังคับใช้ ในทางกฎหมายเรียกกันว่า การอุดช่องว่างของกฎหมาย ซึ่งองค์ประกอบสำคัญคือการไม่ได้เขียนหรือบัญญัติเรื่องนั้นไว้ในรัฐธรรมนูญ เท่ากับว่ากรณีของมาตรา 7 นั้น คือการหาบทบัญญัติตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย นำมาบังคับใช้เป็นรัฐธรรมนูญ
นายชูศักดิ์ กล่าวว่า กรณีนี้เท่ากับเป็นตรากฎหมายรัฐธรรมนูญขึ้นมาบังคับใช้จึงเป็นอำนาจในทางนิติบัญญัติ องค์กรที่ควรจะมีอำนาจหน้าที่ในกรณีดังกล่าวควรเป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐสภา ซึ่งเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ไม่ควรกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ ปัญหาสำคัญที่น่าวิตกห่วงใยยังมีอีกว่าการนำบทบัญญัติในมาตรา 7 ไปไว้ในหมวดศาลรัฐธรรมนูญ ได้ระบุอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญไว้อย่างไร ฟังมาว่าไม่ได้มีอำนาจเฉพาะการอุดช่องว่างของกฎหมายตามที่กล่าวมาเท่านั้น แต่ให้มีอำนาจวินิจฉัยการกระทำใดๆว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ มองว่าเหมือนการยก คปป. ไปไว้ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ข้อวิตกกังวลที่ว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นซุปเปอร์องค์กรและจะกลายเป็นองค์กรที่มีอำนาจมหาศาล ควบคุมรัฐบาลได้ จะกลายเป็นองค์กรที่บัญญัติรัฐธรรมนูญเสียเอง ข้อนี้ยิ่งน่าวิตก และเข้ารกเข้าพงไปกันใหญ่

