สภาถกญัตติด่วน เปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็น นิสิต นักศึกษา ด้าน “ส.ส.ก้าวไกล” แนะ รบ.ปรับทัศนคติตัวเอง หยุดยัดเยียดข้อกล่าวหา-สร้างความหวาดกลัวให้คนที่ออกมาแสดงความคิดเห็น พร้อมจี้ ยกเลิก ม.279 เอาคนยึดอำนาจเข้าคุก
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 22 กรกฎาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมีนายชวน หลีกภัย ประธานสภา เป็นประธานการประชุมพิจารณาญัตติด่วน 6 ญัตติ เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎร พิจารณามีมติให้มีการรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน นิสิต และนักศึกษา ของนายจักรพันธ์ พรนิมิตร ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และคณะเป็นผู้เสนอ นอกจากนั้น ยังมีญัตติที่คล้ายกัน ของนายประเสริฐ จันทรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย (พท.) ญัตติของนางอมรรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และญัตติของนายภารดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ส.ส.สุรินทร์ พรรค พท. นายคมเดช ไชยศิวามงคล ส.ส.กาฬสินธุ์ พรรค พท.เป็นผู้เสนอ โดยที่ประชุมให้พิจารณาไปในคราวเดียวกัน
โดยนายจักรพันธ์ อภิปรายว่า ญัตตินี้ได้ยื่นไปตั้งแต่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่ขณะนี้การชุมนุมก็เริ่มกลับมาอีกครั้งตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้ถือว่าเยาวชน นักศึกษา มีความตื่นตัวทางการเมืองขึ้นมาอีกครั้ง แต่ก็ต้องยอมรับว่า อีกด้านก็รู้สึกกังวล เพราะการชุมนุมทางการเมืองในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า มีหลายครั้งที่การชุมนุมอาจจะทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ มีความคิดอ่านที่ดีต่อบ้านเมือง แต่บางครั้งถูกผู้ไม่หวังดีบิดเบือน ยุยง ปลุกปั่นให้แสดงออกในทางที่ไม่เหมาะไม่ควร จึงอยากให้สภาที่มีความเป็นกลางนั้น ช่วยเป็นสะพานเชื่อมความคิดความอ่านของเยาวชน ทั้งนี้ ข้อเรียกร้องของนักศึกษาทั้ง 3 ข้อคือ 1.ยุบสภา 2.แก้ไขการใช้อำนาจของรัฐบาล และ 3.แก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น 2 ข้อแรกเกี่ยวข้องกับฝ่ายบริหาร แต่ข้อสุดท้ายเกี่ยวกับสภา จึงคิดว่าข้อมูลต่างๆ น่าจะเป็นประโยชน์ในการแลกเปลี่ยนความเห็นกัน เพราะเราสามารถทำได้โดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ เพราะเราก็มีคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์ และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 อยู่แล้ว
ด้านนายประเสริฐ อภิปรายว่า การที่ต้องรับฟังความคิดเห็นของนักศึกษา มีประเด็นหนึ่งที่นักศึกษาเข้ามาแสดงความคิดเห็นกับคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 คือรัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตยและเป็นเพียงภาพลวงตา มีการรับรองการทำรัฐประหารและอำนาจของ คสช.รวมไปถึงกรณียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ไม่มีอะไรคืบหน้า เป็นเพียงการซื้อเวลาให้รัฐบาลปกครองประเทศได้นานๆ เสมือนเป็นการพายเรือในอ่างที่ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก นักศึกษานอกจากจะถูกจำกัดพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นแล้ว ยังถูกคุกคามไม่ให้สามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระด้วย ตนจึงอยากเห็นภาพ พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินไปฟังความคิดเห็นของนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยเหมือนอย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางไปรับฟังความคิดเห็นของสื่อ
“ผมเชื่อว่านักศึกษาไม่ได้อยากลงถนน เขามีเหตุมีผล ขอเพียง พล.อ.ประยุทธ์ เดินไปรับฟังความคิดเห็นของเขา เชื่อว่าบรรยากาศที่เป็นอยู่อาจจะดีขึ้น และผมคิดว่าไม่ควรโยนเรื่องนี้ให้คณะกรรมการชุดใดชุดหนึ่งพิจารณาหรือตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ขึ้นมาพิจารณา แต่อยากให้สภาเป็นผู้พิจารณารับฟังความคิดเห็นของเหล่านิสิต นักศึกษาเอง” นายประเสริฐกล่าว
ขณะที่นางอมรรัตน์ อภิปรายว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ จ.ระยอง ที่เจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบได้จับนักศึกษาที่มาชูป้ายประท้วง พล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นรถ ซึ่งรถคันดังกล่าวก็ไม่ใช่รถของทางราชการ ดังนั้นเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมา ตนในฐานะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชนและการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ได้ลงพื้นที่ไปสังเกตการณ์การชุมนุมของกลุ่มนิสิต นักศึกษา ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ก็เห็นว่าเจ้าหน้าที่เอากระถางต้นไม้ไปวางไว้บริเวณดังกล่าวราวกับป่าหิมพานต์ โดยนักศึกษา และผู้ชุมนุมต้องลงไปใช้พื้นที่บริเวณถนนแทน ตนจึงได้สอบถามผู้ชุมนุมว่า แม้จะมีการเชือดไก่ให้ลิงดูไปแล้วทั้งกรณีที่กัมพูชา และระยอง เหตุใดนักศึกษาจึงกล้ามาชุมนุม ก็ได้รับคำตอบว่า เขาโกรธทั้งที่มาของรัฐบาล และเรื่องอื่นๆ ที่ทำให้รัฐบาลดำรงอยู่โดยมิชอบ การที่ตั้งรัฐบาลโดยมีการพรรคการเมือง 19 พรรค ทำให้รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ จนไม่สามารถบริหารบ้านเมืองให้มีประสิทธิภาพได้ รวมไปถึงกรณีองค์กรอิสระที่ไม่เป็นกลาง และการคุกคามผู้เห็นต่าง แม้แต่ตนเองก็เคยถูกคุกคามที่บ้านมาแล้วหลายครั้ง

นางอมรรัตน์กล่าวอีกว่า รัฐบาลการ์ดตกในทุกเรื่อง ทั้งการรับมือกับโควิด-19 และการบริหารบ้านเมือง แต่สิ่งที่รัฐบาลไม่เคยการ์ดตกเลยคือ การลิดรอนเสรีภาพของประชาชน ซึ่งเป็นผลงานไม่น่าจดจำ ไม่มีความหวังและไม่มีอนาคต ทั้งที่วันนี้เยาวชนให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็น สิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เขาต้องการเข้ามาร่วมกันคิด หาทางแก้ไขควาามผิดปกติของประเทศนี้ ดังนั้นถ้ารัฐบาลและผู้นำในรัฐบาลอยากประสบความสำเร็จ และต่อลมหายใจได้นานๆ ต้องปรับเปลี่ยนทัศนคดีที่ผิดๆ 3 ประเด็น คือ 1.ทัศนคติที่คิดว่านักเรียน นักศึกษา ไม่ได้คิดเอง แต่ที่ออกมาชุมนุม เพราะมีเบื้องหลัง ซึ่งไม่จริง แต่กับเป็นรัฐบาลต่างหากที่เป็นคนมีเบื้องหลัง ที่อยากสืบทอดอำนาจ 2.ทัศนคติที่ว่าการชุมนุมจะไม่สงบ ซึ่งไม่จริง การชุมนุมที่ผ่านมาหลายครั้งเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย และ 3.ทัศนคติที่ติดลบต่อการมีส่วนร่วมในการแสดงคามคิดเห็น รัฐบาลต้องไม่ดูถูกทัศนคติในโลกเก่า สิ่งที่นักศึกษาต้องการวันนี้ นอกจากการเปิดพื้นที่ปลอดภัยให้เขาได้แสดงความคิดเห็นแล้วเขายังต้องการการเปิดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นจากรัฐบาลด้วย แต่นอกจากรัฐบาลจะไม่ให้แล้วยังยัดเยียดความผิดให้กับพวกเขา
นางอมรรัตน์กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ การต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ตนมองว่าเสมือนเป็นการทำรัฐประหารซ้ำ และทุกครั้งที่มีการต่ออายุออกไป ก็คือ การทำรัฐประหารซ้ำๆ เพราะนอกจากจะเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนแล้ว ยังเป็นการให้อำนาจแก่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งทำตามคำสั่งของนายกฯด้วย ตนจึงไม่เห็นด้วยกับการต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ออกไป เพราะการต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ออกไปไม่ใช่การแก้ปัญหาโรคติดต่อ
“วันนี้รัฐบาลควรหยุดลุแก่อำนาจ หยุดสร้างบรรยากาศแห่งความกลัวแล้วหันมาคุ้มครองคนที่ออกมาแสดงความคิดเห็น ไม่ใช่ยัดเยียดข้อกล่าวหาให้พวกเขา และดิฉันขอเสนอให้ยกเลิกมาตรา 279 ที่ลบล้างผลพวงจากการทำรัฐประหาร แล้วเอาคนยึดอำนาจเข้าคุก เพื่อสร้างบรรทัดฐานให้กับ ผบ.ทบ.คนต่อๆ ไปที่อยากจะเข้ามาเป็นนายกฯไม่ให้เข้ามายึดอำนาจอีก” นางอมรรัตน์
ส่วนนายอิสระกล่าวว่า ตนให้ความสำคัญกับการเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาได้แสดงความเห็นภายใต้ระบอบประชาธิปไตย เพราะถือเป็นพลังสำคัญที่จะช่วยพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต หากสภาเปิดโอกาสและสร้างพื้นที่ให้กับนักศึกษาได้เข้ามามีส่วนร่วมโดยตรงกับสภาในการแสดงความเห็น รวมถึงเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหาไม่เป็นธรรมต่างๆ ในสังคม จะยิ่งเป็นการส่งเสริมวิถีของระบอบประชาธิปไตย ทั้งนี้ ตนเสนอให้ตั้งกรรมาธิการฯ ขึ้นมา 1 ชุด โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาจากสถาบันต่างๆ มาเป็นส่วนหนึ่งของกรรมาธิการฯ ชุดนี้ และมีส่วนร่วมกับการเสนอร่าง พ.ร.บ.ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความไม่ธรรมต่างๆ ในสังคมด้วย อย่างไรก็ตาม ตนมั่นใจว่า ถ้าสภาให้โอกาสเขานั้น จะไม่ใช่การคบเด็กเพื่อสร้างบ้าน แต่จะเป็นการคบเด็กเพื่อสร้างชาติ
ด้านนายภารดร อภิปรายว่า ขอเรียกร้องว่า สิ่งที่ประชาชนแสดงออกนั้นเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน รัฐบาลในฐานะผู้ปกครองประเทศควรเปิดช่องพร้อมๆ กับการเปิดโอกาสให้คนที่มีความเห็นทุกรูปแบบได้แสดงความเห็นของตัวเองอย่างอิสระ รัฐบาลต้องรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเรียกร้องอย่างเป็นเหตุเป็นผล ต้องไม่มีอคติกับกลุ่มที่มาชุมนุมเรียกร้องต่างๆ และไม่ควรผลักไสให้กลุ่มที่มีความเห็นตรงข้ามกับรัฐบาลไปอยู่เป็นคนละพวก คนละมุม เพราะนั่นจะกลายเป็นไม้ขีดไฟก้านแรกที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งในสังคม ซึ่งจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา วินาทีที่ผู้มีอำนาจในรัฐบาลตัดสินใจใช้ความรุนแรงนั้น มักจะเป็นจุดจบของรัฐบาลเสมอ จึงต้องขอวิงวอนรัฐบาลและกลุ่มผู้ชุมนุมว่า วิธีการที่ดีที่สุดที่จะแก้ไขปัญหาให้กับประเทศนั้น เราต้องใช้สันติวิธี และใช้เวทีสภาแห่งนี้แก้ไขปัญหา ทั้งนี้ ข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม 3 ข้อคือ 1.งดใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ พรรคภูมิใจไทยไม่สนับสนุนให้มีการใช้ความรุนแรง และพร้อมที่จะยืนอยู่ข้างฝ่ายที่ถูกกระทำ 2.ยุบสภา หากยุบสภาในวันนี้ สิ่งที่ได้คือการเปลี่ยนแปลงประเทศอย่างที่เรียกร้องหรือ ตนเชื่อว่าไม่ใช่ เพราะกติกาบ้านเมืองและรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่เอื้ออำนวยอย่างนั้น และ 3.แก้รัฐธรรมนูญ พรรคภูมิใจไทยพร้อมร่วมมือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการให้สำเร็จ
จากนั้นได้เปิดให้สมาชิกอภิปรายสนับสนุนทั้ง 6 ญัตติ

