ปลุกลงทุนฟื้นเศรษฐกิจ
เดินหน้าฝ่าวิกฤต‘โควิด’
หมายเหตุ – บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) จัดสัมมนาภายใต้แนวคิดชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) “ลงทุน 2020 ฟื้นฟูเศรษฐกิจ สร้างชาติ สร้างงาน” ร่วมฟื้นฟูประเทศไทยครบมิติสำคัญหลังวิกฤต
โควิด-19 โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวปาฐกถาพิเศษเปิดงาน และนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม บรรยายพิเศษ เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม ที่โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ รางน้ำ
อนุทิน ชาญวีรกูล
รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)
ในนามของรัฐบาลต้องขอขอบพระคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดงานสัมมนาครั้งนี้ ที่ได้เริ่มสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล มีการจัดสัมมนาให้ประเทศไทยเดินหน้ากลับเข้าสู่ภาวะปกติให้มากที่สุด ในฐานะรัฐมนตรีว่าการ สธ. ขอให้ความมั่นใจว่าสาธารณสุขไทยจะรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 ได้
วันนี้ได้มาเปิดงาน “ลงทุน2020 ฟื้นฟูเศรษฐกิจ สร้างชาติ สร้างงาน” เราต้องเป็นผู้ชนะ ดังสุภาษิตต่างประเทศ กล่าวว่า A Winner see opportunity in the problem, a Loser see problem in the opportunity “ผู้ชนะมักจะเห็นทางออก/โอกาสในปัญหาทุกปัญหา แต่ผู้แพ้เท่านั้นที่จะเห็นปัญหาในทุกๆ โอกาส” ในวิกฤตโควิด-19 ไทยเราชนะมาโดยตลอด และประเทศไทยไม่ใช่ประเทศด้อยพัฒนาหรือไม่มีโอกาส แต่ในวิกฤตโควิด-19 ทำให้ประเทศอื่นมองหาประเทศพื้นที่ในการลงทุน และด้วยการควบคุมโรคที่ดีของไทยจึงมีชื่อเสียงใหม่สำหรับนักลงทุน คือ ประเทศที่ปลอดภัย ไม่มีอันตราย เมื่อเดินทางเข้ามาเมืองไทยแล้ว เกิดการป่วยติดเชื้อก็สามารถรักษาให้หายได้
ในช่วงแรกที่เกิดวิกฤตโควิด-19 ประเทศไทยพบผู้ป่วยนำเข้าโดยเป็นชาวจีน อาจเกิดปัญหาขาดแคลนทรัพยากร แต่วันนี้พร้อมแล้ว โดยจะนำสารตั้งต้นมาผลิตยา ทางองค์การเภสัชกรรม (อภ.) จะนำสูตรยาส่งไปยังสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หากผ่านการอนุมัติ ก็สามารถผลิตได้ทันที และขณะนี้ไทยมีการสำรองยารักษาโควิด-19 กว่า 6 แสนเม็ด เพียงพอในการจ่ายยาให้แก่ผู้ป่วยทุกรายตั้งแต่อาการเล็กน้อย เพื่อไม่ให้มีอาการหนัก ดังนั้นประเทศไทยจึงไม่มีผู้ป่วยขั้นวิกฤต และไม่มีผู้เสียชีวิต
ถึงเวลาแล้วที่จะต้องมองว่าในขณะที่โควิด-19 ทำร้ายประเทศไทย ประเทศไทยจะต้องเอาโอกาสที่สูญเสียไปจากโควิด-19 กลับมาในทุกมิติ และปราบโควิด-19 ให้สิ้นซากไป สธ.ได้จัดสรรงบประมาณที่ไม่เคยจัดสรรมาก่อนให้กับสถาบันวัคซีนแห่งชาติ นำไปสนับสนุนการผลิตวัคซีนประมาณ 100 ล้านเหรียญสหรัฐ แปลว่าตอนนี้ไปไหนเราไม่ได้ไปมือเปล่า แต่มาด้วยการเป็นพาร์ตเนอร์ เมื่อมีวัคซีนแล้ว ถึงเมืองไทยก่อน ไม่ใช่ถึงที่อื่นก่อน
ประเทศไทยจะต้องมีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ดี เพื่อทำให้การคมนาคม ขนส่ง โอกาสทางธุรกิจ การหมุนเวียนของเงิน การขยายตัวทางเศรษฐกิจเกิดขึ้น ทั้งรูปแบบของการลทุนจากต่างประเทศหรือผู้ลงทุนในประเทศ สภาพคล่องของประเทศไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่ยังไม่ได้ถูกใช้ เมื่อถึงเวลาที่ไม่มีความกลัว หรือความกังวลอะไรแล้ว ก็จะต้องมีการนำออกมาใช้ลงทุน ในส่วนภาครัฐแม้ในบางโครงการจะใช้งบประมาณ บางโครงการใช้วิธีร่วมทุนกับรัฐ (PPP) หรือการใช้เงินกู้ แต่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาช่วงนี้ ระบบสาธารณูปโภค ระบบคมนาคมขนส่ง ทางอากาศ บก และน้ำ จะขึ้นมารองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ทุกอย่างดำเนินการอย่างปกติ
สิ่งที่ตนและนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยฐานะที่ได้กำกับดูแลทั้ง กระทรวงคมนาคม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงสาธารณสุข คือการมอง 3 กระทรวง ให้เป็นคลัสเตอร์ ให้เอื้อกันทั้งการคมนาคม สาธารณสุข และการท่องเที่ยว หลักการคือไทยเฟิร์สต์ (Thai First) โครงสร้างพื้นฐานทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นสนามบิน ท่าเรือ ระบบราง ทุกอย่างจะต้องเกิดขึ้นในประเทศไทย หากทำตามนโยบายอย่างเต็มที่ “ใช้เงินบาท ใช้คนไทย ซื้อของไทย สร้างโดยคนไทย เพื่อให้คนไทยใช้” ในช่วงของการฟื้นฟูเศรษฐกิจจะต้องยึดหลักการนี้ และเป็นหลักเศรษฐกิจพอเพียงที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานไว้ เว้นแต่ถ้าอะไรที่คนไทยไม่มีจึงจะให้ต่างชาติเข้ามาเป็นผู้ขายและเราซื้อมาต่อยอด
เงินที่หมุนไป หากเริ่มจากเงินบาท ของทุกอย่างที่ผลิตในประเทศไทย และใช้แรงงานไทยให้มากที่สุด ประเทศไทยต้องใช้ระบบเงินหมุนให้ได้แปดรอบ ถ้ามีเงิน 2 แสนล้านบาทแล้ว ไม่ได้ใช้ สู้มีเงิน 100 ล้านบาทแล้วหมุนได้ ซึ่งจะทำให้เงินจากต่างประเทศไหลเข้ามาด้วย ไม่มีใครแย่งความเป็นประเทศที่น่าลงทุนที่สุดในภูมิภาคไปจากประเทศไทยได้ แต่ประเทศไทยต้องแก้ไขกฎระเบียบต่างๆ เพื่อให้ไทยไม่แพ้ข้อเสนอที่ประเทศอื่นๆ มอบให้แก่นักลงทุน หากเราหมุนไปเรื่อยๆ ให้เกิดวงจรเศรษฐกิจ เผลอๆ ไม่เกิน 1 ปี ทุกอย่างจะกลับมาดีเหมือนเดิม ในรูปแบบที่แข็งแกร่งกว่า
มีคนบอกว่า เอาแต่กู้ กู้ กู้ แต่ถ้าดอกเบี้ย 0% หรือ 0.5% ผมว่าก็ต้องกู้นะ เรากู้ในดอกเบี้ยต่ำเพราะมีศักยภาพต่อรอง สมมุติลงทุน 100 บาท แล้วท่านไม่พูดเลย ท่านได้ 10 บาท ได้กำไร 10% แต่ถ้าท่านลงทุน 3 บาท กู้ 7 บาท แล้วกำไร 10 บาท ท่านกำไร 300% เพียงแต่ว่ากิจการของท่านต้องดี ไม่ใช่กู้สุ่มสี่สุ่มห้า นำไปใช้ตามแผนที่วางไว้ทุกประการ แต่เงินกู้นั้นจะต้องให้เกิดความมั่นใจว่า นำมาใช้อย่างมีประโยชน์และตรงตามเป้าหมาย ผมรอดมาได้ทุกวันนี้ก็ด้วยวิธีนี้ ถ้ามีระเบียบวินัยในการใช้เงิน เงินกู้ก็จะทำกำไรมหาศาล วันนี้โครงการคมนาคมที่เกิดในรัฐบาลชุดนี้ โปร่งใส ตรวจสอบได้ ทั้งรถไฟฟ้าความเร็วสูง กรุงเทพฯ-อู่ตะเภา ประมูลต่ำกว่าราคากลางเกือบ 5 หมื่นล้านบาท โครงการสนามบินอู่ตะเภารัฐได้ประโยชน์กว่า 2 แสนล้านบาท โครงการมอเตอร์เวย์ ต่ำกว่าราคากลาง 36% หลายคนสงสัยว่าต่ำกว่าราคากลางแล้วทำไมยังมีคนมาลงทุนทำไม ก็ต้องบอกว่าเขาเห็นโอกาสและสามารถต่อยอดไปได้อีกมาก แต่ต้องเปิดให้มีการแข่งขันให้มากที่สุด และประเทศไทยจะต้องเป็นบายเยอร์มาร์เก็ต ให้มากกว่าเซลเลอร์มาร์เก็ต ขอให้ความมั่นใจ
ทุกโครงการที่ออกมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมดูแลอย่างใกล้ชิด ประโยชน์ทั้งหลายตกอยู่กับรัฐ ในการทำงานทั้งหลายอย่างรวดเร็ว ไม่มีอะไรมาทำให้นโยบายบิดเบือนไปได้ พร้อมทั้งได้การรับการสนับสนุนจากนายกรัฐมนตรีอย่างเต็มที่ เพราะไม่ได้ไปปากเปล่าแต่ใส่ความน่าจะเป็นไปได้เสนอในทุกโครงการ เป็นการทำงานแม้จะอยู่คนละพรรคการเมืองและเป็นรัฐบาลผสม อะไรก็ตามที่เป็นประโยชน์กับประชาชน รัฐบาลจะทำเต็มที่ ซึ่งก็ได้ทำให้เห็นว่า ยังไม่มีโครงการใดที่เกินงบประมาณ นอกจากนั้น ยังมีส่วนต่างอย่างเป็นนัยะสำคัญ และไม่มีอะไรน่ากลัว ผู้ที่เข้ามาประมูลงาน ล้วนแล้วแต่มีความแข็งแกร่ง ทำงานสำเร็จอย่างแน่นอน มีหลักประกันว่าจะไม่เกิดความเสียหายต่อรัฐ โดยจะเน้นว่าต้องใช้ “ไทยทำ ไทยใช้” มากที่สุด
ในความเป็นรองนายกรัฐมนตรีได้กำกับดูแล 3 หน่วยงาน และพยายามเชื่อมโยงเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศไทยมากที่สุด 1.ระบบสาธารณสุขดี ไม่ใช่เพียงเรื่องบริการ แต่ต้องเริ่มวิจัย นวัตกรรม เริ่มผลิตทุกอย่าง และสนับสนุนในการผลิตภายในประเทศไทย 2.ระบบคมนาคม เป็นการต่อยอด หากการคมนาคมระบบขนส่งดีและครบครัน ท่าเรือ รถใต้ดิน ลอยฟ้า รางคู่ โมโนเรล ไม่มีอะไรดีไปกว่านี้แล้วในเรื่องของระบบการขนส่ง วันนี้ไม่ใช่เพียงสามเหลี่ยม แต่เป็นใยแมงมุมไปหมดแล้ว หากมี 2 ระบบก่อนหน้านี้ที่ดีแล้ว ก็จะเป็น 3.ระบบการท่องเที่ยว หากมีความพร้อมนักท่องเที่ยวก็อยากเดินทางมาในประเทศไทย ตอนนี้ธรรมชาติ สถานที่ท่องเที่ยวในไทยสะอาด เพราะนักท่องเที่ยวน้อย อย่ากลับไปจุดเดิมหากสามารถรักษาสภาพธรรมชาติแบบนี้ไว้ ขอเรียนว่ารับไม่ไหว ต้องแจกบัตรคิว
ดังนั้น จะต้องมองว่า โควิด-19 ทำร้ายเรา แต่เพียงระยะหนึ่ง หลังจากนี้จะเอาคืนกลับมา รัฐบาลนี้คิดมาตลอดว่าจะทำอย่างไรให้ความแข็งแกร่งกลับสู่ประชาชน รัฐบาล และคณะรัฐมนตรีทุกคนในวันนี้หายใจเข้าออกเป็นความมั่นคงของประชาชน โครงการจาก 3 กระทรวงนี้จะทำให้มีเงินหมุนเวียน เงินที่หมุนมา หมุนไป จะพาไทย กลับมามั่นคง
มีคนบอกว่า เอาแต่กู้ กู้ กู้ แต่ถ้าดอกเบี้ย 0% หรือ 0.5% ผมว่าก็ต้องกู้นะ แต่เงินกู้นั้นจะต้องให้เกิดความมั่นใจว่านำมาใช้อย่างมีประโยชน์และตรงตามเป้าหมาย ถ้ามีระเบียบวินัยในการใช้เงิน เงินกู้ก็จะทำกำไรมหาศาล วันนี้โครงการคมนาคมที่เกิดในรัฐบาลชุดนี้ โปร่งใส ตรวจสอบได้ ทั้งรถไฟฟ้าความเร็วสูง กรุงเทพฯ-อู่ตะเภา สนามบินอู่ตะเภา โครงการมอเตอร์เวย์ ที่เปิดประมูลแล้วได้ราคาต่ำกว่าราคากลาง ซึ่งทำให้รัฐได้ประโยชน์จากการประหยัดงบประมาณ หลายคนสงสัยว่าต่ำกว่าราคากลางแล้วทำไมยังมีคนมาลงทุน ก็ต้องบอกว่าเขาเห็นโอกาสว่าสามารถต่อยอดไปได้อีก
ทุกโครงการที่ดำเนินการได้การรับการสนับสนุนจากนายกรัฐมนตรีอย่างเต็มที่ แม้จะอยู่คนละพรรคการเมือง และเป็นรัฐบาลผสม เพราะเป็นประโยชน์กับประชาชน
ศักดิ์สยาม ชิดชอบ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยมีความได้เปรียบในเรื่องของพื้นที่ตั้ง เป็นศูนย์กลางของอาเซียน แต่สิ่งที่กระทรวงคมนาคมได้ดำเนินการตลอดมา คือต้องการที่จะพัฒนาแต่ก็ยังมีอุปสรรคในเรื่องของวิถีชีวิตของคนไทย ซึ่งบางเรื่องทำให้ประเทศไทยยังเดินหน้าไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าที่ควร ซึ่งในการเข้ามาในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ถือว่าปฏิบัติหน้าที่มาเกือบ 1 ปีเต็มแล้ว มองว่าการดำเนินการภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รวมทั้งได้บูรณาการความคิดผู้ที่มีความรู้ในประเทศ สิ่งเหล่านี้ถือเป็นกรอบกว้างๆ ในการที่จะทำให้ไทยเดินหน้าไปได้
หากสามารถพัฒนาตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีได้ มั่นใจว่าประเทศไทยจะพลิกกลับมาเป็นแถวหน้าด้านระบบขนส่งคมนาคมของทวีปเอเชียแน่นอน แต่เนื่องจากที่ผ่านมาเกิดเรื่องคาดไม่ถึงหลายเรื่อง อาทิ รัฐบาลชุดปัจจุบันเข้ามาในช่วงปลายปีงบประมาณ 2562 และมีปัญหา พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2563 ออกมาล่าช้าและมีข้อจำกัดในการใช้งบประมาณ ปัญหาภัยธรรมชาติ, ปัญหาฝุ่น PM 2.5 และการแพร่ระบาดของโควิด-19
เมื่อเจอปัญหาเหล่านี้ก็จะใช้วิธีการแก้ปัญหาที่พ่อและพี่ชายเคยบอกไว้ ให้หายใจเข้าลึกๆ ควบคุมสติให้อยู่แล้วจะแก้ไขปัญหาได้เอง ประเทศไทยมีลักษณะพิเศษ มีความหลากหลายทางความคิด และมีความหลากหลายในการปฏิบัติ สิ่งเหล่านี้เมื่อมีเรื่องใดที่เข้ามากระทบเราสามารถผ่านไปได้ด้วยวิถีแบบไทยๆ ซึ่งทั้งหมดต้องให้เครดิตนายกรัฐมนตรี แต่ต้องยอมรับว่าตอนเข้ามาร่วมรัฐบาลใหม่ๆ รู้สึกไม่ค่อยมั่นใจนายกรัฐมนตรีเท่าไร เพราะภาพที่เห็นในตอนที่บริหารประเทศในรัฐบาลชุดที่แล้ว ยังติดภาพของนายทหาร แต่เมื่อได้เข้ามาร่วมงานกันแล้ว มองว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น มองว่านายกฯเป็นคนทำงานเร็ว เป็นคนที่มีความเข้าใจ
ในส่วนของโควิด-19 ถือว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้นำในเรื่องนี้ เบื้องต้นประชาชนมีความกังวลว่าประเทศไทยจะรอดหรือไม่รอด แต่หลังจากดำเนินการในเบื้องต้น จากที่ไทยอยู่อันดับ 80 ประเทศที่สามารถควบคุมโควิด-19 ได้ มาอยู่เบอร์ต้นๆ ของโลกแล้ว
ในส่วนภารกิจของกระทรวงคมนาคมประกอบด้วยเรื่องของการพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งด้านโลจิสติกส์ 4 มิติด้วยกัน คือ ทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ ซึ่งต้องย้อนไปวันที่เข้ามาดำเนินงานหลายเรื่องยังติดขัด ยังด้อยเรื่องโลจิสติกส์ จึงต้องศึกษาหาความรู้ แต่มีเรื่องหนึ่งที่ผมแตกต่างจากคนอื่นคือกล้าตัดสินใจเพราะดำเนินตามนโยบายพรรคที่ทลายทุกข้อจำกัด หลายเรื่องที่ติดระเบียบติดกฎหมายได้สั่งให้ข้าราชการกระทรวงศึกษาฯและทำการแก้ไขให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน
ในการพัฒนาระบบทางบก ซึ่งหลายฝ่ายเข้าใจว่าเป็นภารกิจของกรมทางหลวงสร้างถนนหนทางต่างๆ แต่ที่จริงแล้วกระทรวงมีหน่วยงานที่เกี่ยวของกับทางบก อาทิ กรมการขนส่งทางบกที่มีหน้าที่ออกใบอนุญาตและกำกับดูแลในเรื่องต่างๆ ก่อนที่จะใช้ถนน หากถามว่าทำไมต้องพัฒนาถนนหนทาง เพราะเปรียบเหมือนสายเลือดหลักการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งผู้คนหรือสินค้า สิ่งที่จำเป็นต้องมีคือ ถนนที่มีความปลอดภัย สะดวก และสามารถที่จะมีเน็ตเวิร์กครอบคลุมเส้นทาง
สิ่งเหล่านี้ก็มีข้อจำกัดเช่นกัน เพราะเมื่อเข้าประชุมสภาผู้แทนราษฎรกว่า 80% เป็นเรื่องการขอให้มีการสร้างถนนในทุกพื้นที่ ซึ่งก็ได้ตอบกับสมาชิกทุกคนว่าอยากทำให้ได้ทุกคน แต่ข้อจำกัดของกระทรวงคมนาคม คืองบประมาณในแต่ละปี ขอไป 100% แต่ได้เพียง 40% จึงเป็นเรื่องที่ต้องใช้การบริหารจัดการ หลายประเทศในโลกมีถนนที่เรียกว่ามอเตอร์เวย์ หลายประเทศใช้มอเตอร์เวย์เป็นเส้นทางโลจิสติกส์ ซึ่งขณะนี้กระทรวงคมนาคมได้ดำเนินการอยู่หลายเรื่องที่เป็นโครงการที่ต่อเนื่องกับรัฐบาลที่แล้ว เมื่อเข้ามาดำรงตำแหน่งสิ่งที่เจอ คือปัญหาการก่อสร้างถนนพระราม 2 และไม่เข้าใจว่าทำอย่างนี้ได้อย่างไร หลังจากนั้นจึงได้มีการเร่งรัด เพราะถนนไม่มีเครื่องจักรที่จะสร้าง แบริเออร์ที่ตั้งไว้ก็ไม่เป็นแถวเป็นแนว ซึ่ง
เมื่อสอบถามไปยังหน่วยงานที่ดำเนินการได้คำตอบว่า พื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่อ่อนตัวต้องสร้างลักษณะเดียวกันกับสนามบินสุวรรณภูมิ ต้องเอาดินไปถมก่อนจนกว่าจะเซตตัว แต่คนที่ตอบคงจะลืมไปว่า นายอนุทินมีความรู้ในเรื่องนี้พอสมควร จึงได้มีการแนะนำ และผมได้สั่งการให้มีการก่อสร้างต่อทันที ตอนนี้เริ่มเห็นเป็นรูปธรรม มีการเร่งรัดขยายถนนพระราม 2 เดิมที่มีปัญหารถติดยาว 2 กิโลเมตร ตอนนี้เริ่มกลับมาวิ่งได้ความเร็วไม่เกิน 53 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นความเร็วที่รับได้ แต่ก็อาจจะมีรถติดเป็นบางช่วงเวลาตามสถานการณ์ปกติ
ส่วนเรื่องการสร้างมอเตอร์เวย์หรือการก่อสร้างทางยกระดับของกรมทางหลวง จะไม่ให้เกิดปัญหาเหมือนการก่อสร้างถนนพระราม 2 แน่นอน เพราะได้กำชับอธิบดีกรมทางหลวงทุกวันว่า ถ้ามีปัญหาเตรียมตัวหาที่อยู่ใหม่ได้เลย ซึ่งอธิบดีกรมทางหลวงก็พยายามเต็มที่
ด้านการพัฒนาทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) เส้นบางใหญ่-กาญจนบุรี ระยะทาง 96 กิโลเมตร วงเงินลงทุน 63,166 ล้านบาท คืบหน้า 33% คาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2566 โดยเส้นทางนี้ก่อสร้างเพื่อลดปัญหาการจราจรติดขัดบนถนนเพชรเกษม และระยะเวลาในการเดินทางจากกรุงเทพฯไปกาญจนบุรีได้ประมาณ 1 ชั่วโมง, มอเตอร์เวย์บางปะอิน-นครราชสีมา ระยะทาง 196 กิโลเมตร วงเงินลงทุน 82,326 ล้านบาท คืบหน้าแล้วกว่า 87% คาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2566 ได้ใช้แน่นอน ต้องการให้ประชาชนประหยัดเวลาในการเดินทางจากกรุงเทพฯไปนครราชสีมา ประมาณ 1.5-2 ชั่วโมง แต่สิ่งที่จะตามมามากกว่านี้ คือการสร้างมอเตอร์เวย์เพิ่มเส้นพระราม 2-เอกชัย ซึ่งจะใช้งบประมาณของกองทุนมอเตอร์เวย์ ซึ่งมีรายได้ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท โดยจะใช้ระยะเวลาในการก่อสร้าง 3 ปี
ส่วนอีกเส้นทาง คือมอเตอร์เวย์ นครปฐม-ชะอำ ระยะทาง 109 กิโลเมตร คาดว่าจะก่อสร้างได้ในกลางปี 2564 เพราะตอนนี้ยังติดปัญหาที่ประชาชนอยากให้เข้าไปดูเรื่องแนวทางก่อสร้าง เพราะว่ามีหลายด้านอาจทำให้พี่น้องประชาชนมีปัญหา คิดว่าหลังจากนี้ต้องเข้าไปรับฟังความคิดเห็นอีกครั้ง คาดจะเปิดบริการในปี 2569 วงเงินลงทุน 79,006 ล้านบาท ขอยืนยันว่าผมไม่ได้เป็นรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยเพียงอย่างเดียว ผมเป็นรัฐมนตรีของคนไทยทั้งประเทศด้วย
นอกจากนี้ ยังได้มีการสร้างมอเตอร์เวย์ พัทยา-มาบตาพุด ระยะทาง 32 กิโลเมตร วงเงิน 16,855 ล้านบาท มีการทดลองเปิดแล้วเมื่อ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา และจะเปิดบริการเต็มรูปแบบภายในเดือนกันยายนนี้ ซึ่งเส้นทางนี้เพื่อให้เชื่อมต่อกับสนามบินอู่ตะเภา สนับสนุนการพัฒนาในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)
ส่วนเรื่องการยกระดับระบบรางสร้างมาตรฐานไทยสู่สากล แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้จะเห็นได้ว่าการรถไฟฯเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีศักยภาพ และต้องดึงศักยภาพออกมา ผมพูดกับข้าราชการกระทรวงเสมอว่า เรามี 3 พี่น้องที่ไม่ค่อยแข็งแรง ประกอบด้วย1.การบินไทย เชื่อมั่นว่าจะกลับมาแข็งแรงได้ 2.การรถไฟแห่งประเทศไทย เชื่อว่าจะกลับมาได้เช่นกัน ตอนนี้มีการปรับเปลี่ยนบอร์ดการรถไฟโดยให้อธิบดีกรมการขนส่งทางบกเป็นประธานบอร์ด เพื่อเข้าไปช่วยดูรูปแบบและการดำเนินการ มองว่าตอนนี้ยังใช้ระบบรางอย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ และยังมีข้อจำกัดเรื่องการขาดทุนสะสม สิ่งเหล่านี้จะแก้ไขได้ต้องทลายข้อจำกัด ได้สั่งให้การรถไฟฯไปดูว่าการใช้รางมีกี่เปอร์เซ็นต์ เหลือกี่เปอร์เซ็นต์ โดยให้ไปประสานงานกับสหภาพการรถไฟฯ บริหารจัดการได้อย่างไร แต่หากเกินความสามารถอาจจะต้องให้ภาคเอกชนเข้ามาช่วย ในลักษณะการลงทุนรัฐร่วมเอกชน (พีพีพี) ซึ่งมองว่าการพัฒนาระบบรางเป็นรถไฟทางคู่ จะช่วยเพิ่มการขนส่งทางรางได้ และยังสามารถช่วยลดการขนส่งทางบก รวมถึงช่วยลดค่าขนส่งให้กับผู้ประกอบการได้อีกด้วย
การพัฒนาเรื่องนี้ได้แบ่งเป็นแนวดิ่ง จากเหนือ-ใต้ มี 3 แนว คือ เชียงราย-บางบัวทอง มอเตอร์เวย์สายตะวันตกหมายเลข 9 แล้วก็วิ่งไปถึงภาคใต้ เชื่อมต่อกับมาเลเซียที่ อ.สะเดา แนวที่ 2 จากหนองคาย ซึ่งมีแนวรถไฟเริ่มจากกรุงเทพฯ-โคราช ขึ้นไป นำแนวนี้มาทำมอเตอร์เวย์ควบคู่ด้วย แต่จะต่อไปที่แหลมฉบัง
ส่วนอีกแนวตอนนี้มีการทำสะพานที่บึงกาฬเชื่อมไปฝั่งลาวก็จะต่อจากแนวนั้นไปที่สุรินทร์ไปสู่กัมพูชา
สำหรับแนวขวาง ตะวันตก-ตะวันออกจะมีแนวจากจังหวัดตากวิ่งไปนครพนม โดยจะต้องเชื่อมกับประเทศเพื่อนบ้านด้วย อีกแนวจากกาญจนบุรีผ่านนครราชสีมาไปอุบลราชธานี ขณะที่อีกแนวจากกาญจนบุรีเหมือนกันแต่ไปแหลมฉบัง-สระแก้ว-ปอยเปต
แนวที่สำคัญทางภาคใต้มี 2 แนว คือ ชุมพร-ระนอง ซึ่งแนวตรงนี้พูดง่ายๆ เป็นแลนด์บริดจ์
ส่วนหนึ่งในการพัฒนามาสเตอร์แพลน เช่น รถไฟฟ้าที่กำลังทำ คือสายส้มตะวันออก (บางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยส่วน) ส่วนตะวันตกขณะนี้ รฟม.ได้เปิดขายซองแล้ว ก็กำลังดำเนินการอยู่ ตามแผนคาดว่าภายในปี 2568 จะได้ใช้บริการ ส่วนสายที่มีปัญหา คือรถไฟฟ้าสายสีแดง สร้างมาตั้งแต่ปี 2555 ใช้เงินขององค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (ไจก้า) งบประมาณ 5.5 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันงบประมาณขยายเป็น 9.3 หมื่นล้านบาทแล้ว แล้วจะขอขยายวงเงินอีก 10,345 ล้านบาท เพื่อให้โครงการดำเนินการแล้วเสร็จ แต่งบประมาณจากไจก้าให้มาเพียง 9.3 หมื่นล้านบาท ต้องมาใช้งบประมาณประจำปีแทน แต่จะเห็นได้ว่าจากข้อจำกัดจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้รัฐบาลต้องนำเงินมาใช้ในการแก้ไขปัญหาโควิด ซึ่งเงินกู้ขณะนี้ใช้ไป 48% จากเพดานที่กำหนดไว้ไม่เกิน 60% แต่ไม่อยากให้วิตกกังวล หากมีความจำเป็นก็สามารถใช้เกินเพดานที่กำหนดไว้ได้ ซึ่งอาจจะต้องมีการดำเนินการแบบรัฐร่วมเอกชนในส่วนของส่วนต่อขยายอื่นๆ ของสายสีแดง เพื่อลดการใช้จ่ายเงินของภาครัฐในช่วงนี้
ส่วนการพัฒนาระบบขนส่งทางน้ำ จะพัฒนาเขตเศรษฐกิจภาคใต้ เมื่อก่อนเคยได้ยินแต่การสร้างโลจิสต์ติกส์ทางน้ำ คือคลองคอดกระหรือคลองไทย ซึ่งจากการศึกษาพบว่าระดับน้ำไม่เท่ากัน ฝั่งอันดามันสูงกว่าอ่าวไทย 1 เมตร การทำคลองที่ต้องทำคือ จุดพักเรือเพื่อยกระดับน้ำหรือลดระดับน้ำ ในขณะที่เรือแล่นมา วันนี้คนเดินทางไปมะละกา หากมาทางฝั่งอ่าวไทย ชุมพร สามารถทำท่าเรือน้ำลึกชุมพร เรามีแลนด์บริดจ์รถไฟทางคู่ไป มีมอเตอร์เวย์ข้ามไปฝั่งระนองได้ ประหยัดเวลาได้น้อยที่สุด 2 วันขึ้นไป แต่โจทย์ที่ต้องทำคือ ท่าเรือกับรถไฟ ต้องมีการบริหารจัดการที่ต้องเร็วขึ้นอีกด้วย โครงการนี้นายกฯให้งบประมาณมาศึกษาเรื่องท่าเรือน้ำลึก โดยอยู่ระหว่างที่สำนักงบประมาณพิจารณา เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีประมาณ 75 ล้านบาท คิดว่าจะใช้วิธีรัฐลงทุนร่วมเอกชน ตรงนี้เกิดขึ้นเมื่อไรประเทศไทยจะเปลี่ยนไปมหาศาล
นอกจากนี้ ในเรื่องของการลงทุนหลายคนสงสัยว่าอีอีซีจะเกิดจริงไหม เพราะมีนักลงทุนของญี่ปุ่นก่อนหน้านี้มีการลดการลงทุนในประเทศไทย แต่ตอนนี้กำลังกลับมา มองว่าตอนนี้ต้องดึงศักยภาพของประเทศออกมาเพื่องดึงดูดให้นักลงทุนกลับมาเข้ามาอีกครั้ง แต่นายกฯไม่ได้ส่งเสริมเฉพาะต่างชาติ สำหรับคนไทยนายกฯก็สนับสนุนให้มีการลงทุนเช่นเดียวกัน ส่วนหนึ่งคือโครงการรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมต่อ 3 สนามบิน การส่งมอบพื้นที่ให้เป็นไปตามแผนและให้บริการในปี 2568 รวมถึงเมืองการบินอู่ตะเภาส่งต่อไปยังสนามบิน และยังมีท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 คาดว่าจะมีการเสนอราคาต่อคณะกรรมการอีอีซีภายในเดือนกรกฎาคมนี้จะสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนในประเทศต่างๆ และคนไทยได้
ส่วนเรื่องการสร้างท่าเรือน้ำลึกได้วางแผนการศึกษาและการพัฒนาในพื้นที่เชื่อมต่ออันดามัน-อ่าวไทย (จ.ชุมพร-จ.ระนอง) รูปแบบการพัฒนาท่าเรือที่มีอยู่เดิมหรือสร้างท่าเรือแห่งใหม่ ในสิงคโปร์ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยคำนึงถึงการอนุรักษ์และบูรณาการให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ด้านการบริหารงานทางอากาศ หน่วยงานที่มีกำลังที่สุดตอนนี้คือ ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) ขณะนี้มีแผนจะพัฒนาศักยภาพจากเดิมกระทรวงคมนาคมได้วางเป้าหมายการรองรับผู้โดยสารทั้งในประเทศและต่างประเทศ ประมาณ 150 ล้านคนต่อปี ซึ่งทอท.ก็ได้รับนโยบายและไปดำเนินการ อย่างที่เห็นคือ ปัจจุบันไทยมีสนามบินหลัก 2 แห่ง คือ สนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งทั้ง 2 แห่งยังมีพื้นที่สามารถขยายพื้นที่ไปได้ โดยทางทอท.ได้เสนอมาสเตอร์แพลนที่มีหลายฝ่ายมองว่า ทำไมไม่พัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิตามมาสเตอร์แพลน ซึ่งเรื่องนี้อยากให้ทุกฝ่ายเข้าใจว่ามาสเตอร์แพลนมีการปรับปรุงทุก 4-5 ปี จะมีการปรับปรุง 1 ครั้ง แต่หลายฝ่ายมองว่า อาคารผู้โดยสารหรือเทอร์มินอลในทิศตะวันออก ทำไมถึงไม่ดำเนินการ ซึ่งทาง ทอท.มองว่าหากสร้างจะทำให้ความสามารถในการรองรับผู้โดยสารลดลงทันที ระหว่างก่อสร้างก็อาจจะเกิดปัญหาได้ ทอท.จึงเสนอให้แยกออกมาสร้างด้านทิศตะวันออก และยืนยันว่าคนละส่วนกับที่กรมทางหลวงต้องมาเสียงบประมาณในการสร้างมอเตอร์เวย์ และไม่ทำให้การก่อสร้างรถไฟฟ้าเชื่อม 3 สนามบินแพงขึ้น เนื่องจากมีการกำหนดราคาไว้เรียบร้อยแล้ว จำนวน 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งในส่วนนี้ก็ได้มีการอธิบายให้ทุกฝ่ายเข้าใจเรียบร้อยแล้ว มองว่าถ้าทำได้ต้องตัดสินใจและอธิบายได้ทุกอย่างก็จะเดินหน้าต่อ
หลังจากนี้ จะมีการก่อสร้างรันเวย์ที่ 3 ได้มีการประกวดราคาเรียบร้อยแล้ว เพราะว่าปัจจุบันมี 2 รันเวย์ทำให้ประสิทธิภาพที่จะให้เครื่องบินลงจอดได้น้อยลง แต่หากมี 3 รันเวย์ ยังสามารถสลับซ่อมบำรุงได้ ส่วนสนามบินดอนเมือง ยังมีบางส่วนติดการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) แต่จากการศึกษาเบื้องต้นสามารถให้สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) พิจารณาได้ ถ้าไม่มีผลกระทบออกไปนอกพื้นที่ก็สามารถดำเนินการได้ สำหรับอู่ตะเภาเป็นอีกสนามบินที่ช่วยรองรับรับผู้โดยสารได้กว่า 60 ล้านคนต่อปี มองว่าในเรื่องของการพัฒนาสนามบินจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะรายได้หลักของประเทศมาจากภาคการท่องเที่ยว มาจากทางอากาศกว่า 80% แต่หากทางอากาศของไทยไม่เป็นประตูที่ใหญ่พอก็ไม่มีโอกาสที่จะได้รายได้จากการท่องเที่ยว ส่วนกรมท่าอากาศยาน (ทย.) มีสนามบินภูมิภาคที่ดูแลกว่า 29 แห่ง ต้องมาดูกำลังการใช้งบประมาณปกติของกรมมีเท่าไร ไม่อยากให้แบกภาระมาก อยากให้มีการหารือกับ ทอท.ให้เข้ามาบริหารแล้วรับรายได้ร่วมกัน ซึ่งจากการพูดคุยพบว่ามีบางสนามบินที่จะเป็นสนามบินที่รองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ อาทิ กระบี่ อุดรธานี และบุรีรัมย์ เป็นต้น ส่วนที่เหลืออีกกว่า 20 แห่ง ต้องไดูว่าจะสามารถพัฒนาอย่างไรต่อไป
นอกจากนี้ ยังได้มีโครงการที่กระทรวงคมนาคมร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการช่วยเกษตรกรชาวสวนยางโดยการนำยางพารามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ความปลอดภัยด้านคมนาคม อาทิ แผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต กรวย และแบริเออร์ เป็นต้น เพื่อลดอุบบัติเหตุทางท้องถนนโดยได้ร่วมศึกษากับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพิ่มการรองรับจากเดิมที่รองรับได้เพียง 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็น 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยแบริเออร์ไม่ระเบิด และลดการพุ่งข้ามเลนเมื่อรถเกิดอุบัติเหตุ โดยได้รับการยืนยันจากสถาบันที่ประเทศเกาหลีใต้ว่า แบริเออร์ดังกล่าวมีประสิทธิภาพทนทานต่อการเกิดอุบัติเหตุจริง ขณะเดียวกันรวมเกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย และจะเป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้หน่วยงานรัฐมีการใช้ยางในประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 1 ล้านตัน ภายใน 3 ปี หรือระหว่างปี 2563-2565 ซึ่งจะช่วยให้ราคามีเสถียรภาพมากขึ้น ด้วยการใช้วิธีการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้กลับกลุ่มสหกรณ์ชาวสวนยางผลิต และกระทรวงคมนาคมจะเป็นผู้รับซื้อผลผลิตไม่มีพ่อค้าคนกลาง เงินจะถึงเกษตรกรโดยตรงทุกบาททุกสตางค์
คาดว่าเกษตรกรจะได้เงินจากโครงการดังกล่าวประมาณ 8 หมื่นล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบการก่อสร้างเกาะกลางถนนของกรมทางหลวง การนำยางพารามาทำแบริเออร์ถือว่ามีราคาถูกและมีคุณภาพ คาดว่าในช่วงเดือนสิงหาคมนี้นายกรัฐมนตรีจะนำโครงการนี้ขึ้นมาพิจารณา
ปานบัว บุนปาน
กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน)
หนังสือพิมพ์มติชนขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่งานสัมมนา “ลงทุน 2020 ฟื้นฟูเศรษฐกิจ สร้างชาติ สร้างงาน” ภายใต้มาตรการใหม่ ป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 ด้วยความมุ่งหวังว่าการลงทุนในปี 2020 นี้จะมีบทบาทสำคัญ เป็นความหวัง ช่วยผลักดันให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้
เมื่อช่วงต้นปี หนังสือพิมพ์มติชนได้จัดงานสัมมนาเพื่อหาทางออกให้กับปัญหาเศรษฐกิจ โดยมองว่าการลงทุนเป็นทางออกที่สำคัญ ขณะเดียวกันรัฐบาลก็มีนโยบายและแผนงานการลงทุนเตรียมไว้แล้ว โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม ที่มีกระทรวงคมนาคมเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ว่าทั่วโลกได้เกิดการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ขึ้น ซึ่งทำให้เศรษฐกิจการลงทุนทั้งหมดหยุดชะงักลง
บัดนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดได้คลี่คลายไปโดยลำดับ จึงถึงเวลาแล้วที่เครื่องยนต์ด้านการลงทุนต้องกลับมาทำหน้าที่เดินเครื่อง สร้างประเทศขึ้นมาอีกครั้ง ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนจะได้ร่วมมือกันผลักดันการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิตของคนไทยให้ได้มากที่สุด ในมุมมองของมติชน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับชีวิตของคนไทยอย่างมาก เพราะก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ การกระจายรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในฐานะผู้ใช้บริการ
ประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมที่มีคุณภาพและทั่วถึง ย่อมสร้างโอกาสในการทำมาหากินให้กับประชาชนทุกระดับ จากชนบท จนถึงในเมือง เป็นการลงทุนระยะยาวที่รับผลประโยชน์หลายชั่วอายุคน
การสัมมนาเรื่อง “ลงทุน 2020 ฟื้นฟูเศรษฐกิจ สร้างชาติ สร้างงาน” ครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อให้วิทยากรทุกท่านฉายภาพรวมของการลงทุนภาครัฐในปี 2020 โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมให้ประชาชนรับทราบ จากผู้มีบทบาทเกี่ยวข้องโดยตรง และครบทุกมิติที่สุด เพื่อให้ประชาชนเข้าใจแนวทางการพัฒนาและเริ่มมั่นใจว่า แม้ประเทศไทยเผชิญหน้ากับปัญหามากมายในช่วงที่ผ่านมา แต่น่าจะยังมีหนทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ เพื่อเป็นการส่งสัญญาณสำคัญว่าบัดนี้ประเทศไทยพร้อมแล้วสำหรับการลงทุนเพื่อสร้างงาน สร้างโอกาสครั้งใหม่ โดยงานสัมมนาครั้งนี้ แม้จะจำกัดผู้เข้าร่วมงาน แต่ก็มีการเผยแพร่เนื้อหาออกไปอย่างเต็มที่ผ่านการถ่ายทอดสดทางเฟซบุ๊กไลฟ์ในเครือมติชน รวมถึงการนำเสนอเนื้อหาข่าวผ่านทางเว็บไซต์มติชน และหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ทั้งก่อนและหลังการจัดสัมมนา
นี่คือความตั้งใจจริงของเครือมติชน ในฐานะสื่อมวลชนที่ต้องการจะเชื่อมโยงนโยบายสาธารณะ หรือผู้กำหนดนโยบาย สู่การมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งในประเด็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม รวมไปถึงประเด็นสาธารณะอื่นๆ ซึ่งเครือมติชนได้ยึดถือบทบาทนี้มาตลอด
ดิฉันขอขอบพระคุณ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ให้เกียรติมาเป็นองค์ปาฐกในวันนี้ ขอขอบคุณวิทยากร ผู้สนับสนุนการจัดสัมมนา และผู้ฟังทุกท่านที่ติดตามงานสัมมนาของมติชนมาโดยตลอด เชื่อว่าทุกท่านจะได้รับประโยชน์จากการสัมมนาครั้งนี้อย่างเต็มที่

