ภาครัฐ-เอกชนร่วมหนุน ‘ปลุกไทยเที่ยวไทย’

27.07.20 | 13:02 น.

 

หมายเหตุ – ความเห็นตัวแทนภาครัฐและเอกชนต่อการสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศไทยในรูปแบบนิว นอร์มอล เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ โดย “มติชน” กำหนดจัดงานสัมมนาสำคัญแห่งปี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ปาฐกถาพิเศษ “ปลุกไทยเที่ยวไทย ปลุกเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้า” และพบกับวงเสวนา “ท่องเที่ยว วิถีใหม่” ในวันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม 2563 เวลา 08.30-12.30 น.ณ ห้องอินฟินิตี้ 1-2 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ รางน้ำ กรุงเทพฯ

ชัยรัตน์ ไตรรัตนจรัสพร
ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.)

การที่จะปลุกเที่ยวไทย ปลุกเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้า ที่ผ่านมารัฐบาลและหน่วยงานด้านท่องเที่ยวทำมาถูกทางแล้ว คือการจัดโครงการกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวและใช้จ่าย ทั้งโครงการเที่ยวปันสุขผ่านแพคเกจเราเที่ยวด้วยกัน และแพคเกจกำลังใจ หรือโครงการประชุมเมืองไทยปลอดภัยกว่า ขณะนี้อยู่ในเฟส 1 โดยในส่วนปันสุขมีเอเยนต์ทัวร์สมัครแล้วเกือบ 1 พันราย ถือว่ายังน้อย ขณะที่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) สมัครใช้สิทธิถึง 1.2 ล้านคน แต่บางส่วนไม่พร้อมใช้สิทธิ คงต้องรอดูสถานการณ์อีก 1 เดือน ตอนนี้ภาครัฐและเอกชนเห็นพ้องในหลักการที่จะขยายโครงการเฟส 2 ที่เน้นไปในพื้นที่เมืองรอง ในวันที่ 29 กรกฎาคมนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จะแถลงข่าวความคืบหน้าและการปรับเพิ่มโครงการเพื่อการกระตุ้นการท่องเที่ยวในครึ่งปีหลัง

Advertisement

สำหรับครึ่งปีหลังนี้ สถานการณ์การท่องเที่ยวน่าจะยังไม่ฟื้นมากนัก เสนอให้รัฐบาลและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใหม่ ดังนี้ 1.ออกมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติม หลักๆ คือสั่งการให้ทุกหน่วยงานหรือข้าราชการและอนุมัติให้องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ที่มีงบประมาณอยู่แล้ว เน้นจัดกิจกรรมและเดินทางระหว่างพื้นที่ในการจัดประชุมหรือสัมมนา โดยให้ลงลึกในพื้นที่ชุมชนไม่ใช่แค่เมืองใหญ่ เพื่อให้งบประมาณระดับท้องถิ่นกระจายถึงรากหญ้าโดยตรง หรืออนุมัติให้ข้าราชการลาหยุดเพื่อพาครอบครัวไปเที่ยวในพื้นที่ต่างจังหวัดได้นานวันขึ้น

เรื่องที่ 2 รัฐควรเพิ่มแคมเปญกระตุ้นการท่องเที่ยวของกลุ่มเกษียณและผู้พิการ จัดทำคูปองราคาประหยัด 1,000 บาท เพื่อเป็นส่วนลด สามารถใช้สิทธิต่อครั้งไม่เกิน 3,000 บาท ส่วนต่างที่เหลือรัฐให้การสนับสนุน เพื่อให้ประชาชนประหยัดเงินและผู้ประกอบการได้รับการชดเชยจากภาครัฐ กำหนดว่าต้องท่องเที่ยวในวันธรรมดา กำหนดพื้นที่ต้องเป็นเมืองรองหรือแหล่งชุมชน และเป็นการกระตุ้นการเที่ยวและใช้จ่ายแบบกระจายไม่กระจุกในบางช่วงเวลา

เรื่องที่ 3 รัฐต้องเร่งเรื่องแทรเวล บับเบิล รัฐต้องเริ่มเตรียมความพร้อมเปิดเจรจาระหว่างประเทศ นำให้สื่อต่างชาติหรือตัวแทนนำเที่ยวในต่างประเทศเข้ามาดูสถานการณ์ในไทย ไทยสามารถควบคุมและดูแลการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ดี ก็ใช้เป็นจุดขาย ส่วนประเทศที่จะเปิดให้เข้ามาไทยนั้นก็เริ่มจากประเทศเสี่ยงต่ำ ไม่มีการแพร่ระบาดหรือการแพร่หมดไปแล้ว 2-3 เดือน เช่น นิวซีแลนด์ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ แม้บางประเทศมีการระบาดแต่ก็เป็นการระบาดในบางเมือง เราก็เลือกเจาะเมืองที่ไม่มีการระบาด โดยไทยคุมเข้มในการป้องกันโควิด

จะให้การท่องเที่ยวฟื้นเร็ว เราต้องเปิดประเทศ เปิดน่านฟ้า ก็เลือกที่เสี่ยงน้อย ตามตัวเลขต่อปีมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย 40 ล้านคน สร้างรายได้ 2 ล้านล้านบาท เฉลี่ยไตรมาสละ 5 แสนล้านบาท ไตรมาสแรกปีนี้รายได้ไม่ถึง 4 แสนล้านบาท ไตรมาส 2 และ 3 จะยังเป็นศูนย์ ก็เหลือไตรมาส 4 เป็นฤดูกาลท่องเที่ยว หากไม่เปิดอีกปีนี้จะสูญรายได้ทันที 1.5 ล้านล้านบาท ส่งผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ รัฐควรเร่งพิจารณา เริ่มเจรจากับนานาชาติแล้วว่าจะเป็นประเทศใดได้บ้าง เพราะการเจรจาต้องใช้เวลาเป็นเดือนๆ ทั้งหมดควรได้ข้อสรุปและเปิดให้เดินทางมาไทยอย่างช้าก็เดือนตุลาคมนี้

จรุงศักดิ์ สุรัฐชนานนท์
ประธานหอการค้าจังหวัดสุราษฎร์ธานี

ถ้าจะมองภาพการกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวในประเทศที่แท้จริง อยากให้ภาครัฐที่จัดทำแพคเกจนั้นขอให้ใช้ขั้นตอนที่ประชาชนเข้าถึงง่ายขึ้น และขอเสนอให้จัดท่องเที่ยวแบบแลกเปลี่ยนข้ามภูมิภาคกันระหว่างจังหวัดต่อจังหวัด เช่น กลุ่มท่องเที่ยวแบบเพื่อเป็นรางวัล การท่องเที่ยวเชิงประชุม รวมทั้งการส่งเสริมท่องเที่ยวในเทศกาลแต่ละจังหวัด เพื่อให้เกิดการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลวนไปแต่ละพื้นที่เหมือนเป็นการท่องเที่ยวต่างตอบแทน โดยจัดทำปฏิทินการท่องเที่ยวทั้งปีในประเทศและมีไดเรกเทอรี่รวบรวมสถานที่ต่างๆ เป็นระบบ เช่น ที่พัก ที่กิน ที่เที่ยว การเดินทางในรูปแบบ Block Chain สำหรับการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ

สำหรับการท่องเที่ยวเมื่อพูดคนไทยเที่ยวไทยกันเองเพื่อทดแทนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หายไป มองว่านักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศไทยปีละกว่า 30 ล้านคน มีการจับจ่ายใช้สอยเข้าสู่ระบบกว่า 2 ล้านล้านบาท เฉพาะคนไทยเที่ยวไทยจึงไม่สามารถชดเชยส่วนที่ขาดหายตรงนี้ไปแน่นอน แต่ประเทศไทยยังมีศักยภาพการท่องเที่ยวในตลาดทุกมิติอยู่แล้ว ไม่ว่าการท่องเที่ยวหรูหรา หรือการท่องเที่ยวแบบประหยัด สามารถตอบโจทย์คนในประเทศทุกแบบ เพียงแต่เราต้องร่วมมือกันกระตุ้นตลาดในประเทศมากขึ้น ยกตัวอย่าง เช่น เกาะสมุย เดิมพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นหลักได้มีการปรับเปลี่ยนเพื่อส่งเสริมการตลาดในประเทศมากขึ้น และได้ผลการตอบรับที่ดีมาก เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับภาครัฐและเอกชนวางแผนเพื่อทำตลาดในประเทศมากขึ้น

ส่วนการส่งเสริมการจัดสัมมนาของภาครัฐในพื้นที่ท่องเที่ยวต่างๆ เป็นเรื่องที่ดีมากๆ ก่อให้เกิดประโยชน์หลายอย่าง มีการใช้จ่ายของผู้มาสัมมนา เช่น ที่พัก ร้านอาหาร ค้าขาย รวมไปถึงการกระตุ้นรายได้ให้ชุมชนในกลุ่มที่จัดสัมมนาและลงพื้นที่ต่างๆ ในการดูงานไปด้วย ถ้าสามารถจัดและกระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ จะเป็นผลดีในการกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อีกทาง

สำหรับมาตรการกระทรวงสาธารณสุข ให้คนไทยเดินหน้าท่องเที่ยวในแบบนิว นอร์มอล สำคัญมากๆ และควรใช้มาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันการเกิดวิกฤตระบาดรอบ 2 จนกว่าจะมีแนวทางชัดเจนในการควบคุมโรค เช่น การผลิตวัคซีน และสิ่งที่ควรเพิ่มเติม คือการประชาสัมพันธ์การป้องกันตัวเองที่ถูกต้องและยังสามารถท่องเที่ยวหรือใช้ชีวิตตามปกติได้ ยกตัวอย่างบางประเทศไม่ใช้การควบคุมโรคโดยล็อกดาวน์ แต่มุ่งเน้นให้ประชาชนเคร่งครัดในการป้องกันตัวเอง ผมมองว่ามันเป็นการสร้างสมดุลระหว่างภาคธุรกิจกับการควบคุมโรค เราควรที่จะต้องเรียนรู้ตรงนี้แล้วนำมาปรับใช้

วิสูตร บัวชุม
ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานลำปาง

หลังการคลายล็อกในเฟสที่ 6 ทำให้ภาพรวมการท่องเที่ยว จ.ลำปาง และ จ.ลำพูน ที่ทาง ททท.สำนักงานลำปาง ดูแลดีขึ้นต่อเนื่อง ประชาชนทั้งในพื้นที่ จ.ลำปาง และ จ.ลำพูน รวมถึงจากต่างจังหวัดออกมาท่องเที่ยวกันมากขึ้น ค่อยๆ ทยอยเดินทางมาเที่ยว ทุกคนยังตระหนักในเรื่องการท่องเที่ยวแบบนิว นอร์มอลที่ต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยและเว้นระยะห่างกัน

ททท.สำนักงานลำปางได้กระตุ้นการท่องเที่ยวมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2563 ให้คนลำปางเที่ยวลำปาง คนลำพูนเที่ยวลำพูน กระตุ้นให้คนในพื้นที่เที่ยวในจังหวัดตนเองก่อน เพื่อให้ทุกคนเกิดความมั่นใจในการออกมาท่องเที่ยวได้อย่างปลอดภัย จากนั้นก็มีการเชิญชวนให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวจากต่างจังหวัดให้เข้ามาท่องเที่ยวภายใต้โครงการเส้นทางท่องเที่ยว New Normal @Lampang Plus Lamphun กระตุ้นให้คนมาเที่ยว 2 จังหวัดพร้อมกัน

เมื่อประเมินภาพรวมการท่องเที่ยวขณะนี้พบว่า มีประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่มากกว่าที่คาดการณ์ไว้หลังจากคลายล็อกจนถึงเฟส 6 หากเทียบกับตัวเลขในช่วงเดือนเมษายน 2563 เป็นช่วงที่ระบาดโควิด-19 ตัวเลขผู้เดินทางมาเที่ยวและพักโรงแรมใน จ.ลำปาง ไม่เกิน 5% หลังมีมาตรการผ่อนคลายออกมาเป็นระยะ ยอดคนเริ่มขยับในเดือนพฤษภาคม 2563 ขึ้นมาประมาณ 15% และเดือนมิถุนายน 2563 เป็น 30%

ททท.สำนักงานลำปาง คาดว่าตัวเลขคนเข้ามาเที่ยวและเข้าพักโรงแรมจะขยับสูงขึ้นกว่านี้อีก ตั้งแต่ช่วงนี้ไปจนถึงปลายปี 2563 นี้ หากไม่มีสถานการณ์ใดเกี่ยวกับโรคระบาดเกิดขึ้นจะทำให้ปีหน้าคึกคักมากยิ่งขึ้น ยอดคนเข้ามาเที่ยวและพักจะสูงกว่า 80%

สำหรับโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวจากรัฐบาลที่กระตุ้นให้คนเที่ยวในประเทศ จะกระตุ้นให้เกิดความคึกคัก เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างดี ทดแทนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่หายไปได้

พัลลภ แซ่จิว
ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่

การที่รัฐบาลส่งเสริมการท่องเที่ยวตามโครงการเราเที่ยวด้วยกัน นับว่าส่งผลดีต่อท่องเที่ยวเชียงใหม่ ทำให้ธุรกิจสายการบิน โรงแรม รถเช่า ร้านอาหารภัตตาคาร และสินค้าที่ระลึก ยอดขายสูงขึ้น โดยเฉพาะช่วงหยุดยาว 4 วัน มีนักท่องเที่ยวเดินทางด้วยเครื่องบิน วันละ 5,000 คน ส่วนใหญ่จองที่พักไม่เกิน 20% จากห้องพัก 60,000 ห้อง เพื่อพักผ่อน 2-3 วัน บางส่วนกลับภูมิลำเนาและนอนบ้านญาติ เฉลี่ยค่าใช้จ่ายคนละ 3,000 บาทต่อวัน คาดมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท

ภาพรวมท่องเที่ยวเชียงใหม่ ปี 2562 มีนักท่องเที่ยวกว่า 9 ล้านคน เป็นคนไทย 70% ต่างชาติ 30% มีรายได้กว่า 100,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นรายได้ต่างชาติ 55% คนไทยอีก 45% หลังประสบโควิดระบาดเมื่อต้นปี 2563 ช่วงเมษายน-มิถุนายนที่ผ่านมา ไม่มีชาวต่างชาติรายได้เป็นศูนย์ ทำให้ปีนี้รายได้ต่างชาติหายไป 55,000 ล้านบาท จึงเหลือเม็ดเงินท่องเที่ยวในประเทศเพียง 45,000 ล้านบาท หวังว่าโครงการเราเที่ยวด้วยกันและโครงการกำลังใจจะมาเติมเต็มช่องว่างดังกล่าว อย่างน้อย 10,000 ล้านบาท ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว

ในครึ่งปีหลัง ท่องเที่ยวเชียงใหม่น่าจะมีโอกาสฟื้นตัว ยังเป็นจังหวัดท่องเที่ยวยอดนิยม มีวัฒนธรรมประเพณี วิถีชีวิตที่เป็นอัตลักษณ์ท้องถิ่น เป็นจุดขาย ส่วนแผนท่องเที่ยวปี 2564 ได้เสนอแผนต่อกระทรวงมหาดไทยเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศกว่า 7,800 แห่ง ได้ฟื้นโครงการสัมมนา อบรม และศึกษาดูงานข้ามภูมิภาคใหม่ หลังหยุดโครงการมากว่า 4 ปีแล้ว ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นและชุมชน พร้อมประสานกองทัพ จัดโครงการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ให้เกิดการเรียนรู้และเข้าใจสภาพพื้นที่ และบริบทแต่ละจังหวัด ของหน่วยทหารต่างๆ ด้วย พร้อมกำหนดแหล่งท่องเที่ยวเป็นเกรดเอถึงเกรดดีเพื่อเพิ่มมูลค่าตลาด ถ้าเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม อาทิ ดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง จะเป็นเกรดเอ ควรจำกัดนักท่องเที่ยวไม่เกิน 10,000 คนต่อปี อาจเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มและใช้บริการที่พักแบบโฮมสเตย์

ยชญ์สุธา วิชัยธนพัฒน์
ประธานหอการค้าจังหวัดเพชรบูรณ์

โครงการเราเที่ยวด้วยกันแจกแพคเกจให้ประชาชนกับโครงการกำลังใจให้กลุ่ม อสม.และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่ภาครัฐทำอยู่นั้น ผมเห็นด้วยกับโครงการเหล่านี้ ในเมื่อเม็ดเงินนักท่องเที่ยวต่างชาติหายไป ผู้ประกอบการขาดสภาพคล่อง บางรายเลิกกิจการไปเลย การที่รัฐบาลกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวภายในประเทศในช่วงการระบาดของเชื้อโควิดเริ่มเบาบางลง นอกจากจะช่วยต่อลมหายใจให้ผู้ประกอบการแล้ว ประชาชนก็เกิดความผ่อนคลาย ส่วนมาตรการการลดหย่อนภาษี อยากให้รัฐบาลทำทั้งปี จะช่วยทำให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ไม่อยากให้ออกมาตรการเพียงแค่ช่วงเวลา

ที่ผ่านมาประเทศเรามาถึงจุดต่ำสุด พอเกิดโควิดระบาด เม็ดเงินหรือรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติหายไปหมด เมื่อเกิดการกระตุ้นจากภาครัฐเชื่อว่าตัวเลขจีดีพีจะขึ้นแน่นอน อาจจะไม่มาก ผู้ประกอบการก็ควรใช้โอกาสนี้สร้างมาตรฐานด้านความสะอาดและป้องกันเชื้อโควิดให้เกิดความเชื่อมั่นกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เข้ามาเที่ยวแล้วเกิดความปลอดภัย ชื่อเสียงของประเทศไทยในเรื่องมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิดติดอันดับโลก ตรงนี้จะพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส

สำหรับคนเที่ยวมี 3 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก เป็นคนที่อยากเที่ยวอยู่แล้ว กลุ่มที่ 2 คนที่อยากเที่ยวแต่ไม่รู้จะไปเที่ยวที่ไหนดี การประชาสัมพันธ์จากภาครัฐจึงมีความสำคัญ และกลุ่มที่ 3 กลุ่มได้รับเงินอุดหนุนจากภาครัฐถึงจะเที่ยวได้ อาจเป็นกลุ่มที่เปราะบาง ทั้ง 3 กลุ่มเมื่อเกิดการสับเปลี่ยนหมุนเวียนเที่ยวกันขึ้น ส่วนการจัดสัมมนาในต่างจังหวัดเป็นอีกทางเลือกที่กระตุ้นภาคการท่องเที่ยว

สำหรับ จ.เพชรบูรณ์ ทั้งทางจังหวัดและองค์กรภาคเอกชนให้ความสำคัญกับมาตรการทางสาธารณสุขเป็นอย่างดี มีความพยายามขับเคลื่อนเรื่องการท่องเที่ยวแบบนิว นอร์มอลมาก การประสานกันระหว่างเจ้าหน้าที่และสถานประกอบการมีเกิดขึ้นตลอด ขอบอกว่าอย่าการ์ดตกจนกว่าจะมีวัคซีนออกมา ที่ผ่านมาคนแห่เข้ามาท่องเที่ยวที่เขาค้อและภูทับเบิกจำนวนมากสามารถรับมือกันได้ เพชรบูรณ์เป็นอันดับต้นๆ ของประเทศไทยที่มีศักยภาพการท่องเที่ยวทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ท่องเที่ยวมรดกโลก และการเชื่อมโยงท่องเที่ยว 3 ด่าน ได้แก่ ด่านนากระเซ็ง ด่านภูดู่ และด่านแม่สอด มีการพูดคุยเตรียมตัวกันเป็นอย่างดีทั้งภาครัฐและภาคเอกชน

มุมมองของผม ภาครัฐสามารถดึงศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวในแต่ละจังหวัดออกมาได้ เป็นตัวกลางเชื่อมประสานให้ผู้ประกอบการมีสัมพันธ์ทางธุรกิจ อาทิ เพชรบูรณ์และเลย มีศักยภาพการท่องเที่ยวที่เอื้อต่อกันและอยู่ในรูตเดียวกัน หากส่งเสริมเกื้อหนุนซึ่งกันและกันได้ จะทำให้ดึงศักยภาพด้านการท่องเที่ยวออกมาได้มากขึ้น

ดำรงค์ องอาจ
ประธานสมาพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือ เขต 1

ช่วงหยุดยาวล่าสุด มีนักท่องเที่ยวเดินทางขึ้นภาคเหนือ อาทิ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และแม่ฮ่องสอน เพิ่มขึ้น 10-20% หลังรัฐคลายล็อกเฟส 6 บางจังหวัดจองห้องพัก 50-70% ส่วนโรงแรมในเชียงใหม่เปิดบริการไม่ถึง 50% บางส่วนปิดกิจการชั่วคราว จะเริ่มดำเนินธุรกิจในเดือนสิงหาคมนี้ ส่วนช่วงครึ่งปีหลัง การท่องเที่ยวแบบวิถีชีวิตใหม่มีความจำเป็น ส่วนนักท่องเที่ยวจะระมัดระวังการใช้จ่าย ไม่ซื้อของฟุ่มเฟือย ส่วนใหญ่ซื้อของฝากเล็กน้อย ผู้ประกอบการต้องปรับกลยุทธ์การตลาดใหม่ เช่น ท่องเที่ยวผลไม้ตามฤดูกาลและชมทุ่งนา ขายวิถีชีวิตชุมชนและธรรมชาติเป็นหลัก เพราะต้องพึ่งนักท่องเที่ยวในประเทศ ส่วนต่างชาติกว่าจะฟื้นตัวอาจใช้เวลา 1-2 ปี ต้องรอให้สถานการณ์โควิดคลี่คลายก่อน

ปี 2564 รูปแบบท่องเที่ยวอาจเป็นทัวร์บุญ ไหว้พระ 9 วัด ทัวร์สุขภาพสปาสมุนไพร และเกษตรพื้นที่สูง อาทิ โครงการหลวง และแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ เช่น ดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง อ่างขาง อ.ฝาง ห้วยน้ำดัง อ.แม่แตง ม่อนแจ่ม อ.แม่ริม เทพเสด็จ อ.ดอยสะเก็ด ม่อนล้าน อ.พร้าว นักท่องเที่ยวจะเป็นกลุ่มผู้สูงวัย ผู้เกษียณอายุ และเยาวชนรุ่นใหม่ ที่มีกำลังซื้อมากขึ้น