“เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด” เป็นหนังสือแปลจากภาษาเกาหลีที่ติดในรายการหนังสือขายดีตลอดกาลเล่มหนึ่งของไทย จนถึงปัจจุบันได้รับการพิมพ์มาแล้ว 40 ครั้งในช่วงเวลา 8 ปี และน่าจะมีการพิมพ์ซ้ำได้อีกเรื่อยๆ
หนังสือเล่มนี้เขียนโดยคิมรันโด อาจารย์ประจำภาควิชาการบริโภค คณะเคหศาสตร์ มหาวิทยาลัยโซล ผู้มีชื่อเสียงทั้งในทางวิชาการ ในด้านการสอนและการเป็น “อาจารย์ที่ปรึกษา” ที่ดีสำหรับวัยรุ่น คนหนุ่มสาวที่เพิ่งจบจากมหาวิทยาลัยและแรกเข้าสู่ชีวิตในโลกแห่งการทำงาน สำหรับผลงานชิ้นนี้เป็นการประมวลเอาสิ่งที่อาจารย์คิมอยากจะแนะนำให้แก่วัยรุ่นและคนหนุ่มสาวทั้งหลาย
ชื่อของหนังสือเล่มนี้น่าจะทำให้ “ผู้ใหญ่” วัยที่อายที่จะเรียกตัวเองว่า “วัยรุ่น” แล้วมองข้ามไป แต่จริงๆ แล้วกลุ่มเป้าหมายที่อาจารย์คิมเขียนถึงคือ ผู้ที่อายุประมาณช่วง 20-23 ปี เพิ่งพ้นวัยรุ่นเข้าสู่การศึกษาในมหาวิทยาลัย และก็ยังเหมาะกับคนที่พ้นผ่านวัยหนุ่มสาวเข้าสู่วัยกลางคนด้วยอีกกลุ่มหนึ่งด้วย ซึ่งเป็นช่วงวัยที่คนส่วนใหญ่ไฟมอดและพบวิกฤตทางอัตลักษณ์ เมื่อเริ่มเห็นว่าชีวิตของตัวเองจะมีจุดจบอย่างไรในบั้นปลาย หลายบทในหนังสือเล่มนี้ก็ยังให้แง่มุมที่เป็นบทเรียนสำคัญที่คนวัยเราจะเข้าใจ และมีพลังใจเมื่อเราได้มองเห็นความจริงอีกด้านว่านาฬิกาชีวิตของเราก็ไม่ได้ล่วงเลยไกลเกินไปนัก
ที่น่าสนใจคือเรื่องที่อาจารย์คิมเขียนเกี่ยวกับ “อดีต” และ “ปัจจุบัน” ของประเทศเกาหลีใต้ไว้ในบทที่ 33 “จงพาชีวิตไปตามการตัดสินใจ” อาจารย์เล่าว่า แต่ก่อนในช่วง ค.ศ.1950-1960 นั้น ประเทศเกาหลีใต้เป็นประเทศที่ยากจนและอ่อนด้อยอย่างที่พวกเราใน พ.ศ. นี้จินตนาการกันไม่ออกเลยทีเดียว ในหนังสือเล่าว่า ในสมัยนั้น คนเกาหลีใต้มีรายได้เฉลี่ยต่อคนไม่ถึง 80 ดอลลาร์ เศรษฐกิจแย่ยิ่งกว่าโซมาเลียและคองโก แม้แต่การจะสร้างโรงยิมขนาดใหญ่ยังต้องนำเข้าคนงานจากฟิลิปปินส์ เนื่องจากคนเกาหลีใต้ในตอนนั้นไม่มีทักษะเพียงพอที่จะสร้างอาคารที่ทันสมัยเช่นนั้นได้
ปัจจุบันเกาหลีใต้เป็นประเทศที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นลำดับที่ 11 ของโลก บริษัทสัญชาติเกาหลีเป็นบริษัทผู้สร้างนวัตกรรม การส่งออกทางวัฒนธรรมนั้นไม่ต้องพูดถึง ภาพยนตร์เกาหลีใต้เรื่อง “ชนชั้นปรสิต” รวมถึงตัวผู้กำกับก็เพิ่งกวาดรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมสองสถาบันทั้งคานส์และออสการ์ไปเมื่อต้นปีนี้
ความแตกต่างระหว่างเกาหลีใต้ในย่อที่แล้ว กับสองย่อหน้าที่ผ่านมาคืออะไร? ประเทศที่ตั้งบนแผ่นดินเดิม ประชาชนบนแผ่นดินนั้นก็เป็นคนกลุ่มเดิมหรือลูกหลานพวกเขา
“ประชาธิปไตย” และ “ระบอบการเมืองที่ดี” คงเป็นสิ่งที่แตกต่าง ระหว่างยุคสมัยแรกกับสมัยหลัง
เพราะหลังจากที่ได้รับเอกราชในปี 1948 ประเทศเกาหลีใต้ก็ถูกปกครองด้วยผู้นำเผด็จการอำนาจนิยมและเผด็จการทหารจากกองทัพ โดยเฉพาะในยุคสมัยของผู้นำที่มาจากการรัฐประหาร นายพลปักจองฮี ซึ่งต่อมาได้ตั้งพรรคการเมืองลงสมัครรับเลือกตั้งภายใต้การสนับสนุนของเครือข่ายทุนภาคเอกชนที่ได้ประโยชน์จากอำนาจจนได้เป็นประธานาธิบดี ตามด้วยยุคสมัยของ ประธานาธิบดีชอนดูฮวาน และ นายพลโนแตอู
กระบวนการขึ้นสู่อำนาจและการรักษาอำนาจของผู้นำเกาหลีใต้ในยุคเผด็จการดังกล่าวนี้อาศัยเครื่องมือสำคัญคือ การเขียนรัฐธรรมนูญที่สร้างความได้เปรียบในการสืบทอดอำนาจของตนเอง โดย ประธานาธิบดีปักจองฮี ได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ประธานาธิบดีได้รับการเลือกจากสภาที่เขามีส่วนในการตั้งเองถึงหนึ่งในสาม และสามารถเป็นประธานาธิบดีต่อไปโดยไม่มีการจำกัดวาระ และเมื่อมีการต่อต้านจากประชาชน เขาก็ใช้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นอาวุธเพื่อรับมือกับการประท้วงต่อสู้ “ระบอบสถานการณ์ฉุกเฉิน” ของปักจองฮีดำเนินอยู่ยาวนานระหว่างช่วงเวลา 5 ปี ก่อนที่เขาจะถูกลอบสังหารโดยคนใกล้ชิด ในปี 1979
ในระหว่างนั้น ประชาชนชาวเกาหลีใต้ซึ่งนำโดยนักศึกษาก็ได้ลุกขึ้นต่อต้านระบอบเผด็จการทหารและระบอบรัฐธรรมนูญที่เอื้อต่อการสืบทอดอำนาจอยู่เรื่อยๆ จนเกิดโศกนาฏกรรมการล้อมปราบในเมือง
ควางจูเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 1980 ซึ่งมีประชาชนเสียชีวิตราว 166 คน ในยุคสมัยของเผด็จการนายพลชอนดูฮวานและโนแตอู
ประชาชนชาวเกาหลีได้รับชัยชนะจากระบอบเผด็จการสำเร็จหลังจากการชุมนุมเรียกร้องรัฐธรรมนูญในปี 1986-1987 ที่เริ่มต้นโดยนักศึกษาและนักการเมืองฝ่ายค้าน จนนำไปสู่การปฏิรูปการเมืองและสามารถนำผู้เกี่ยวข้องกับการสังหารและลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนมาลงโทษในกระบวนยุติธรรมเปลี่ยนผ่านได้ในที่สุด อดีตประธานาธิบดีชอนดูฮวานถูกตัดสินประหารชีวิตในปี 1996 (ต่อมาได้รับการลดหย่อนโทษลงมาเป็นจำคุกตลอดชีวิต) อดีตประธานาธิบดีโนแตอูและคณะผู้นำทางทหารถูกลงโทษจำคุกลดหลั่นกันไป ประเทศเกาหลีใต้มีพัฒนาการทางประชาธิปไตยยั่งยืนต่อมาพร้อมกับความเจริญก้าวหน้าทั้งในทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ช่วงการปกครองในระบอบเผด็จการทหารที่เคยเป็นฝันร้ายกลายเป็น “ทุนทางวัฒนธรรม” และแปรรูปไปเป็นภาพยนตร์อย่าง The President’s Barber และ 18 May
อาจารย์คิมรันโด ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ในบทที่ 23 “จงตามหาอาจารย์ของคุณ” ว่า ในปี ค.ศ.1980 นักศึกษาได้พร้อมใจกันลุกขึ้นประท้วงรัฐบาลเผด็จการทหาร นับเป็นเหตุการณ์การต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยของนักศึกษาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด จนกล่าวได้ว่าประชาธิปไตยในทุกวันนี้เกิดขึ้นเพราะการต่อสู้ที่เด็ดเดี่ยวของนักศึกษา
แต่ในตอนนั้นนักศึกษาก็ไม่ได้ต่อสู้อย่างเดียวดาย พวกเขายังได้รับแรงสนับสนุนจาก “อาจารย์” ของพวกเขาด้วย โดยอาจารย์คิมเล่าว่า เพื่อควบคุมนักศึกษาในช่วงเวลานั้น รัฐบาลจึงสั่งให้ทุกมหาวิทยาลัยมีการ “ให้คำแนะนำนักศึกษา” อย่างใกล้ชิด โดยการให้อาจารย์ที่ปรึกษาจับตามองลูกศิษย์ไม่ให้ไปร่วมชุมนุมประท้วง แต่ก็กลายเป็นว่า อาจารย์ที่ปรึกษาที่ได้รับมอบหมายนั้น กลับเป็นฝ่ายสนับสนุน ไปประกันตัวนักศึกษาของตนที่ถูกจับเพราะการประท้วง อาจารย์ทุกท่านพยายามปกป้องลูกศิษย์ของตนมากกว่าจะบังคับ
ให้เลิกเข้าร่วมการชุมนุมตามคำสั่งของรัฐบาล
เชื่อว่าต้องมีผู้แย้งว่าความพ่ายแพ้ของเผด็จการและการปฏิรูปการเมืองเกาหลีใต้นั้นไม่ได้เกิดจากชัยชนะของนักศึกษาอย่างสมบูรณ์แบบขนาดนั้น หากเป็นเพราะแรงกดดันทางการเมืองระหว่างประเทศ
ที่สหรัฐอเมริกาถอนการสนับสนุนจนประธานาธิบดีชอนดูฮวานจำเป็นต้องยอมถอย และเป็นที่มาของการยอมแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่การที่มหาอำนาจที่เคยหนุนหลังรัฐบาลอยู่นั้นเปลี่ยนท่าทีไป ก็เนื่องมาจาก
เล็งเห็นแล้วว่าการปกครองในระบอบเผด็จการทหารที่ตัวเองให้การสนับสนุนอยู่นั้นมันไปต่อไม่ได้แล้ว เนื่องจากฝ่าฝืนความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ
เกาหลีใต้จึงเป็นตัวอย่างที่ดีว่า ระบอบการปกครองที่เลวร้ายนั้นกดข่มความเจริญของประเทศอยู่ได้อย่างไร
แล้วเราจะบอกว่าการเมืองไม่เกี่ยว สภาพแวดล้อมของประเทศไม่เกี่ยว คนเก่งอยู่ที่ไหนก็เป็นที่ต้องการ ยิ่งยุคปัจจุบันคนจะอยู่ที่ไหนแผ่นดินใดก็ทำงานทั้งโลกได้ถ้าแน่จริงได้อย่างไร ใช่อยู่ที่คนเก่งอยู่ที่ไหนก็เก่ง แต่มันถูกเรื่องหรือที่หากคนเก่งคนนั้นผู้บังเอิญเกิดในเมืองไทย อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น อยากใช้ความเก่งกาจฉลาดเฉลียวของเขาให้เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติแล้ว ทางเลือกที่ดีที่ฉลาดคือหนีไปจากประเทศนี้ …
คุณอาจสะใจไปกับวาทกรรมว่า “ประเทศไทยเรานี้ดีทุกอย่างยกเว้นมีคนไทยมาอยู่” แต่ทำไมคนไทยจึงเป็นโชคร้ายของประเทศตัวเองไปได้? หากเรื่องนี้เป็นความผิดร่วมกันของคนไทยโดยเนื้อแท้ชาติพันธุ์แล้ว ทำไมผู้ที่ชอบและทำซ้ำวาทกรรมนี้หลุดพ้นคำสาปไปได้? หลุดพ้นไปจริงหรือ?
ใช่แล้ว คนไทยไม่เคารพกฎหมายตั้งแต่บนท้องถนนไปจนถึงการเมืองระดับประเทศ หวังร่ำหวังรวยทางลัดด้วยการเล่นหวย งมงายตักน้ำส้วมศักดิ์สิทธิ์มากินเพื่อรักษาโรค ขาดความคิดสร้างสรรค์ ภาษาต่างประเทศก็ไม่แข็งแรง แต่จะให้เราเคารพกฎหมายได้อย่างสะดวกใจอย่างไรในเมื่อเราเห็นว่า ถ้าเรามีพลังอำนาจบางอย่างแล้ว กฎหมายก็ละเว้นการบังคับใช้ได้หน้าตาเฉย เมาขับรถด้วยความเร็วสูงบนถนนหลวงไปชนตำรวจตายยังไม่มี แม้คดีอาญามากรายกล้ำให้ต้องตกเป็นจำเลยในชั้นศาล เราจะเคารพกติกาการเมืองที่ไม่เคยเอาผิดกับการล้มล้างประชาธิปไตยได้เลย แถมยังเลือกปฏิบัติเอาผิดเอาโทษแต่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างรวดเร็วและชัดแจ้งได้ลงคอ หรือ
เราจะหวังรวยทางลัดกันหรือไม่ถ้าเรามองเห็นว่าความขยันและความอดทนในระดับที่ยอมรับได้ก็สามารถสร้างความมั่งคั่งในทางตรงได้ตามสัดส่วนด้วยค่าแรงค่าจ้างหรือกำไรที่เหมาะสม เราจะตักน้ำส้วมกินรักษาโรคทำไม ถ้าการรักษาพยาบาลเข้าถึงได้ง่าย มีประสิทธิภาพและเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
เราคงมีความคิดสร้างสรรค์มากกว่านี้ถ้ารู้ว่าคิดอะไรขึ้นมาแล้วไม่ถูกต่อต้านหรือสร้างอุปสรรคจากกลไกและกฎหมายของภาครัฐ และภาษาต่างประเทศเราก็คงดีกว่านี้ถ้าไม่ต้องถูกบังคับให้เรียนหลักสูตรล้าหลัง
คลั่งชาติว่าประเทศไทยเรามีดีศรีประเสริฐกว่าพวกฝรั่งนักล่าอาณานิคม
ได้เคยเขียนไปแล้วและก็อยากจะเขียนซ้ำว่า ประเทศไทยนั้นมีศักยภาพที่จะเป็นประเทศที่พัฒนาได้ ประชาชนอาจมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้เช่นเดียวกับอารยประเทศก็ได้ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยแท้จริงนั้นมีข้อผิดพลาดที่ต้องเรียนรู้ แม้ไม่อาจรับประกันได้ว่าความสำเร็จเช่นบทเรียนของเกาหลีใต้นั้นจะเกิดขึ้นในเร็ววัน หรือทันเห็นในชั่วชีวิตนี้
แต่การปกครองแบบเผด็จการซ่อนรูปจะต้อง #ให้มันจบที่รุ่นเรา เพื่อการเป็นวัยรุ่นหรือวัยไหนในประเทศไทยจะได้ไม่ต้องเจ็บปวดจนเกินไป
สำหรับผู้สนใจประวัติศาสตร์การปฏิรูปการเมืองเกาหลีใต้ สามารถศึกษารายละเอียดได้จากบทความเรื่อง “สองทศวรรษการพัฒนาประชาธิปไตยในเกาหลีใต้ : ปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยที่เป็นอุปสรรค” โดยวิเชียร อินทะสี วารสารสังคมศาสตร์ ปีที่ 8 ฉบับที่ 1 (ม.ค.-มิ.ย.2555) ซึ่งสามารถสืบค้นได้ทางอินเตอร์เน็ต

