ยุทธศาสตร์และยุทธวิธีของประธานาธิบดีทรัมป์ กับการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนนี้ :โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

หากเปรียบการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาในวันที่ 3 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ เป็นสงครามซึ่งเป้าประสงค์ที่สูงสุดคือชัยชนะ ส่วนยุทธศาสตร์และยุทธวิธีที่เป็นเครื่องมือที่จะนำไปสู่ชัยชนะตามหลักการของ จอมพลอาร์ชิบัลด์ เพอซิวาล วาเวล ผนวกกับ พลตรีคาร์ล ฟอน เคลาเซวิตซ์ ผู้กำหนดความหมายของยุทธศาสตร์และยุทธวิธีไว้ดังนี้คือ

ยุทธศาสตร์คือ ศิลปะของการนำกำลังทหารเข้าสู่สมรภูมิอย่างได้เปรียบต่อกองทัพของศัตรูเพื่อนำไปสู่การชนะสงครามโดยเน้นว่าสมรภูมิกับสงครามนั้น สมรภูมิมีมากแห่งแต่สงครามมีเพียงสงครามเดียว
ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องชนะในทุกสมรภูมิก็ได้ ส่วนยุทธวิธีคือ ศิลปะของการใช้กำลังทหารในสมรภูมิ

ส่วนผู้กำหนดยุทธศาสตร์ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาที่มีเป้าประสงค์เพื่อชัยชนะของประธานาธิบดีทรัมป์ในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ก็คือตัวประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เอง ซึ่งเขาคือผู้ที่ถูก ดร.แมรี ทรัมป์ ผู้เป็นลูกสาวของพี่ชายแท้ๆ ของประธานาธิบดีทรัมป์เขียนหนังสือเปิดโปงชีวิตในครอบครัวทรัมป์ออกจำหน่ายเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานี้เอง โดยหนังสือเล่มนี้ขายไปแล้วกว่า 1 ล้านเล่ม ชื่อว่า “มากเกินไปและไม่เคยพอ : วิธีที่ครอบครัวของฉันสร้างมนุษย์ที่แสนอันตรายที่สุดในโลก” โดย ดร.แมรี ทรัมป์ เขียนในหนังสือตอนหนึ่งว่า “ประธานาธิบดีทรัมป์มีพฤติกรรมประจำตัวในการพูดโกหกเป็นปกตินิสัยมาตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็กเนื่องมาจากความต้องการเอาตัวรอดจากการปกครองอย่างเผด็จการจากพ่อของเขา (ปู่ของ ดร.แมรี ทรัมป์ เอง) นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลของหนังสือพิมพ์ USA Today รายงานเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ปีที่แล้วระบุว่า ประธานาธิบดีทรัมป์นั้นเป็นบุคคลที่มีคดีความมากที่สุดในโลก คือเป็นทั้งโจทก์และจำเลยมามากกว่า 3,500 คดี ทั้งในระดับศาลของรัฐบาลสหรัฐ และศาลของรัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งจากรายงานของสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ปีที่แล้ว อ้างว่าประธานาธิบดีทรัมป์เคยแพ้คดีในศาลวันเดียวกันถึง 5 คดี โดยที่เขามิได้แสดงอาการสะทกสะท้านหรือวิตกกังวลแม้แต่น้อย เพราะความเคยชินที่เป็นโจทก์และจำเลยคดีต่างๆ ในศาลมาอย่างช่ำชองแล้วนั่นเอง

ดังนั้น การกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่ของประธานาธิบดีทรัมป์เกิดขึ้นเนื่องจากผลสำรวจความเห็นบรรดาชาวอเมริกันที่ลงทะเบียนเลือกตั้งแล้วของ 2 องค์การสื่อมวลชนคือ ABC News กับ Washington Post ปรากฏว่า นายโจ ไบเดน ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐจากพรรคเดโมแครตมีคะแนนนิยมนำประธานาธิบดีทรัมป์ ถึง 55% ต่อ 40% ผลโพลล่าสุดถือว่าคะแนนนิยมของไบเดินทิ้งห่างทรัมป์ค่อนข้างมากและใกล้เคียงกับโพลของสำนักอื่นๆ เช่น โพลของสำนักข่าว NBC News/Wall Street Journal และแม้แต่ของสำนักข่าว Fox News ที่สนับสนุน
ทรัมป์อย่างแจ้งชัดมาตั้งแต่ต้น กลุ่มที่สนับสนุนนายโจ ไบเดน ที่ชัดเจนที่สุดมาจากแถบชานเมืองซึ่งเป็นย่านของชนชั้นกลางที่มีหน้าที่การงานมั่นคงมีความเป็นอยู่ดีกว่าผู้ที่อยู่ในเมือง

ในกลุ่มนี้ไบเดนได้รับการสนับสนุนมากที่สุดอย่างที่ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตคนอื่นๆ ที่ไม่เคยได้รับมาก่อนโดยมีคะแนนนิยมมากกว่าทรัมป์ถึง 52% ต่อ 43%

ยุทธศาสตร์ใหม่ของประธานาธิบดีทรัมป์คือการลอกเอายุทธศาสตร์การหาเสียงของ นายจอร์จ
วอลเลซ อดีตผู้ว่าการรัฐอลาบามา 4 สมัย และอดีตผู้สมัครเข้าชิงชัยในตำแหน่งประธานาธิบดีถึง
4 ครั้ง และเป็นผู้สมัครในตำแหน่งประธานาธิบดีเพียงผู้เดียวในประวัติศาสตร์ที่ได้ชัยชนะใน 5 มลรัฐภาคใต้ โดยได้คะแนนเสียงจากคณะผู้เลือกตั้ง 46 คะแนน ซึ่งไม่เคยมีผู้สมัครในตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคที่สามที่ไม่ใช่พรรคเดโมแครตหรือพรรครีพับลิกันสามารถทำได้ใน พ.ศ.2511 โดยยุทธศาสตร์หลักของนายจอร์จ วอลเลซ จะย้ำในคำขวัญที่ว่า “Law and order – การควบคุมและปราบปรามอาชญากรรมอย่างเข้มงวด” โดยเน้นการปราบปรามหนักไปที่คนผิวดำเป็นหลัก ซึ่งจะเห็นได้ชัดกับการที่ประธานาธิบดีทรัมป์ส่งเสริมให้ตำรวจของเมืองต่างๆ (ไม่อยู่ในบังคับบัญชาของประธานาธิบดี) ใช้กำลังเต็มที่ในการปราบปรามฝูงชนผู้ออกมาทั่วประเทศที่พากันออกมาคัดค้านความโหดร้ายของตำรวจที่ทำต่อ นายจอร์จ ฟรอยด์ ชายผิวดำที่ตายระหว่างถูกควบคุมตัวโดยถูกตำรวจผิวขาวใช้เข่ากดที่คอจนนายจอร์จ
ฟลอยด์ หายใจไม่ออกและตายไปในที่สุด นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังสั่งให้กำลังทหารของสหรัฐที่ใต้บังคับบัญชาของประธานาธิบดีจำนวน 30,000 นาย ให้เข้าไปช่วยปราบปรามฝูงชนตามเมืองต่างๆ ทั้งที่นายกเทศมนตรีของเมืองเหล่านั้น (อาทิ เมืองพอร์ตแลนด์, แคนซัสซิตี้, ชิคาโก, แอลบูเคอร์คี) ไม่ได้ร้องขอเลย

การใช้ยุทธศาสตร์ในการหาเสียงของ จอร์จ วอลเลซ เมื่อครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาของประธานาธิบดีทรัมป์สังเกตได้ชัดจากการนำการปราศรัยของนายจอร์จ วอลเลซ หาเสียงเมื่อ 50 กว่าปีที่แล้วมาเทียบกับคำปราศรัยและทวีตของประธานาธิบดีทรัมป์มีความคล้ายคลึงกันมาก โดยเฉพาะการเน้นถึงพวกอนาธิปไตย (anarchists) จะเป็นเป้าโจมตีมากที่สุด จนลูกสาวของนายจอร์จ วอลเลซ ชื่อ นางเพ็กกี้ วอลเลซ เคนนาดี ได้ออกมาชี้ให้เห็นว่ายุทธศาสตร์นี้มุ่งไปที่
ผู้ใช้แรงงานผิวขาวที่ยากจนที่มีความรู้สึกว่าถูกรัฐบาลทอดทิ้งและความหวาดเกรงของคนเหล่านี้ที่บรรดาคนผิวดำจะเข้ามาอยู่อาศัยในละแวกบ้านของคนผิวขาวเหล่านี้นั่นเอง

ครับ ! ดูท่าว่าประธานาธิบดีทรัมป์ท่าจะแพ้แน่ๆ เสียแล้ว เพราะถึงขนาดไปขุดเอายุทธศาสตร์ที่เก่าแก่กว่าครึ่งศตวรรษมาปัดฝุ่นใช้อีกครั้ง ทั้งๆ ที่ครั้งที่แล้วที่ใช้ก็ไม่ได้รับชัยชนะ ดังนั้น ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือนพฤศจิกายนนี้คงจะฟันธงได้แน่นอนแล้วว่าผู้ใดจะชนะในครั้งนี้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้“ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” โชว์ “รูฟพาร์ค” สวนสาธารณะลอยฟ้า 7 ไร่กลางซีบีดี
บทความถัดไปแดง ธัญญา เผยสาเหตุพักกอง ขอโทษหากทำให้แฟนละครไม่พอใจ ยันไม่ทิ้ง’ลายกินรี’แน่นอน