เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวในรายการมองไกลว่า ผู้มีอำนาจได้ใช้ทฤษฎีตั้งกองผ้าป่าอดีต ส.ส. โดยตระเวนดึงตัวแยกมาตั้งเป็นกองละ 10 คน เพื่อเตรียมรับมือการเลือกตั้งครั้งใหม่ เมื่อร่างรัฐธรรมผ่านประชามติ
โดยนายจตุพรเตือนว่า พรรคการเมืองใหญ่ๆ ถูกดึงไปอยู่ในกองผ้าป่าอดีต ส.ส. แล้วหลายคน และแนวคิดนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เตรียมการและทำมานานแล้ว โดยมีเป้าหมายให้ฐานการตั้งรัฐบาลผสมหลายพรรค รวมทั้งยังต้องการให้เป็นอุปสรรคกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องใช้เสียงเห็นชอบ 10% จากจำนวน ส.ส.ของทุกพรรคการเมือง
“ผมจะเฉลยตัวเลข 10% ซึ่งมีที่มา จนทำให้แก้ไขรัฐธรรมนูญยากลำบาก พรรคการเมืองต่างกันย่อมไม่เห็นด้วยกันอยู่แล้ว แต่การใช้เสียง 10% มาจากผู้นำอำนาจจัดตั้งทฤษฎีกองผ้าป่า ตั้งกองละ 10 คน เพื่อให้เป็นพรรคการเมืองเล็กๆ จนนำไปสู่การตั้งรัฐบาลหลายพรรค และแก้ไขรัฐธรรมนูญ การรวบกลุ่มละ 10 คน นั้น ทำกันมาเป็นปีๆ แล้ว โดยคิดจะเอาเปรียบ และคิดว่าเป็นแนวทางฉลาด แต่ประชาชนรู้ทันว่า การคิดแบบนี้จะถูกคว่ำ และพรรคการเมืองบางพรรคถูกซื้อกันไปมากแล้ว”นายจตุพรกล่าว
นายจตุพรกล่าวว่า กลุ่ม กปปส. และพรรคประชาธิปัตย์ เริ่มออกมาสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เพราะพรรคการเมืองนี้เชื่อว่า ส่วนดีของร่างรัฐธรรมนูญก็มีมาก และการเลือกตั้งจะได้เป็นไปตามโรดแมปที่วางไว้จะมีขึ้นในปี 2560 รวมทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็ย้ำถึงโรดแมปการเลือกตั้งตามเดิมด้วย
อย่างไรก็ตาม พวกตนไม่สนใจเลือกตั้ง เพราะไม่ต้องการให้เกิดประชาธิปไตยจอมปลอม หรือจัดฉากประชาธิปไตย แต่ต้องการให้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ดังนั้น จึงย้ำเสมอว่า ถ้าฝ่ายประชาธิปไตย พรรคการเมือง และนักเลือกตั้งสามารถข้ามเลือกตั้งได้แล้ว จะทำให้ฝ่ายผู้นำขณะนี้ขาดใจตายไปเอง
ดังนั้น ในขณะนี้ พรรคเพื่อไทยมีความคิดด้านประชาธิปไตยที่ตกผลึกกันมาก ด้วยการยึดจุดยืนอยู่ฝ่ายประชาธิปไตย ไม่สนใจการเลือกตั้งตามร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะถ้าสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ประชาชนจะไม่เชื่อมั่น หมดศรัทธา ดังนั้น จึงเชื่อว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่านการลงประชามติ แล้วมีเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยก็ยังจะชนะพรรคประชาธิปัตย์อยู่ดี
สิ่งสำคัญปัญหาไม่ได้อยู่ที่การเลือกตั้ง แต่สาระหลักคือ หากพรรคเพื่อไทยชนะไปแล้ว ก็ไม่สามารถรักษาอำนาจประชาชนไว้ได้ จึงไม่ควรรีบไปตายเอาดาบหน้า ดังนั้น รัฐธรรมนูญจึงต้องเป็นประชาธิปไตย ถ้าไม่ใช่ก็ไม่เอา และไม่เอาฉบับโกงเพื่อไปกลบเผด็จการ นายมีชัยจะรู้สึกหรือไม่ก็ตาม แต่โลกจะติเตียน ครั้งนี้ขอคว่ำเอง และให้เตรียมเขียนรัฐธรรมนูญฉบับโหดกว่านี้ไว้ได้เลย ส่วนรัฐบาล คสช.จะอยู่ต่อไปก็เชิญ
นายจตุพรกล่าวว่า กลุ่ม กปปส. และพรรคประชาธิปัตย์ กำลังอยู่ในช่วงดูดูท่าทีประชาชน แต่ถ้ากระแสคว่ำขึ้นสูงก็จะออกมาคว่ำ ซึ่งทำเช่นเดียวกับท่าทีการรณรงค์รัฐธรรมนูญ ปี 2540 ซึ่งรอดูท่าทีจนช่วงสุดท้าย จึงออกมารับ เพราะประชาชนตื่นตัวที่จะรับนั่นเอง แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย กลับบอกว่าเนื้อหาดี พร้อมสนับสนุน ดังนั้น ตนขอถามว่า จะเอาเผด็จการ หรือประชาธิปไตย จะพาประชาชนไปสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขไม่ได้ใช่หรือไม่
อย่างไรก็ตาม นายจตุพรกล่าวว่า ประชาชนที่เคยร่วมชุมนุมกับแต่ละฝ่าย มีความเป็นธรรมในหัวใจ ถ้าแกนนำไปร่วมสนับสนุนเผด็จการแล้ว ประชาชนจะไม่ตามแกนนำไปร่วม แต่จะเลือกไปร่วมกับฝ่ายที่มีคุณธรรม โดยกระแสรัฐธรรมนูญขณะนี้ถ้าเดินไปถึงประชามติ จะเห็นคนไปลงมติอย่างยิ่งใหญ่ไม่แตกต่างจากคนพม่าออกมาหนุนนางออง ซาน ซูจี
ในเวลานี้ประชาชนยากลำบาก เดือดร้อน อดอยาก การจะได้รัฐธรรมนูญ กลับมองเห็นความตายอยู่เบื้องหน้า ดังนั้น ประชาชนจะไหลมาร่วมกันอย่างมหาศาลเพื่อไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ และถ้าให้ฝ่ายคว่ำรณรงค์ได้แล้ว เชื่อเลยว่าหีบแตก
นายจตุพรกล่าวถึงความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่าง คสช.กับนายมีชัยว่า พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า คสช. ได้ตั้งนายมีชัยเป็นกรรมการ คสช. แล้วยังมีความเชื่อด้วยว่า นายมีชัยเป็นคนเขียนรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 และยังมาร่างรัฐธรรมนูญปี 2559 ขณะนี้ด้วย ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ คสช.จึงเกี่ยวข้องกันโดยตรง
นอกจากนี้ ยังเชื่อว่านายมีชัยเป็นคนกำหนดกรอบการร่างรัฐธรรมนูญถาวรไว้ในมาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 ดังนั้น จึงเป็นทั้งผู้ออกแบบ กำหนดสเปก แล้วยังมาเขียนรัฐธรรมนูญถาวรเสียเอง ซึ่งประเทศทั่วโลกไม่ทำกันที่ให้คนออกแบบ กำหนดเงื่อนไข มาเขียนรัฐธรรมนูญเอง
ส่วน นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงการปลุกระดมให้คว่ำร่างรัฐธรรมนูญเป็นการทำผิดกฎหมายนั้น นายจตุพรกล่าวว่า พวกปลุกระดมให้รับ ก็ต้องผิดกฎหมาย เพราะการปลุกให้รับหรือคว่ำไม่ต่างกัน เป็นการปลุกระดมเหมือนกัน ส่วน พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้ทหารลงพื้นที่เพื่อรณรงค์ประชาชนออกมาใช้สิทธิลงประชามติ แต่ไม่ได้เชิญชวนให้รับหรือไม่รับนั้น ก็ขอให้ทำจริง เป็นลูกผู้ชายชาติทหารจริง ซึ่งจะได้รับความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น

