หน้าแรก การเมือง ทิศทาง-แนวโน้...

ทิศทาง-แนวโน้ม หลังประชามติ 7 ส.ค.

30.07.16 | 12:39 น.

หมายเหตุ – ความเห็นของฝ่ายการเมืองและนักวิชาการของทิศทางและสถานการณ์ของประเทศ ภายหลังการลงประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม

ภูมิธรรม เวชยชัย
รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.)

ขณะนี้มีหน่วยงานไปทำโพลเพื่อสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการลงประชามติ ซึ่งผลออกมาว่าคนยังไม่ตัดสินใจจำนวนมาก เหตุผลที่เป็นไปได้คือ 1.ข้อมูลยังไม่เพียงพอ และ 2.เขาได้ตัดสินใจแล้วแต่ยังไม่บอก แต่ผมยังขอยืนยันว่าการระดมให้คนออกไปใช้สิทธิมากๆ นั้นเป็นเรื่องที่ดี เพราะการทำประชามตินั้นเป็นเรื่องใหญ่ที่ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองไม่กล้าตัดสินใจเรื่องนี้ตามลำพัง จึงต้องให้ประชาชนได้แต่ถอนเจตนารมณ์ออกมาว่าเขาต้องการอย่างไร ทั้งนี้ หากประชาชนออกมาใช้สิทธิอย่างเต็มที่แม้ว่าขั้นตอนที่หนึ่งคือการให้ความรู้แก่ประชาชนจะยังไม่เพียงพอ ก็ยังถือว่า เป็นการสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนซึ่งเป็นแนวทางที่ดี

สำหรับผลการลงประชามตินั้นคงไม่มีใครคาดเดาผลได้ แต่การทำประชามติจะชอบทำได้ต้องประกอบด้วยสองเรื่องคือ 1.การให้คนได้มีสิทธิแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ และ 2.ให้คนได้ออกมาตัดสินใจแสดงเจตนารมณ์ วันนี้ข้อหนึ่งหายไป ถ้าเป็นปัญหามากอยู่แล้ว ที่เหลือคือการให้คนออกมาใช้สิทธิมากๆ เพื่อแสดงเจตนารมณ์ของเขา อย่างไรก็ตาม หากผลออกมาว่าคนส่วนใหญ่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง ก็ยิ่งทำให้เห็นชัดว่าผู้มีอำนาจควรเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามาเลือกรัฐธรรมนูญใหม่ของเขา พี่เขามีส่วนร่วม โดยให้ทุกส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการร่าง ไม่ใช่มานั่งร่างกันเองอีก

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)

Advertisement

การประเมินสถานการณ์ผลการลงประชามติภายหลังวันที่ 7 สิงหาคม ต้องแยกเป็น 2 ประเด็นคือ 1.กรณีร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ แต่คำถามพ่วงของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไม่ผ่าน และ 2.กรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ และคำถามพ่วงของ สนช.ก็ผ่านประชามติเช่นกัน ทีนี้มาดูกรณีแรก ผมมองว่า ถ้ารัฐธรรมนูญผ่านแต่คำถามพ่วงไม่ผ่านสถานการณ์ก็มีแนวโน้มนำไปสู่การเกิดความขัดแย้งของประเทศ แต่ความขัดแย้งที่ว่าอาจจะยังไม่เกิดขึ้นทันที อาจจะเกิดภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญไปแล้ว 8 เดือน หรือ 1 ปี

กรณีที่ 2 ถ้าผ่านทั้งคู่ ความขัดแย้งจะเกิดขึ้นทันที เนื่องจากเราต้องยอมรับว่า ความคิดเห็นที่แตกต่างในสังคมยังมีอยู่ ถ้าคำถามพ่วงประชามติผ่าน คือ ส.ว.ทั้ง 250 คน ที่มาจากการคัดเลือกของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะมีอำนาจในการโหวตเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบนายกรัฐมนตรีในสภาฯทันทีท ตรงนี้จะเป็นปมสำคัญที่ทำให้สังคมที่เห็นต่างเกิดความขัดแย้งโดยเฉพาะในเรื่องของความชอบธรรม ความน่าเชื่อถือของรัฐบาลและตัวนายกรัฐมนตรีที่ถูกโหวตมาจากสภานี้จะหมดลง เพราะจะถูกวิจารณ์ ต่อต้านรุนแรง ที่สำคัญการให้อำนาจคนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมาเลือกนายกรัฐมนตรีมันจะไม่มีความชอบธรรม

ในอนาคต เรื่องความขัดแย้งในตัวนายกรัฐมนตรีจะทำให้คนไม่ยอมรับ เพราะคนส่วนใหญ่จะมองว่าคุณมาจากการสืบทอดอำนาจของ คสช. นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลจะบริหารประเทศภายใต้การถูกตำหนิว่ามาจากการสืบทอดอำนาจของ คสช.หรือไม่ และจะไม่มีความสง่างาม อีกเรื่องที่ต้องพิจารณา ภายหลังจากสถานการณ์การทำประชามติผ่านแล้วจะเป็นอย่างไรต่อนั้น ต้องมองไปถึงหลังการเลือกตั้งด้วยว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาล และแนวโน้มการถูกวิพากษ์วิจารณ์ก็จะต่างกันไป ต้องดูที่ว่าใครจะมาเป็นผู้มีอำนาจในการบริหารประเทศ เพราะทั้งสองฝ่ายต่างมีมวลชนที่สนับสนุนกันอยู่ และแน่นอนว่า มวลชนแต่ละฝ่ายมีความคิดเห็นขัดแย้งแตกต่างกันในร่างรัฐธรรมนูญ

ดังนั้น พรรคประชาธิปัตย์จึงพยายามเรียกร้องว่าการทำประชามติจะต้องเป็นกระบวนการที่เป็นที่ยอมรับกับทุกฝ่าย เพราะจะสามารถเป็นเกราะป้องกันตัวเองในรัฐธรรมนูญ เพื่อป้องกันความวุ่นวายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ยกตัวอย่างเช่น การทำประชามติในรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่พรรคเพื่อไทยเขาไม่เอาด้วย แต่พรรคประชาธิปัตย์บอกว่ารับได้แต่ไปแก้ภายหลัง ซึ่งแตกต่างจากสถานการณ์ปัจจุบัน ที่ทั้งสองพรรคไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

การทำประชามติครั้งนี้ ถ้าผลคะแนนรับออกมาเยอะมากกว่า คสช.ก็อาจจะมีความชอบธรรมมากขึ้น และใช้ความชอบธรรมดำเนินนโยบายต่างๆ ได้มากขึ้น อ้างความชอบธรรมของตัวเองได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน เช่น บอกว่าประชาชนและสังคมต้องการการปฏิรูป หรือบอกว่าอยากให้สถานการณ์ทางการเมืองเรียบร้อย หรือบอกว่าที่ผลออกมาเช่นนี้แสดงว่าประชาชนอยากให้ คสช.ทำงานต่อ ซึ่งถ้าสมมุติผลออกมาว่าคะแนนรับเยอะกว่ามากๆ ก็อาจนำไปสู่การเลือกตั้งตามกระบวนการได้

อย่างไรก็ดี หากผลประชามติออกมาว่าคะแนนรับสูงมากๆ จนทิ้งห่างคะแนนไม่รับ ก็มองว่ากลุ่มอำนาจที่มาจากรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังจะลงประชามตินี้จะมีความชอบธรรม โดยอ้างว่าตนมาจากกระบวนการทางกฎหมายอย่างถูกต้อง และอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ ส่วนตัวคิดว่าน่าจะมีความขัดแย้งเกิดขึ้นได้ เพราะรัฐบาลคงใช้รัฐธรรมนูญอ้างความชอบธรรมกับประชาชนที่สนับสนุนรัฐบาล และนำมาสู่ความขัดแย้งในกลุ่มคนที่เห็นต่าง ซึ่งน่าจะทวีความรุนแรงมากขึ้น

หรือหากคะแนนไม่รับออกมาสูงทิ้งห่างคะแนนรับมากๆ ก็จะเกิดกรณีเดียวกัน คือทำให้ฝ่ายที่เห็นต่างจากรัฐมีความชอบธรรมมากขึ้น และเป็นการบอกว่ารัฐบาลนั้นไม่ชอบธรรม รวมถึงจะส่งผลให้ลากการเมืองยาวไปมากกว่านี้ ด้วยการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ หรือใช้รัฐธรรมนูญฉบับอื่นมาใช้แทน และหากคะแนนไม่รับสูงมากๆ โดยหลักการแล้วคิดว่า คสช.ก็น่าจะอ้างสิทธิร่างใหม่ได้ แต่ความชอบธรรมของ คสช.เองจะหมดลงเรื่อยๆ เพราะพิสูจน์มาแล้วจากที่รัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้าก็ถูกคว่ำไป สุดท้ายก็จะเป็นการทำลายความชอบธรรมของ คสช.เองว่าคุณไม่สามารถร่างรัฐธรรมนูญได้

ทั้งนี้ หากคะแนนออกมาสูสีกันมากๆ คิดว่าน่าจะมีปัญหาเกิดตามมาในลักษณะนี้เช่นกัน ซึ่งเป็นเรื่องต้องติดตามรอดูต่อไป

สุขุม นวลสกุล
อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง

ถ้าผลประชามติออกแล้วคะแนนรับทิ้งห่างมาก มองว่าทางฝั่งรัฐบาลหรือ คสช.คงจะเดินหน้าทำตามกระบวนการต่างๆ อย่างเต็มที่ คงจะประกาศปฏิทินวางหมุดหมายพร้อมออกเดินทางต่อ ไม่ว่าจะเป็นวางแผนการจัดทำออกกฎหมายลูก วางวันเวลาว่าจะทำเมื่อไร ง่ายๆ คือถ้าคะแนนออกเป็นรับร่างรัฐธรรมนูญและทิ้งห่างมาก ทางฝั่งนั้นคงจะดี๊ด๊าและมีความมั่นใจขึ้นในการเดินหน้าทำในสิ่งที่ต้องการจะทำต่อไป

แต่อย่างไรก็ตาม ในประเด็นนี้ก็ต้องดูอีกว่าคนจะออกมาใช้คะแนนเสียงเท่าไรอีก คือถ้าตัวเลขของคนที่มาใช้สิทธิออกเสียงไม่ได้น้อยไปกว่าการทำประชามติครั้งที่ผ่านมา ความชอบธรรมที่สามารถอ้างได้ก็จะสูงขึ้นไปตามผลของมัน แต่ผลมันขาดก็จริงแต่ถ้าคนมาใช้สิทธิเสียงลงคะแนนกันน้อยเหลือเกิน ตรงนี้ก็อาจจะมีแรงต้านที่ออกมาในลักษณะวิพากษ์วิจารณ์ เพราะตอนนี้การที่จะออกมาต่อต้านเป็นกลุ่มคงจะเป็นไปได้ยากเพราะคงถูกสกัดเอาไว้หมด

ส่วนการเลือกตั้งแม้ว่าผลจะออกมาขาด แต่ก็เชื่อว่าการเลือกตั้งคงไม่เร็วขึ้น แต่คงเป็นไปตามที่โรดแมปกำหนดเอาไว้คือราวกลางปี 2560 แต่ถ้าฟังจากนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. เผลอๆ จะเขยิบไปอีกด้วยซ้ำไป แต่คนจะมั่นใจว่าจะมีเลือกตั้งอย่างแน่นอน

แต่ในอีกมุมหนึ่ง หากผลออกมาว่าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญแบบทิ้งขาดไปเลย ตรงนี้จะเป็นประเด็นที่ตามมาต่อเนื่อง คือจะมีประเด็นเรื่องเสียงเรียกร้องต่างๆ ของประชาชนเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมเกิดขึ้น ทำให้การจะทำอะไรต่อไปของ คสช.คงจะต้องปรับแผนชุดใหญ่และเริ่มฟังผู้คนมากขึ้นเหมือนกัน

ส่วนเรื่องความชอบธรรมนั้น ต้องยอมรับกันก่อนว่าไม่ว่าจะยังไงก็แล้วแต่กลุ่มที่เห็นว่าไม่ชอบธรรมก็มองว่าไม่ชอบธรรม กลุ่มที่เห็นว่าชอบธรรมเขาก็มองว่าชอบธรรมไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเช่นกัน ดังนั้นมุมมองของสังคมที่มีต่อเรื่องของความชอบธรรม ความไม่ชอบธรรมของ คสช.ได้ถูกตัดสินไปก่อนแล้ว เพียงแต่ว่าตัวเลขไม่เห็นชอบที่ทิ้งขาดจะกลายเป็นแรงกดดันแก่รัฐบาลและ คสช. ตัวอย่างเช่น เห็นหรือไม่ตรงว่าตรงนี้เป็นเสียงของผู้คนนะ กลุ่มคนที่ไม่รับอยากจะให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยให้ผู้คนมีส่วนร่วมมากขึ้น เป็นต้น

เพราะฉะนั้นหากผลเป็นเช่นนี้จริง คสช.จะทำการรวบรัดอะไรต่อไปในอนาคตก็คงต้องคิดให้มากขึ้น ถ้าจะรวบรัดก็ต้องมั่นใจว่ารัฐธรรมนูญที่จะออกมาต้องผ่อนคลายมากกว่าที่เสนอกันอยู่ในตอนนี้

แต่ถ้าผลออกมาสูสีคู่คี่แล้วออกไปในทางรับ เชื่อว่าทาง คสช.ก็คงบอกทันทีว่าพวกเขาได้รับฉันทานุมัติจากประชาชนและเดินหน้าต่อเลย แต่ถ้าคู่คี่แล้วออกไปในทางไม่รับก็คงเหมือนอย่างที่หลายคนพูด คือ ก็จะบอกว่าคนที่ต่อต้าน คสช.ก็ไม่ได้มีมากอย่างที่หลายฝ่ายพูด

ส่วนตัวมองว่าตอนนี้กระแสไม่รับตีขึ้นจากที่กระแสรับร่างฯตั้งอยู่ ตอนนี้ก็ได้เริ่มถูกตีขึ้นมาอีกทางหนึ่ง ถึงอย่างไร ผลสุดท้ายก็คงต้องดูกันในวันที่ 7 สิงหาคม