หนังสือพิมพ์พาดหัวกลับไปกลับมาว่า ส.ว.หนุนรื้อรัฐธรรมนูญ อีกวันบอกไม่หนุนแล้ว
อีกวันบอกว่าแก้ได้ แต่ไม่ตั้งสภาร่างฯหรือ ส.ส.ร.เป็นอันขาด
ความยุ่งยากอยู่ตรงนี้ เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 ให้อำนาจ ส.ว. มากเป็นพิเศษ ในมาตรา 256 กำหนดว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระแรก ถ้ารัฐสภารับหลักการ ด้วยเสียงไม่น้อยกว่าครึ่งของสองสภา จะต้องมี ส.ว.เอาด้วย 1 ใน 3 หรือ 84 คน
รวมถึงวาระสามถ้ารัฐสภาเห็นชอบกับการแก้ไข ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสองสภา ก็ต้องมี ส.ว.เห็นชอบด้วย 1 ใน 3 หรือ 84 คน
บทเฉพาะกาลยังกำหนดว่า ให้ ส.ว.ชุดนี้มีวาระดำรงตำแหน่ง 5 ปี และในระยะเวลา 5 ปีแรกนับจากวันมีรัฐสภา ให้ ส.ว.ร่วมลงมติในการรับรองผู้เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรีด้วย
ทั้งหลายเหล่านี้ พอจะเข้าใจได้ว่า แม้จะมีบางเสียงเห็นว่า บ้านเมืองกำลังเข้าสู่วิกฤต น่าจะแก้ปัญหาด้วยการแก้หรือยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่เสียงที่ มากกว่าของ ส.ว.คงจะไม่เห็นชอบกับการแก้ไข
สำหรับสถานการณ์ของรัฐบาลขณะนี้ เผชิญปัญหาใหญ่ 2 เรื่องใหญ่ คือ เศรษฐกิจและการเมือง
เศรษฐกิจก็คือผลกระทบจากการดิสรัปต์ของเทคโนโลยี เศรษฐกิจโลกที่มีปัญหาส่งผลกระทบถึงประเทศไทย จนกระทั่งผลกระทบจากโควิด-19
เป็นงานหนักของรัฐบาลและทีมเศรษฐกิจใหม่ ซึ่ง รมต.ใหม่ เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ไปเมื่อวันพุธที่ผ่านมา
แต่หนักยังไงก็ต้องแก้ไข ต้องสนับสนุนให้ รมต.เศรษฐกิจใหม่ ที่มาจากนักบริหารที่เชี่ยวชาญเป็นที่ยอมรับ ได้ทำงานกันไป
ส่วนการเมืองก็คือ ผลจากการคืนอำนาจผ่านรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ดีไซน์เพื่อกลุ่มการเมืองชัดเจน จนเกิดปฏิกิริยาไม่ยอมรับมาตั้งแต่เลือกตั้ง
จนเกิด “แฟลชม็อบ” ซึ่งพลังหลักมาจากนักเรียนนักศึกษา และ “จุดติด”
ข้อเรียกร้อง 3 ข้อของแฟลชม็อบ ที่สำคัญคือ แก้รัฐธรรมนูญ
ผู้ร่างรัฐธรรมนูญดีไซน์ให้การแก้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องยุ่งยาก นอกจากต้องมี ส.ว.เห็นด้วย 1 ใน 3 แล้ว ยังต้องทำประชามติอีกด้วย
กลายเป็นข้ออ้างว่า ไม่ควรแก้รัฐธรรมนูญ เพราะจะสิ้นเปลืองมาก
แต่ถ้าดูสถานการณ์ตอนนี้กันจริงๆ ถ้ารัฐบาลจะนำพาบ้านเมืองเดินหน้าต่อไป จำเป็นต้องตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการกันแล้ว
จัดเลือกตั้ง ส.ส.ร.ตั้งสภาร่างฯ ไซซ์ประหยัด สัก 100 คน ใช้เวลาประหยัดๆ เต็มที่สัก 1 ปี
เปิดกว้างให้ประชาชนทุกเพศวัยแสดงความคิดความเห็นแล้วเลือกตั้งกันใหม่
เป็นกระบวนการเข้าสู่ประชาธิปไตย ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เมื่อปี 2538-2539 ก็ทำกันมาแล้ว
น่าจะเป็นสภาพการณ์ใหม่ที่สบายใจกันทุกฝ่าย
แต่ก่อนอื่น งานแรกๆ รัฐบาลต้องเจรจากับ ส.ว.ให้รู้เรื่องก่อน

