สถานีคิดเลขที่ 12 : บอสและบิลลี่ : โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

ปัญหาคนถูกอุ้มหายในบ้านเมืองเรา เป็นอีกเรื่องใหญ่ที่ประจานด้านมืดของอำนาจรัฐไทย เพราะคนจำนวนมากที่สูญหายไปนั้น มีข้อขัดแย้งทางการเมืองบ้าง ขัดแย้งกับรัฐบาลบ้าง ขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่รัฐบ้าง สะเทือนถึงภาพรวมของกระบวนการยุติธรรมเป็นอย่างมาก

กรณีนายบิลลี่ หรือพอละจี รักจงเจริญ แกนนำกะเหรี่ยงป่าแก่งกระจาน เป็นหนึ่งในบุคคลสูญหายที่ทั้งสังคมรู้จักกันดี และรู้ดีว่ามีข้อขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่รัฐอย่างไร แล้วก็หายตัวไปอย่างไม่มีวันกลับ ตั้งแต่ 17 เมษายน 2557

เมื่อไม่กี่วันมานี้เรื่องของบิลลี่กลับมาเป็นข่าวอีกครั้ง เมื่อ พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ส่งสำนวนคดีพร้อมความเห็นแย้งไปยังอัยการสูงสุด หลังจากที่อัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง 4 ผู้ต้องหา ในคดีฆาตกรรม

โดยดีเอสไอในฐานะพนักงานสอบสวน ที่รวบรวมพยานหลักฐานจับกุม นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน กับพวกรวม 4 คน ตั้งข้อกล่าวหาว่า ร่วมกันอุ้มฆ่าบิลลี่และทำลายศพด้วยการเผาป่น

ได้มีความเห็นแย้งไปยังอัยการว่า เห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาดังกล่าวในข้อหาฆ่า

ความที่กระบวนการยุติธรรมไทยกำลังอยู่ในช่วงปั่นป่วนจากคดีบอส ทายาท
เครื่องดื่มชูกำลัง

พอมีข่าวดีเอสไอเห็นแย้งอัยการคดีบิลลี่ ยืนยันว่าควรสั่งฟ้องดังกล่าว บรรดาผู้ติดตามและจับตากระบวนการยุติธรรมในคดีบอส ก็เลยนำ 2 คดีนี้มาเทียบเคียงกันทันที

คดีบอสนั้น ทีแรกอัยการสั่งไม่ฟ้อง แล้วตำรวจเจ้าของคดีไม่แย้ง จนโดนวิพากษ์วิจารณ์หนัก ตอนนี้ต้องพลิกมารวบรวมพยานหลักฐานใหม่ เพื่อนำคดีนี้ส่งฟ้องให้ได้ เพื่อกู้หน้ากระบวนการยุติธรรม

มาคดีบิลลี่ อัยการก็สั่งไม่ฟ้องข้อหาฆ่า แต่ฝ่ายเจ้าของสำนวนคดีคือ ดีเอสไอ มีความเห็นแย้งกลับ ยืนยันว่าควรฟ้องข้อหาฆ่า ก็ต้องจับตากันว่าอัยการจะกลับมาเห็นควรสั่งฟ้องหรือไม่ หรือว่าจะยืนยันไม่ฟ้องดังเดิม

ความจริงแล้วดุลพินิจในการชี้คดี ต้องขึ้นกับรูปคดี พยานหลักฐาน คงจะนำคดีบิลลี่
กับคดีบอสมาเทียบเคียงกันไม่ได้

เพียงแต่ในแง่มุมมองของผู้คนในสังคม เมื่อคดีบอสกำลังดัง ก็เลยอดไม่ได้เอา
คดีบิลลี่มาเทียบเคียงกัน

โดยรวมก็คือ ประชาชนกำลังจับตามองกระบวนการยุติธรรม ด้วยบทเรียนจากคดีบอสนั่นเอง

ในคดีบิลลี่ เดิมทีที่อัยการไม่ฟ้องนั้น เพราะมองว่า ฝ่ายผู้ต้องหาได้ยืนยันว่า ควบคุมตัวบิลลี่ในคดีครอบครองน้ำผึ้งป่าจริง แต่ได้ว่ากล่าวตักเตือนและปล่อยตัวไปแล้ว อีกทั้งการตรวจพิสูจน์กระดูกที่พบในถังน้ำมัน 200 ลิตร ไม่สามารถชี้ชัดว่าเป็นกระดูกของบิลลี่ จึงไม่อาจชี้ได้ว่าตายไปแล้ว

ขณะที่ฝ่ายดีเอสไอยืนยันว่า เนื่องจากบิลลี่หายตัวไปหลายปี กว่าจะงมพบกระดูก
และถังน้ำมันในน้ำ ย่อมทำให้เสื่อมสภาพไปมาก จึงต้องใช้วิธีการตรวจหาสารพันธุกรรมผ่านระบบไมโทคอนเดรีย เป็นวิธีการที่เป็นที่ยอมรับของสากล ที่ใช้ในการตรวจหาดีเอ็นเอจากกระดูกที่มีความเสื่อมสภาพหาความเชื่อมโยงระหว่างแม่กับลูก ซึ่งผลก็คือตรงกับแม่ของบิลลี่

เมื่อดีเอสไอยืนยันเช่นนี้ และส่งความเห็นแย้งกลับไปแล้ว

ฝ่ายอัยการก็ต้องนำมาพิจารณาทบทวนกันอีกรอบ โดยต้องรอบคอบระมัดระวัง เพราะอยู่ในช่วงต้องกอบกู้ศรัทธากลับคืนมา

สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้เสมาเพชร-รถเหล็ก ชั่งน้ำหนักผ่านฉลุย พร้อมขึ้นสังเวียนคู่เอก ศึก ONE: NO SURRENDER II
บทความถัดไป‘ทูตแคนาดา’ ชม ‘บิ๊กตู่’ ออกทรท. ประกาศจุดยืนรับฟัง ‘คนรุ่นใหม่’