แล้วการเมืองไทยก็กลับมาสู่ยุคที่เยาวชนลุกขึ้นมารวมตัวเคลื่อนไหว เรียกร้อง “โอกาสในอนาคต” ด้วยมุมมองว่าสิ่งที่ผู้ใหญ่ยินยอมให้เกิดขึ้นและเป็นอยู่อย่างหมักหมมมายาวนานนั้น กดฝังคนรุ่นหลังไว้ในหลืบ “ความเหลื่อมล้ำ”
โอกาสที่จะตะเกียกตะกายเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัวให้เจริญรุ่งเรือง เป็นเรื่องยากที่จะเป็นไปได้ในอนาคต
เมื่อลูกหลานไทยทั้งหลายมองเห็นว่า “โครงสร้างอำนาจ” ที่เป็นอยู่ ก่อให้เกิดการผูกขาดโอกาสเข้าถึงผลประโยชน์ไว้กับคนบางกลุ่ม บางพวก ซึ่่งสร้างกลไกควบคุมประเทศไว้เพื่อความได้เปรียบของอภิสิทธิ์ชน กระทั่งคนส่วนใหญ่มองว่าหมดหนทางที่จะลืมตาอ้าปากได้
การเรียกร้องความเป็นธรรม หรือความเท่าเทียมจึงเกิดขึ้น
และเมื่อการเรียกร้องนั้นไม่สามารถพึ่งพากลไกปกติอันมีหน้าที่ภารกิจได้ เพราะหลายต่อหลายกรณีที่ฟ้องว่า อำนาจอธิปไตยถูกควบคุมด้วยกลไกที่ถูกออกแบบไว้เพื่อรักษาประโยชน์ของคนบางกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น
“อำนาจบริหาร” ที่ชัดเจนว่า “เอื้อ” ให้ “นักการเมืองที่เสวยวาสนาจากการแต่งตั้ง” อันหมายถึงกลุ่มคนที่อาศัยเครือข่ายอภิสิทธิ์ชนเข้ามา
“อำนาจนิติบัญญัติ” ที่มีกลไกองค์กรอิสระอันมาจากการแต่งตั้งของคนกลุ่มเดียวกันเข้ามาจัดการทำลายผู้ที่ถูกตัดสินว่าอยู่คนละพวก และแม้แต่คนที่อยู่พวกเดียวกันก็ถูกควบคุมไว้ไม่ให้หืออือ
“อำนาจตุลาการ” ที่บริหารจัดการโดยองค์กรในกระบวนการยุติธรรม ในบางขั้นตอนถูกควบคุมให้เป็นไปในทิศทางที่สนองต่ออภิสิทธิ์ชนอย่างชัดแจ้ง เรื่องราวของ “คดีทายาทกระทิงแดง ขับรถชนตำรวจตาย” สะท้อนถึง “การอำนวยความยุติธรรมล้มเหลว” อย่างชัดเจน ทำให้เรื่องอื่นๆ ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า “ความยุติธรรมสองมาตรฐาน” มีน้ำหนักขึ้นมา
และเมื่อประกอบด้วยข่าวคราวทั้งโดยเปิดเผย และลึกๆ ลับๆ เกี่ยวกับการใช้อำนาจทำมาหากิน สร้างความร่ำรวยให้กับคนในกลไกอภิสิทธิ์ชน
การเอื้อประโยชน์ให้ทุนผูกขาด ไล่ต้อนให้คนทั่วไปอยู่ในสภาพหมดช่องทางทำมาหากิน หรือกดดันให้อยู่แบบแค่พอประทังชีวิตไปวันๆ
โลกของข้อมูลข่าวสารที่ส่งรูปธรรมความไม่เท่าเทียม หรือการถูกเอารัดเอาเปรียบถึงกันและกันอย่างรวดเร็ว เมื่อคนที่มีความรู้ความสามารถช่วยวิเคราะห์ให้เห็นถึงสาเหตุของการฉกฉวยโอกาสเอารัดเอาเปรียบ ใช้อำนาจ และความเหนือกว่าอื่นๆผูกขาดผลประโยชน์ของชาติไว้กับคนกลุ่มเดียว รวมถึงการทุจริตคดโกง ท่ามกลางมาตรการทางภาษีใหม่ที่เพิ่มภาระให้ประชาชน พร้อมกับเรื่องราวการใช้จ่ายของภาครัฐที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนา
ความอึดอัดจากการเห็นเต็มตาตำใจว่าผลประโยชน์ของชาติถูกผูกขาด ด้วยการสร้างระบบที่กดคนส่วนใหญ่ไว้ไม่ให้มีโอกาส พร้อมๆ กับการมาถึงของยุคสมัยที่เศรษฐกิจเสื่อมทรุด ทำให้ความหวังของคนรุ่นใหม่ตีบตัน
ขึ้นไปอีก
ชะตากรรมที่ “พึ่งพาอะไรไม่ได้เลย” ดังกล่าวนี้ ทำให้ “คนรุ่นลูกรุ่นหลาน” ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจัดชุมนุมเพื่อกดดันให้เปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้น
เป็นความเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้ “กลไกที่มีหน้าที่บริหารจัดการประเทศ” นำพาการอยู่ร่วมกันในสังคมกลับสู่การเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่พอที่จะมองเห็นช่องทางที่จะทำให้ชีวิตเจริญรุ่งเรืองได้บ้าง
ทว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายยิ่ง แทนที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ ลุงป้า น้าอา ปู่ย่าตายาย จะเข้าใจแรงกดดันที่ลูกหลานแบกรับ
กลับเหมือนมองไม่เห็น
ซ้ำร้ายกว่านั้นคือ เห็นดีเห็นงามกับโครงสร้างอำนาจที่เอื้อให้อภิสิทธิ์ชนทำลายความหวังของคนรุ่นใหม่ โดยเชื่อว่าประเทศจะอยู่ได้ ใน “ความเหลื่อมล้ำ” ที่นับวันจะขยายตัวใหญ่โต และลึกมากขึ้นทุกที ด้วย “กลไกอำนาจที่ไม่เอื้อต่อการสร้างความเท่าเทียมนี้”
น่าเสียดายอย่างยิ่งที่ “คนรุ่นเก่า” ที่เหลือชีวิตในแผ่นดินอีกไม่เท่าไร กลับดิ้นรนที่จะรักษา “ความเหลื่อมล้ำ” ที่ทำให้ประเทศไม่มีวันสงบนี้ไว้ให้ลูกหลานในอนาคตรับชะตากรรม

