‘ปนัดดา’ให้แง่คิดโหวตประชามติรับหรือไม่? อ่านร่างรธน. นึกย้อนภาพไทยขัดแย้ง-สงครามแบ่งสี-หมิ่นสถาบัน

31.07.16 | 12:18 น.

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี บรรยายพิเศษ “จริยธรรมประเทศไทย” ที่พิพิธภัณฑ์และหอสมุดสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ วังวรดิศ ตอนหนึ่งว่า
“มีผู้ตั้งคำถามข้าพเจ้าเช้าวันนี้ ในการเข้ารับฟังการบรรยายพิเศษ ณ พิพิธภัณฑ์และหอสมุดสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ วังวรดิศ ว่าจะโหวตอย่างไรดี ในวันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม 2559 ข้าพเจ้าตอบท่านไป ถามข้าพเจ้าคงไม่ได้ หากพูดอะไรไปแม้ในการพบปะเชิงวิชาการเช่นนี้ เพราะข้าพเจ้าเป็นข้าราชการ อาจกลายเป็นไปชี้นำ อีกอย่างแต่ละท่านคงมีมุมมองที่แตกต่างกัน เช่น ‘การรับ’ หรือ ‘ไม่รับ’ อาจมีความหมายหรือคำนิยามที่หลากหลายมากกว่าหนึ่งอย่าง คือกาไปเช่นนั้น หากแต่มีเหตุผลไม่ตรงกัน แต่หากจะให้พูดจริงๆ ก็อยากให้ท่านอ่านร่างรัฐธรรมนูญแล้วพิจารณาถึงภาพเหตุการณ์ของประเทศไทยที่เป็นข้อเท็จจริงในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา แล้วนำมาประกอบใช้ในการตัดสินใจของท่าน เช่น อาจมองไปถึงห้วงเวลาของความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง การแบ่งสีแบ่งฝ่ายที่อารยสังคมใดๆ เขาไม่กระทำกัน การเข้าทำร้ายประหัตประหารอย่างกับไม่ใช่คนชาติเดียวกัน ถึงกับยุยงส่งเสริมให้แบ่งแยกประเทศซึ่งปู่ย่าตายายคนไทยไม่เคยอบรมสั่งสอนลูกหลานไว้เช่นนี้ เรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายด้วยความลุแก่อำนาจ การไม่เคารพขนบธรรมเนียมประเพณี ปล่อยปละละเลยให้มีการลบหลู่ดูหมิ่นสถาบันสำคัญของชาติ อันเป็นการทำร้ายจิตใจคนไทยที่สุด การใส่ร้ายป้ายสีบุคคลอย่างไม่เกรงกลัวเวรกรรมตามไล่ล่า ความหลงลืมตัวกับการใช้อำนาจทางการเมือง ได้แก่ การใช้ระบบวงศาคณาญาติ บทบาทของนักการเมืองกับข้าราชการที่ยุยงให้ข้าราชการถือข้างถือพรรคถือสีอย่างออกนอกหน้าและไม่มีความละอาย เอาอกเอาใจนักการเมืองกันอย่างผิดๆ จนข้าราชการรุ่นหลังๆ ไปลอกเลียนแบบนึกว่าชอบ แต่ท้ายสุดกลับถูกลงโทษภาคทัณฑ์ ทั้งติดคุกติดตะราง ด้วยไปมองเรื่องการทุจริตคดโกงเป็นเรื่องปกติธรรมดา ซึ่งเป็นบาปและผิดอย่างมหันต์

การแก้ไขสิ่งเหล่านี้เพื่อให้เกิดประชาธิปไตยที่สร้างสรรค์และมีระเบียบ ก็สมควรต้องช่วยกันขบคิดว่าจะทำกันอย่างไร ไม่ใช่อวดความเป็นผู้รอบรู้เก่งกล้า แต่ขาดความจริงใจ กลายเป็นยุยงส่งเสริมให้ผู้คนแตกแยกมากยิ่งขึ้น ยังผลต่อความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ การโหวตรับหรือไม่รับจึงถือเป็นปฐมบทของกระบวนการมีส่วนร่วม ที่ท้ายสุดย่อมถือเป็นวิจารณญาณแห่งปัจเจกบุคคลของแต่ละท่านแต่ละคนที่จะช่วยกันนำพาประเทศไปสู่ในทิศทางที่จะเป็นคำตอบให้กับลูกหลานไทยในวันข้างหน้า”