วิพากษ์บทบาท‘นิสิต-น.ศ.’ ชุมนุมใหญ่ต้านรัฐบาล
หมายเหตุ – ความเห็นฝ่ายการเมือง นักวิชาการและภาคเอกชน ต่อการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มนิสิตนักศึกษาและประชาชน ต่อข้อเรียกร้องให้ยุบสภา ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และหยุดคุกคามประชาชน เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม

พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) และรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)
การชุมนุมของกลุ่มนิสิตและนักศึกษาที่จะยกระดับการชุมนุมในวันที่ 16 สิงหาคม ในเรื่องการชุมนุมและเรียกร้องของกลุ่มนักศึกษา ส่วนตัวผมมองว่าถือเป็นสิทธิและการเรียกร้องทางการเมืองตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายที่รองรับไว้ให้ดำเนินการได้
ส่วนข้อเรียกร้องและการกระทำใดๆ ที่หมิ่นเหม่ต่อการกระทำผิดต่อกฎหมายและรัฐธรรมนูญ จะเป็นหน้าที่ของฝ่ายความมั่นคง อย่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนดไว้ เพราะทุกการชุมนุมจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน หากเจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินการตามกฎหมายอาจถูกดำเนินการในฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้
อย่างไรก็ตาม ข้อเรียกร้องและข้อเสนอของกลุ่มผู้ชุมนุมหากเป็นไปตามที่กฎหมายรองรับและไม่เกินเลยไปล่วงละเมิดสิทธิในเรื่องอื่นๆ และเป็นตามที่กฎหมายกำหนดไว้ก็สามารถดำเนินการได้ อีกทั้งข้อเรียกร้องต่างๆ ต้องคำนึงบริบทและต้องทำความเข้าใจกับภาคส่วนต่างๆ ได้รับรู้และเข้าใจบนพื้นฐานของหลักการและเหตุผลด้วย
ในส่วนของรัฐบาลโดยเฉพาะข้อสั่งการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ให้นโยบายและแนวทางการทำงานในทุกกระทรวงและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ไปทำความเข้าใจกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่เสนอข้อเรียกร้องมา เพื่อแก้ปัญหาและลดช่องว่างระหว่างผู้ใหญ่กับคนรุ่นใหม่
ส่วนตัวผมเข้าใจว่าผู้ใหญ่ในทุกภาคส่วนของสังคมพร้อมเปิดใจรับฟังในข้อเสนอของกลุ่มคนรุ่นใหม่ นิสิต นักศึกษา บนพื้นฐานของเหตุผลและความถูกต้อง ตามที่กฎหมายให้การรองรับ ซึ่งความคิดของคนรุ่นใหม่ในด้านดีๆ ก็มีอยู่ในหลายเรื่อง เช่น ในเรื่องเทคโนโลยีที่กลุ่มคนรุ่นใหม่จะมีความเชี่ยวชาญในเรื่องดังกล่าวมาก หากได้รับการสนับสนุนในทิศทางที่ดีก็จะเป็นอีกหนึ่งในกลไกสำคัญช่วยพัฒนาประเทศไทยได้
เรื่องการพูดคุยระหว่างคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่า ผมเชื่อว่าจะสามารถพูดคุยเพื่อหาทางออกของประเทศร่วมกันได้ โดยเฉพาะนายกฯได้สั่งการให้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของกลุ่มคนรุ่นใหม่ขึ้นมาแล้ว จึงอยากเชิญชวนให้คนรุ่นใหม่มาพูดคุยเพื่อหาทางออกให้กับประเทศร่วมกัน เพราะทั้งคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่าก็มีจุดยืนเดียวกัน คือ อยากให้ประเทศชาติพัฒนา มีความก้าวหน้า เดินหน้าไปสู่ความรุ่งเรือง

อธิป พีชานนท์
ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มอสังหาริมทรัพย์ การออกแบบและก่อสร้าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
สถานการณ์การชุมนุมประท้วงของนักศึกษาที่เริ่มส่อเค้าขยายตัวต่อเนื่องทั่วประเทศนั้น อยากให้รัฐบาลประคองสถานการณ์และแก้ไขปัญหาให้ดี และทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องไม่ใช้ความรุนแรงซึ่งกันและกันอย่างเด็ดขาด เพราะไม่เช่นนั้นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ซึ่งเคยมีบทเรียนจากเหตุการณ์ม็อบเหลืองม็อบแดงมาแล้ว จึงไม่อยากให้เกิดเหตุซ้ำ อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน อย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ต้องแก้ในส่วนที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ขัดข้อง และต้องไม่แตะประเด็นที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะประเด็นที่มีความอ่อนไหวต่อจิตใจของประชาชนเป็นส่วนใหญ่ แต่ควรต้องแก้ประเด็นความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นโดยเฉพาะประเด็นทางการเมือง เช่น การแก้ไขที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) การลงคะแนนเสียง ซึ่งบางคนมองว่าโหวต 1 ได้เสียงไปทั้งพรรค ทั้ง ส.ส.นั้นอาจไม่เป็นธรรม ดังนั้น เรื่องนี้ต้องมานั่งถกกันอย่างมีเหตุผลว่าอะไรเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการ
ส่วนม็อบนั้นก็อยากจะบอกว่าอย่าสร้างความปั่นป่วนและทำให้เรื่องบานปลาย และเอาเรื่องที่คิดว่าจะแก้ไขรัฐบาลแก้ไขได้ให้รัฐบาล ซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลจะเข้าใจ และเมื่อรัฐบาลรับไปแล้วก็จะต้องยุติทันทีไม่ทำสิ่งที่อาจจะไม่เจตนาแต่อาจไปกระทบประเทศโดยอัตโนมัติ เพราะหากเป็นเช่นนั้น จะทำให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศไม่มั่นใจว่าสุดท้ายแล้วเหตุการณ์จะบานปลายหรือไม่ จึงต้องชะลอการลงทุนออกไป หรือรอดูท่าทีหรือรอดูสถานการณ์ก่อน
“เราเชื่อว่านักศึกษามีเจตนาปกติ และไม่อยากเห็นว่าทำไปทำมาแล้ว สุดท้ายกระทบกับภาพรวมประเทศ ขณะที่รัฐบาลต้องใจกว้างและรับฟังทุกประเด็นแล้วนำมาสรุปให้ตรงกันให้ได้ อย่าได้คืบแล้วเอาศอก ไม่งั้นปัญหาก็จะไม่จบ ภาคเอกชนยินดีให้ความร่วมมือทุกรูปแบบ หากจะให้ช่วยเหลืออะไร อะไรที่ช่วยได้ก็จะช่วย หรือจะให้ภาคเอกชนช่วยประชาสัมพันธ์ข้อมูลต่างๆ เราก็ยินดีให้ความร่วมมือ”
รู้สึกเป็นห่วงว่าเรื่องจะบานปลาย หากรัฐบาลไม่มีความชัดเจน ก็อาจจะมีโรคแทรกซ้อน หรือมีนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามเข้ามาแทรกแซง รวมทั้งบีบให้มีการยุบสภาก่อนที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะมองว่าหากยุบสภาไปโดยที่ไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ไร้ประโยชน์ เลือกตั้งมาแล้วก็เหมือนเดิม เปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ ดังนั้น อยากให้ฝ่ายตรงข้ามมองให้ดี อย่าเอาความสะใจเพราะจะกระทบกับภาพรวมของประเทศ ขณะนี้เศรษฐกิจย่ำแย่จากวิกฤตโควิด และหากมีเหตุการณ์บานปลายมาซ้ำเติม ก็จะยิ่งทับถม สิ่งที่แย่อยู่แล้วก็จะยิ่งแย่หนัก ยากที่จะกู้กลับคืนมา
“หากยุบสภาในตอนนี้ก็เสียเปล่าไร้ซึ่งประโยชน์ เพราะไม่สามารถขับเคลื่อนประเทศได้ เพราะยุบแล้วรัฐบาลรักษาการก็ทำอะไรได้ไม่มาก และเลือกตั้งมาใหม่ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง อยากให้รัฐบาลและนักศึกษาหันหน้ามาหารือกันด้วยการตั้งโต๊ะแถลง หรือหารือกันในที่ประชุม แล้วถ่ายทอดให้ประชาชนรับฟังพร้อมกันทั่วประเทศ และเมื่อได้ข้อหารือที่เห็นพ้องต้องกันแล้วก็ต้องมาลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู)
เพื่อที่จะเดินหน้าแก้ไขปัญหาให้เป็นรูปธรรมจะดีกว่า ที่ปล่อยให้เหตุการณ์ยืดเยื้อแล้วเกิดความรุนแรงขึ้น เราในฐานะเอกชนขอย้ำเรื่องนี้คืออย่าให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นเป็นอันขาด”

ยุกติ มุกดาวิจิตร
อาจารย์คณะสังคมวิทยา
และมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์
มีความพยายามที่จะปิดกั้นการแสดงออกของนักศึกษา แต่สิ่งที่เห็นอย่างหนึ่ง คือ ความตื่นตัวของประชาชน ที่แสดงให้เห็นว่า วิธีการแบบนี้ไม่ได้ผล ถ้าเขาคาดหวังว่าทำแบบนี้เพื่อที่จะทำให้เกิดความหวาดกลัว หรือเพื่อปรามไม่ให้คนออกมาแสดงออก ก็คิดว่า เป็นการทำให้ผู้คนกลับรู้สึกว่ายิ่งจะต้องออกมาแสดงออก ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ มากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่เห็นได้ชัดอีกอย่าง คือ ผู้คนที่มาให้กำลังใจผู้ที่ถูกจับกุมหน้า สน.ก็เป็นนักเรียน นักศึกษาจำนวนมาก เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยเห็นในการเมืองไทยก่อนหน้านี้ อย่างน้อยที่สุด ในระยะ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ที่มีความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศ เรามักจะไม่เห็นการแสดงออกของกลุ่มเยาวชน แม้กระทั่งนักเรียน ด้วยตนเอง มากมายขนาดนี้
เสถียรภาพของรัฐบาลขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาล หรือผู้ที่สนับสนุนรัฐบาลเห็นว่าประเด็นปัญหาที่นักศึกษาหยิบยกขึ้นมาพูด เป็นปัญหาจริงหรือไม่ แต่เท่าที่เห็นก็ยังมองไม่เห็นว่าทางฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาล หรือตัวรัฐบาลเอง จะเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นปัญหา ก็พยายามจะชิ่งไปว่าปัญหาเรื่องเศรษฐกิจสำคัญกว่า เศรษฐกิจต้องมาก่อน ในขณะที่พรรคฝ่ายค้านส่วนหนึ่งเห็นว่าเป็นปัญหา อย่างน้อยที่สุด ข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ที่ว่าให้ยุบสภา ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และหยุดคุกคามประชาชน ฝ่ายค้านก็เห็นด้วยส่วนหนึ่ง แต่ในที่สุดก็ไม่เห็นว่าจะสามารถสะเทือนต่อเสถียรภาพของรัฐบาลได้ แต่สิ่งที่สะเทือนต่อเสถียรภาพของรัฐบาลจริงๆ ก็คือการที่รัฐบาลจะหมดความชอบธรรมลงเรื่อยๆ ในแง่ของการบริหารประเทศ เพราะแสดงเห็นถึงความล้มเหลว แม้คนจะบอกว่า รัฐบาลประสบความสำเร็จในการจัดการเรื่องโควิด-19 แต่เอาเข้าจริงแล้ว สิ่งที่เราเห็นมากกว่า คือการที่ประชาชนต่างร่วมมือกันในการป้องกันการติดเชื้อ ยอมที่จะกักตัวอยู่ในบ้าน ไม่ออกไปข้างนอก หรือปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ ที่ใช้เวลานานมากในการเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งก็ไม่ว้าว เมื่อประกาศตัวแล้วมีแต่คนถามว่า “ใครอะ?” นอกจากจะไม่ว้าวแล้ว ยังไม่รู้จัก ไม่สามารถที่จะสร้างความเชื่อมั่นขึ้นมาได้
อีกประการคือ เสถียรภาพทางการเมือง ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐบาลมีความเกี่ยวเนื่องกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งเอาเข้าจริงแล้ว อำนาจของ คสช.ก็ยังฝังอยู่ในตัวรัฐธรรมนูญในการค้ำชูอำนาจของรัฐบาลในขณะนี้ ดังนั้น รัฐบาลที่เข้ามาบอกว่าจะทำให้เกิดเสถียรภาพ แก้ปัญหาทางการเมือง เราก็เห็นแล้วว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ไม่สามารถที่จะทำได้ วิธีที่ใช้ยังเป็นวิธีเดิมๆ เป็นความถนัดเดิมๆ ของทหาร ใช้การปราบปรามอย่างรุนแรง ใช้การข่มขู่ประชาชน และไม่ฟังความคิดเห็นอย่างแท้จริง ไม่มีอะไรใหม่ แสดงถึงความล้มเหลวทั้งการบริหาร ทั้งด้านการเมืองการปกครอง ทั้งด้านเศรษฐกิจ ดังนั้น ถ้าจะสั่นสะเทือนเสถียรภาพ ก็มองเห็นว่าเป็นเพราะปัญหาเรื่องการบริหารประเทศในภาพรวมมากกว่า การเคลื่อนไหวทางการเมืองในขณะนี้อาจจะเป็นเพียงแค่ผลสะเทือนส่วนหนึ่ง แต่จะเป็นตัวเร่งหรือไม่ ไม่แน่ใจ
สำหรับการชุมนุมใหญ่วันที่ 16 สิงหาคม ในเรื่องการใช้ความรุนแรง หากจะเกิดขึ้น ประเทศนี้ในประวัติศาสตร์ ส่วนใหญ่เกิดโดยรัฐ ส่วนใหญ่เกิดจากการที่รัฐทำเกินกว่าเหตุ ถ้าหากจะจับตาความรุนแรง ก็คิดว่าให้จับตาไปที่เจ้าหน้าที่รัฐมากกว่า หรืออาจจะมองไปถึงการก่อสถานการณ์ต่างๆ แล้วเจ้าหน้าที่รัฐฉวยโอกาสในการใช้ความรุนแรงหรือไม่ ยังมองไม่ออกว่าประชาชนจะเป็นผู้เริ่ม หรือจะไปทำอะไร เพราะสิ่งที่เราเห็น เช่น ช่วง 14 ตุลาคม 2516 หรือพฤษภาคม 2535 เราเห็นชัดเจนว่าการเผาสถานที่ราชการเป็นปฏิกิริยาของการใช้อำนาจรัฐที่เกินกว่าเหตุ กรณี 6 ตุลาคม ไม่ต้องพูดถึง การบุกเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถ้าไม่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือการใช้ความรุนแรงโดยรัฐที่เกินกว่าเหตุเป็นเบื้องต้น ก็จะไม่เกิดเหตุการณ์อย่างที่เห็นในอดีต
โดยประสบการณ์ ซึ่งรวมทั้งพฤษภาฯ 2553 ก็ชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้ใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ มีรายงานของการศึกษาเรื่องเหล่านี้ปรากฏชัดเจนออกมา ศาลก็เคยสั่งแล้วว่า กระสุนจำนวนมากออกมาจากฝั่งของเจ้าหน้าที่รัฐ จึงไม่ห่วงว่าความรุนแรงจะเกิดจากผู้ชุมนุม แต่ห่วงจากฟากเจ้าหน้าที่รัฐมากกว่า ว่าเขาจะอดทนอดกลั้นได้แค่ไหน เขาจะมีวิธีการแก้ปัญหาทางการเมืองด้วยวิธีที่สันติหรือไม่ ตรงนี้เราจะต้องเรียกร้องกับรัฐมากกว่าเรียกร้องกับประชาชน
ทั้งนี้ ขบวนการทางการเมืองสามารถที่จะออกมาช่วยเหลือได้ เพราะตอนนี้สังคมอยู่ไม่ได้แล้ว ที่เราจะดันทุรังกันไปด้วยรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ความจริงแล้วไม่ได้รับการยอมรับอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งข้อเรียกร้องของนักศึกษาอาจมีข้อที่จะต้องท้วงติง หรือปรับปรุงบ้าง ก็ว่ากันไป เยาวชนเขายังไม่ต้องมากังวลเรื่องอะไรอย่างนี้ก็ได้ เพราะการที่เขายังเด็กอยู่ เขาสามารถที่จะมีชีวิตสุขสบาย ขนาดพ่อแม่ของเขายังอยู่เฉยๆ ทำไมเขาจะต้องออกมา นั้นก็แปลว่า เขาต้องมองไปไกลจริงๆ ว่าถ้าพ่อแม่ของเขาไม่มีเสถียรภาพที่จะเลี้ยงดูแล้ว หรือเมื่อเขาเติบโต จะต้องออกมาทำมาหากินแล้ว อย่างน้อย 5-10 ปี ข้างหน้า เขามองไม่เห็นอนาคต
ถ้าเราเห็นว่าตอนนี้สังคมไปไม่ได้แบบนี้จริงๆ แล้ว กลไกของรัฐสภา ของนักการเมือง กลไกในระบบที่ยังมีอยู่ ผู้ใหญ่เหล่านี้จะต้องออกมาหาทางแก้ไขปัญหามากกว่า นักเรียน นักศึกษาเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหามีอยู่จริง และจะมีต่อไปในระยะยาว การที่คนที่จะมีชีวิตในอนาคตข้างหน้า ออกมาบอกว่า เขามองไม่เห็นอนาคตตัวเอง พวกคุณซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะมีอนาคตไปอีกถึง 10 ปีหรือไม่ ควรจะขยับตัว ช่วยเขา ทำอย่างไรให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่คนเหล่านั้นก็มองเห็นปัญหา

