อดีตทูตไทย โพสต์ขู่ ‘ฮาร์ทและเพื่อนๆ’รอรับหมายเรียกได้เลย หลังไปเม้นต์ในเฟซ ‘ปวิน’
กรณีวิวาทะผ่านสื่อสังคมโลกออนไลน์ ในประเด็นทางการเมือง ระหว่าง รศ.ดร. ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ อาจารย์มหาวิทยาลัยเกียวโต และเป็นผู้ต้องหาคดีความมั่นคงของไทย จากการถูกฟ้องดำเนินคดีในสมัยคสช. และ นายนริศโรจน์ เฟื่องระบิล อดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา
“ทูตนริศโรจน์ ไปประจำการอยู่อาร์เจนติน่า ไม่มี….ไปเป็นเป็นทูตประเทศมหาอำนาจ เพราะความสามารถไม่ถึง เลยกลายเป็นปมด้อย โถ มูลค่าการค้าไทย-อาร์เจนติน่ายังน้อยกว่ารายได้รวมต่อวันของ 7-11 หน้าปากซอยบ้านดิชั้น ตอนเป็นทูต ก็เอา…….จากเชียงใหม่เป็นผู้ติดตาม ส่งเสียให้เรียน แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น……จะมาจากเชียงใหม่หรือเชียงตุง นั่นเรื่องของมึง แต่การเอา…..ไปอยู่ในสถานทูต ไปอยู่ฟรี กินของหลวง นั่นคือการคอร์รัปชั่นอย่างหนึ่ง …..”
ทั้งนี้ในโพสต์ของรศ.ดร.ปวิน ก็ได้มีคนที่มีความเห็นด้วยกับ รศ.ดร.ปวินได้เข้ามาโพสต์ข้อความเห็นด้วยอย่างมาก หนึ่งในนั้นก็คือนักร้อง “ฮาร์ท สุทธิพงศ์ ทัดพิทักษ์กุล” หนึ่งในคู่นักร้องดูโอ “เบิร์ดกะฮาร์ท” ที่มีการโพสต์ข้อความระบุว่า…”ทูตแบบนี้ศัพท์ไม่เป็นทางการเรียก ทูตติ่ม(ทิ่มตูด)สำหรับคนผวนไม่เป็น”
อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาทางด้านของอดีตเอกอัครราชทูตไทยฯ ก็ได้มีการแชร์ข้อความของหนุ่มฮาร์ทพร้อมกับข้อความระบุว่า…”คุณฮาร์ทและเพื่อนๆ คอยรับหมายนะครับ”
พร้อมทั้งชี้แจง ที่ถูกกล่าว โดยระบุว่า
ขอชี้แจงเรื่องตอนที่ผมเป็นทูตที่อาร์เจนตินา ตามที่ปวินกล่าวหา
ผมมีผู้ติดตามไปด้วย 2 คน ชื่อ โต กับ ปาล์ม ซึ่งเป็นสิทธิ์ตามกฏหมายของคนที่ไปเป็นทูตทุกคน โดยทั้ง 2 คนทำหน้าที่ พ่อครัว และ ผู้ช่วยทำงานในทำเนียบทูต
ซึ่งนอกจากต้องทำหน้าที่ทุกอย่างในสถานทูต ตั้งแต่ทำครัว เสริ์ฟ รวมทั้งดูแลด้านระบบ IT ของสถานทูตด้วย ซึ่งทุกคนมี term of reference ว่ามีหน้าที่ทำอะไร และทุกคนต้องทำงานตามหน้าที่ๆได้รับมอบหมาย สมตามเงินเดือนที่เป็นภาษีของประชาชนทุกประการ
ซึ่งเรื่องนี้คนที่เคยไปอาร์เจนตินาและพักที่สถานทูตคงทราบและยืนยันได้ว่า ผู้ติดตามผม 2 คนนั้น มิได้ไปอยู่เฉยๆ
มีครั้งนึงที่ผมต้องเปิดบ้านให้คณะทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยที่ไปแข่งที่อาร์เจนตินามานอนที่ทำเนียบทั้งนักกีฬา โค้ช จนท.ประจำทีม ผมก็ได้ โต กับ ปาล์ม ทั้งสองคนเนี่ยแหละที่ต้องทำงานหนัก ดูแลคณะทั้งหมด เพราะลำพังผมคนเดียวคงทำไม่ได้
ถึงขนาดที่พี่ดำรง พุฒตาล ซึ่งไปพักอยู่กับผมในช่วงนั้นที่อาร์เจนตินา ได้เคยเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับผู้ติดตามของผมลงในหนังสือคู่สร้างคู่สมมาแล้ว โดยพี่ดำรงมองเห็นว่ากรณีของผู้ติดตามผมจะได้เป็นกรณีศึกษาให้กับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการได้เห็นโลกกว้าง หลักฐานมีปรากฏยังหาอ่านกันได้
ในช่วงผมอยู่อาร์เจนตินา ผมจัดงานใหญ่หลายหน เช่น งานวันชาติ งานวันแม่ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิง งานวันพระองค์พีระ งาน ASEAN BAZAAR ที่สถานทูต รวมทั้งต้องจัดงานเลี้ยงคณะทูตานุทูตเป็นประจำในฐานะที่ผมได้รับคัดเลือกเป็นประธานกลุ่ม ASEAN นอกจากนี้ก็ต้องจัดงานกับชุมชนไทย ดูแลนักเรียนไทย AFS ที่มาเรียน เพราะผมต้องดูแลเขาเหมือนลูกหลาน
และเฉกเช่นผู้ติดตามผมทั้ง 2 คน โต กับ ปาล์ม เขายังอายุไม่มาก ตอนแรกมีคนบอกว่าทำไมไม่เอาผู้ใหญ่ แต่ผมเป็นคนให้โอกาสคน จึงเลือกให้โอกาสเขาได้มีประสบการณ์ในโลกกว้าง
และที่สำคัญที่สุดที่ผมเลือกเขามา เพราะผมถือว่าเขาเป็นเหมือน “ลูกหลาน” ผม พ่อแม่เขาทั้งสองก็ฝากผมมาให้ช่วยดูแลสั่งสอนด้วย
ผมไม่ได้คิดว่าเขาเป็นแค่ลูกจ้าง แต่ผมมองเขาแบบที่ผู้ใหญ่คนนึงมองลูกหลาน ซึ่งทั้งหมดนี้ โต กับ ปาล์ม คงยืนยันได้
จนกระทั่งปัจจุบันนี้ทั้งสองคนก็ได้ไปใช้ชีวิตไปเรียนและทำงานที่ออสเตรเลีย ผมก็ยังถือว่าเขาทั้งสองได้ไปถึงฝั่งตามที่เขาต้องการและผมก็ดีใจที่เป็นส่วนนึงที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จในฐานะลูกหลานของผมเช่นกัน
ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้จริงๆที่ใครอาจจะมองแล้วสรุปโดยใช้แง่มุมของตัวเองเป็นบรรทัดฐานตัดสินคนอื่น แต่ทั้งหมดที่ผมทำมีหลักฐานยืนยันได้ทุกบาททุกสตางค์ ไม่มีการเอาเปรียบแผ่นดินแต่อย่างใด
ส่วนหลักฐานมูลค่าทางการค้าระหว่างไทยและอาร์เจนตินาช่วงที่ผมเป็นทูต ถึงแม้ว่าอาจไม่มากเท่าประเทศอื่น แต่ที่แน่ๆคือ ไทยเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่ได้ดุลย์การค้ากับอาร์เจนตินาตลอดระยะเวลาที่ผมอยู่ที่นั่น และมีจำนวนนักท่องเที่ยวมาไทยเพิ่มสูงขึ้นทุกปี
ผมไม่อาจที่จะเปลี่ยนแปลงการนินทา หรือ การใส่ร้ายของใครได้ แต่สิ่งที่ผมทำผมรู้อยู่ในใจว่าผมทำอะไร และไม่เคยเอาเปรียบแผ่นดินแน่นอน

