หมายเหตุ – นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนายปรีดี ดาวฉาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมแถลงข่าวถึงนโยบายด้านเศรษฐกิจ หลังประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่กระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม
ปรีดี ดาวฉาย
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
การจัดตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะกระบวนการการทำงานได้เปลี่ยนไปแล้ว โดยการตัดสินใจดำเนินการมาตรการต่างๆ จะถูกมัดรวมอยู่ที่ศูนย์นี้ โดยชุดใหญ่จะมีนายกฯเป็นประธาน และคณะกรรมการขับเคลื่อนมาตรการบริหารเศรษฐกิจ มีนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร เป็นประธานกรรมการ จากนั้นมีคณะอนุกรรมการอีก 3 ชุด คอยรวบรวมข้อมูลต่างๆ นำมาประมวล เพื่อมีมาตรการต่างๆ ออกมา โดยเฉพาะบางเรื่องที่กฎของทางราชการ อาจก่อให้เกิดอุปสรรคในการทำงานที่ล่าช้า ไม่ทันใจ ไม่ทันที ตอนนี้ทุกเรื่องจะมารวมอยู่ที่เดียวกัน
ฉะนั้น บทบาทของกระทรวงการคลังที่ทำในอดีตจะเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ทั้งในส่วนของตัวเงินในการสนับสนุน ข้อเสนอแนะต่างๆ ในเรื่องของวินัยทางการเงินการคลัง ก็จะเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จึงอยากให้ทำความเข้าใจกับโครงสร้างการทำงานให้ดี
ทั้งนี้ ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจะประชุมครั้งแรกในวันที่ 19 สิงหาคม หลังจากประชุมจะมีการแถลงข่าว และจะมีความชัดเจนของมาตรการต่างๆ ตามมา
ตัวเลขต่างๆ ทางเศรษฐกิจเวลาพูดไปก็เหมือนกับว่าจะหาตัวเลขอื่นๆ มาเปรียบเทียบว่าดีหรือแย่กว่า ส่วนตัวไม่มีความหมายอะไร เพราะมันเป็นเหตุการณ์ในอดีตมาเทียบกับเหตุการณ์วันนี้ เช่น ภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2563 ติดลบ 12.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยครึ่งปีแรก 2563 เศรษฐกิจไทยติดลบ 6.9% สาเหตุหลักมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ก็พยายามไปโยงว่าดีกว่าปี 2540 หรือไม่ เป็นต้น ซึ่งไม่มีใครรู้เลยว่าในปี 2540 มีความยากลำบากอะไร แต่อย่างน้อยก็เข้าใจว่าจะได้เทียบได้
แต่การลดลงของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) ครั้งนี้ ยังน้อยกว่าในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 ซึ่งติดลบ 12.5% ก็เป็นความรู้สึกที่ดี มีกำลังใจที่จะต่อสู้ต่อไป และถามว่านั่งอยู่เฉยๆ มันต่ำกว่าได้ไหม ก็ไม่มีทางเป็นไปได้ สิ่งต่างๆ ที่ทุกคนร่วมกัน ช่วยกันจัดการ กำลังออกผลมาในลักษณะแบบนี้ซึ่งเป็นผลดี แต่ถามว่ายังลำบากอยู่ไหม ยังลำบากอยู่ เพราะด้วยตัวเลขต่างๆ บอกว่าการลงทุนหายไป การบริโภคหายไป เพราะว่าคนขาดรายได้ และระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอย การส่งออกก็หดตัวลง เพราะยังไม่สั่งซื้อสินค้า ซึ่งเป็นเรื่องปกติ
ความท้าทายของเศรษฐกิจไทยในระยะสั้น ประกอบด้วย 1.ภาวะเศรษฐกิจหดตัว โดยเศรษฐกิจในไตรมาส 2/2563 หดตัวมากที่สุด มาจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง การใช้จ่ายลดลง ตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ลดลง ประกอบกับเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าชะลอตัวกระทบการส่งออก โดยในช่วงครึ่งปีหลังประเมินว่าทิศทางเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลกจะดีขึ้น
2.การว่างงานเพิ่ม โดยอัตราการว่างงานปรับเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 745,000 คน หรือ 2% ของกำลังแรงงาน ขณะเดียวกัน มีแรงงานกว่า 2 ล้านคนที่ไม่ได้รับเงินเดือน แต่มีงานรอที่จะกลับไปทำ
3.เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจมีจำกัด โดยเม็ดเงินงบประมาณรายจ่าย ตาม พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย และ พ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ใช้ในการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจไปแล้ว ทำให้ช่วงที่เหลือมีเม็ดเงินงบประมาณจำกัด การกระตุ้นเศรษฐกิจต้องมีความคุ้มค่า
สิ่งที่เกิดขึ้นและหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ เศรษฐกิจทุกประเทศหดตัวหมด มีข้อมูลบางสำนักระบุว่า ประเทศไทยได้รับผลกระทบเศรษฐกิจตกต่ำที่สุด ซึ่งถ้าจะตกต่ำมากที่สุดก็ต้องมากที่สุด จะบอกน้อยก็ไม่ได้ แต่ถ้าถามว่ามากที่สุดเพราะอะไร คงต้องไปดูที่จุดนั้นว่าสาเหตุที่เศรษฐกิจตกต่ำที่สุดเป็นเพราะโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจในแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน ไทยมีการพึ่งพานักท่องเที่ยว พึ่งพาการส่งออก และปัญหาที่เกิดขึ้นตรงนี้ เกิดจากผู้คนไม่สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ ทำให้เราได้รับผลกระทบมากที่สุด ซึ่งนั่นคือเหตุและผลในตัวมันเอง
คำถามว่าแก้ได้ไหม ก็แก้ได้แต่ต้องใช้เวลา ซึ่งทุกคนก็ต่างถามว่า เมื่อไรจะกลับคืนสู่ที่เดิม มีบอกว่า 2-3 ปี ก็เป็นความคาดหวัง แต่เป็นความคาดหวังในเชิงการสร้างกำลังใจ แต่ก็มีปัจจัยหลายๆ อย่างว่าการจะกลับไปสู่ตรงนั้น ถ้าวัคซีนไม่มาจะกลับยังไง ทุกคนก็คาดหวังว่าวัคซีนจะมาในระยะเวลาหนึ่งข้างหน้าอีก 8-10 เดือน ซึ่งก็ยังเป็นเกณฑ์อยู่ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องของความไม่แน่นอน ถ้าเรารู้อะไรชัดเจนความเสี่ยงมีอยู่ตรงไหน เราสามารถประเมินได้เลยว่า เราต้องการเงินมากน้อยเท่าไรในการแก้ไขปัญหา แต่ทุกวันนี้ความไม่แน่นอนยังมีอยู่
ถามว่าจะแก้ไขปัญหากัน 1-2 เดือน หรือแก้ไขปัญหาจนกว่าวันที่วัคซีนมา ทุกคนกลับมามีชีวิตปกติ เราก็ต้องเลือกแบบหลัง ฉะนั้น บางเรื่องยังไม่สามารถตอบได้ชัดเจนว่าต้องเท่านั้นเท่านี้ ซึ่งมันมีเหตุและผลของมัน แต่ถ้าถามว่าตอบได้ไหม ถ้าตอบได้ก็ยินดีตอบอย่างยิ่ง เพื่อที่จะให้ความกระจ่างกับทุกคน
แต่นอกเหนือจากนี้ ยังมีปัจจัยจากภายนอกที่ประดังเข้ามา ทั้งการค้าโลกที่มีภาวการณ์ตึงเครียดระหว่างประเทศต่างๆ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ผู้ที่มีหน้าที่ก็ต้องพยายามจัดการให้มันมีผลกระทบกับประเทศ และประชาชนน้อยที่สุด แต่มันซับซ้อนมาก จะไปบอกว่าเท่านั้นเท่านี้คงยาก เพราะปัญหาเกิดขึ้นทุกวัน วันนี้เราแก้ไขปัญหานี้เสร็จ พรุ่งนี้ก็จะมีปัญหาใหม่เกิดขึ้นมา กระทบมาในรูปแบบต่างๆ ซึ่งแน่นอนเราก็หวังว่ามันจะเป็นในทางบวก ก็คงต้องติดตามดูกัน
ทั้งนี้ จากปัญหาด้านรายได้ การมีงานทำ และค่าครองชีพในชีวิตประจำวัน เศรษฐกิจฝืดเคือง ค้าขายลำบาก ผู้ประกอบการรายเล็กสายป่านสั้น ทั้งไม่มีนักท่องเที่ยว ไม่มีการเดินทาง การจับจ่ายใช้สอยลดลง จึงมีการวางนโยบายเร่งด่วน ได้แก่ การดูแลประชาชน ทั้งในด้านค่าครองชีพ การจ้างงาน การประคับประคองผู้ประกอบการ โดยการเสริมสภาพคล่อง และการปรับโครงสร้างหนี้
รวมไปถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งด้านการท่องเที่ยวและการบริโภค เพื่อไปสู่เป้าหมายในการประคับประคองให้ประชาชนกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เอสเอ็มอี ผู้ประกอบการรายเล็ก
ผู้ประกอบการท่องเที่ยวอยู่รอด
ส่วนตัวหวังว่าการแก้ไขปัญหาจะก่อให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ไม่ได้แปลว่าปัญหาหายไป ถ้าบอกว่าปัญหาหายไป ก็คือเอานักท่องเที่ยว 40 ล้านคน กลับมาเหมือนเดิม แต่นี่เอากลับมาไม่ได้ ฉะนั้น ปัญหาจึงยังอยู่ แต่จะทำอย่างไรให้ปัญหาน้อยที่สุด และให้กระทบกับประชาชน กระทบกระเทือนภาคส่วนต่างๆ น้อยที่สุด นี่คือสิ่งต่างๆ ที่เราต้องพยายามทำ
แต่ยอมรับว่าปัญหาการว่างงานก็ยังมีอยู่ เพราะตั้งแต่เดือนมีนาคมจนถึงปัจจุบัน นักท่องเที่ยวหายไปจำนวนมาก โรงแรมบางแห่งก็ยังเปิดตัวไม่ได้ ปัญหายังมีอยู่ กลับมาที่เดิมไม่ได้ แต่เราต้องพยายามประคับประคอง ให้ทุกๆ คนผ่านวิกฤตนี้ไปให้ได้
วิกฤตนี้จะจบเมื่อไร ผมถามแล้วใครจะตอบผมได้ไหม ก็ยังเป็นความไม่แน่นอน ฉะนั้น พวกเราก็จะต้องช่วยกัน นำข้อมูลต่างๆ มาประเมิน ตัวสำคัญที่สุดตัวหนึ่งก็คือถ้าประเทศเรามีความสามารถในการคิดค้นวัคซีนมาใช้ ตัวนั้นจะเป็นตัวช่วยหนึ่ง อย่างน้อยต่างชาติเข้ามา เพื่อให้เราสามารถสร้างรายได้ และมีคำถามว่าถ้ารายได้การท่องเที่ยวไม่มาก็ไปทำอย่างอื่น ถ้าทำได้อย่างนั้น เราก็ไม่ต้องมานั่งคุยกันวันนี้
สำหรับทิศทางนโยบายเศรษฐกิจระยะต่อไปนั้น จะมีการวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่หลังสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยให้มีการเติบโตที่ลดความเหลื่อมล้ำ อาทิ ดำเนินนโยบายการคลังแบบขยายตัว ควบคู่กับการรักษาระดับหนี้สาธารณะให้อยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ 60% ของจีดีพี, เร่งรัดการใช้จ่ายภาครัฐ โดยเฉพาะรายจ่ายลงทุน, เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ๆ ปรับปรุงกฎหมายและโครงสร้างภาษีให้เป็นธรรม, พัฒนากลไกการรักษาเสถียรภาพระบบสถาบันการเงิน และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ให้ดำเนินการตามพันธกิจท่ามกลางปัจจัยท้าทาย
สิ่งสำคัญขอให้ทุกคนมั่นใจว่า กระทรวงการคลังจะทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพทางการคลัง เสถียรภาพระบบการเงินและสถาบันการเงิน ให้เป็นหลักของประเทศ ซึ่งหากขาดความเชื่อมั่นแล้วอย่างไรก็ยืนไม่อยู่ ฉะนั้น ขอให้มั่นใจว่า เราจะทำงานอย่างระมัดระวัง และหวังว่าจะประคับประคองทั้งภาคประชาชน และภาคธุรกิจไปทุกๆ วัน จนกว่าจะคืนกลับสู่ภาวะปกติ ที่เราสามารถใช้ชีวิตและมีรายได้ อย่างน้อยขอให้มั่นใจว่า ผู้คนจะได้รับการกระทบกระเทือนน้อยที่สุด
สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์
รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กล่าวถึงการปรับ ครม.ใหม่ และการเดินหน้าประเทศหลังจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยแนวทางเศรษฐกิจที่นายกฯเสนอแก่ประชาชน 5 ข้อ ได้แก่
1.เยียวยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเอสเอ็มอี และประชาชนในภาคส่วนต่างๆ ที่ต้องตกงานในช่วงที่ผ่านมา
2.ทำงานบูรณาการกับหน่วยงานต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
3.สร้างแรงจูงใจให้ธุรกิจต่างๆ ให้ยังคงการจ้างงานต่อไป และให้ธุรกิจต่างๆ พลิกองค์กรของตัวเองให้กลายเป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพและสามารถแข่งขันได้ดีขึ้น
4.ต้องการให้คนรุ่นใหม่ หรือนักศึกษาจบใหม่จำนวนมากกำลังเข้าสู่ตลาดแรงงาน ต้องมีงานทำ
5.รับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกคนในสังคม รวมไปถึงการทำงานต่างๆ เหล่านี้ จะต้องทำด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส
นอกจากนี้ ได้มีการจัดตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ (ศบศ.) ซึ่งประกอบด้วยรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายภาคส่วนด้วยกันเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม
ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจที่จัดตั้งขึ้นจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งรัฐและเอกชนทำงานโดยการบูรณาการร่วมกัน ตาม 5 แนวทางดังกล่าว เพื่อเป็นทางออกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ให้มีประสิทธิภาพ คล่องตัว สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเชื่อว่าการทำงานร่วมกันนี้จะช่วยให้ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์

