ท่าที “ภายใน” พรรคประชาธิปัตย์ต่อ การ”รับ” และ “ไม่รับ”ร่างรัฐ
ธรรมนูญมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
นี่คือ “เงาสะท้อน” ในทาง “การเมือง”
มิได้เป็นการเมืองในวงกว้าง หรือชี้ทิศทางการเมืองของประเทศ ของสังคมประเทศไทย
แต่ก็ต้องยอมรับว่า เป็น”ฉาก”สำคัญ
เป็นการเมืองก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เป็น การเมืองก่อนยุค”คสช.”
เหมือนกับการเมืองใน “กปปส.”
เพราะการเคลื่อนไหวตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2556 กระทั่งเกิดมาตรการ”ชัตดาวน์”ในเดือนมกราคม 2557 คล้ายกับจะมี”กปปส.” เป็นกองหน้า
แต่ก็สัมพันธ์กับ “พรรคประชาธิปัตย์”
บทบาทของ “กปปส.” กับบทบาทของ “พรรคประชาธิปัตย์”จึงดำเนินไปอย่างทับซ้อน
จนถึงการตัดสินใจก่อน “ประชามติ”
ต้องยอมรับว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มิได้เป็นบุคคลแรกที่เห็นต่างจาก “กปปส.” และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ
ก่อนหน้านี้ก็มี นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์
ก่อนหน้านี้ก็มี นายสมเกียรติ อ่อนวิมล ก่อนหน้านี้ก็มี นายแก้วสรร อติโพธิ
โดยมี “ร่างรัฐธรรมนูญ” เป็น “เส้นแบ่ง”
ไม่ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ว่า นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ไม่ว่า นายสมเกียรติ อ่อนวิมล ไม่ว่า นายแก้วสรร อติโพธิ
แสดงบทบาทในการแยกและ”แตกตัว”
แตกตัวออกมาจาก “กปปส.” แตกตัวออกมาจาก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ
เพราะ”รับไม่ได้” กับ”ร่างรัฐธรรมนูญ”
ยิ่งใกล้ถึงวันที่ 7 สิงหาคม มากเพียงใด บุคคลอย่าง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะแสดงตัวตนออกมาอย่างเด่นชัด
เพราะ”รับไม่ได้” กับ “ร่างรัฐธรรมนูญ”
เนื้อหาของ “ร่างรัฐธรรมนูญ” ส่งผลให้บุคคลเหล่านี้ไปยืนแถวเดียวกันกับ “พรรคเพื่อไทย” และ “นปช.”
ทั้งๆที่เมื่อก่อนเป็นพวก “กปปส.”
ทั้งๆที่เมื่อก่อนเห็นด้วยกับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และถึงกับเอา “นกหวีด” มาคล้องคอ
การเปลี่ยนแปลงเริ่มจากในทาง “ความคิด”
ตามมาด้วยการแสดงออกในทาง “การเมือง” และนำไปสู่การแยกตัวในทาง “การจัดตั้ง”
วันที่ 7 สิงหาคม จึงเท่ากับเป็นการเริ่มต้น”ใหม่”
เริ่มต้นใหม่ที่จะคิดต่างกับ “กปปส.” คิดต่างกับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ
สถานการณ์ของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จึงน่าหวาดเสียว

