หน้าแรก การเมือง พงศ์เทพ เทพกา...

พงศ์เทพ เทพกาญจนา ทำนายโหวต7สิงหา!

1.08.16 | 11:30 น.
พงศ์เทพ เทพกาญจนา

หมายเหตุ – นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์มติชนถึงกรณีการลงประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะมีขึ้นวันที่ 7 สิงหาคมนี้

สัมภาษณ์ โดย อรวรรณ หมอยาดี, รสสุคนธ์ สิงห์คำพุด

-มองอย่างไรเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัยฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)

ที่มาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องยอมรับว่าไม่ใช่ร่างรัฐธรรมนูญที่ได้มาด้วยวิธีที่ถูกต้อง และไม่ได้ร่างมาในบรรยากาศที่เป็นประชาธิปไตยรวมทั้งประชาชนมีส่วนร่วมน้อย จะเห็นว่าแนวความคิดที่อยู่เบื้องหลังร่างธรรมนูญแบบนี้จะออกมาคล้ายๆ กัน คือไม่เชื่อถือประชาชน อำนาจอธิปไตยก็จะไม่อยู่ในมือของประชาชนทั้งประเทศ แต่จะไปอยู่ในมือของคนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น หากว่ากันตามโครงสร้างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเห็นว่าอำนาจจะอยู่ในองค์กรอิสระ ฝ่ายตุลาการ ขณะที่ฝ่ายที่มาจากประชาชนมีอำนาจน้อยลง ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ตามวิถีทางที่ควรจะเป็น ทั้งนี้ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) อาจมีอำนาจในการตรวจสอบศาลและองค์กรอิสระเพราะว่าคนที่จะเข้ามาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกับองค์กรอิสระจะต้องได้รับความเห็นชอบจาก ส.ว. ซึ่ง ส.ว.เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ช่วง 5 ปีแรกจำนวนเกือบทั้งหมดของ ส.ว.มาจากการคัดเลือกของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พูดง่ายๆ ว่า ส.ว.ที่มีอำนาจสามารถสั่งเลือกคนไปทำหน้าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ เป็นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติได้ (ป.ป.ช.) ได้ สุดท้าย คสช.ก็เป็นคนเลือก เป็นผู้มีอำนาจเหนือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและกรรมการองค์กรอิสระทั้งหมด

คำถามคือคนเหล่านี้ที่ถูก คสช.เลือกเข้ามาจะสามารถทำงานที่ประชาชนให้ความเชื่อถือได้มากน้อยขนาดไหน เพราะที่ผ่านมาเราต่างพยายามคิดหาวิธีว่าจะทำอย่างไรให้คนที่มานั่งในองค์กรอิสระมีความเหมาะสม มีความสามารถ ซื่อสัตย์สุจริต เที่ยงธรรม เป็นที่ยอมรับ แต่ ส.ว.ที่มาจาก คสช.เลือกก็จะทำให้ประชาชนเชื่อถือได้สนิทใจยาก ไม่ใช่เฉพาะศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์อิสระในอนาคตเท่านั้น แต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและกรรมการองค์กรอิสระในปัจจุบันที่จะทำหน้าที่ต่างๆ หากเป็นไปตามร่างรัฐธรรมนูญนี้จะทำให้คนไม่สบายใจว่าคนเหล่านี้จะทำหน้าที่ได้อย่างเที่ยงตรงหรือไม่

Advertisement

– หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติ

คงมองไม่ค่อยเห็นอนาคตประเทศไทยมากนัก เพราะการบริหารประเทศโดยเฉพาะในโลกปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงเร็วมาก หลายอย่างที่เราคิดว่าจะเกิดขึ้นในโลกล้วนแล้วแต่ไม่ได้คาดคิดมาก่อนทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่นราคาน้ำมันโลก ซึ่งเดิมทีคนทั้งโลกคิดว่าน้ำมันยิ่งมีน้อย ยิ่งราคาแพง แต่วันนี้ราคาน้ำมันตก หรือในขณะที่ประชาคมอาเซียนกำลังดูตัวอย่างการบริหารงานของสหภาพยุโรป (อียู) ว่าเขาบริหารจัดการกันอย่างไร ปรากฏว่าขณะนี้ประเทศอังกฤษแยกตัวออกจากอียู

ดังนั้น เมื่อทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วไปหมด รัฐบาลในอนาคตที่จะเข้ามาทำงานหรือแข่งขันกับประเทศอื่นๆ จะต้องมีความคล่องตัวมากพอ เพราะถ้าเราขยับช้าหมายความว่าประเทศอื่นแซงคุณไปหมดแล้ว หรือสิ่งที่ทุกประเทศทราบดีว่าต้องปรับตัว แต่หากประเทศที่ 3 เดือนปรับได้ก็รอด ส่วนประเทศที่ 3 ปีค่อยปรับก็เจ๊งไป หากมองตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้รัฐบาลจะไม่มีความคล่องตัว เนื่องจากจะมีองค์กรอื่นๆ ที่ไม่ได้มาจากประชาชนคอยออกมาบอกว่านโยบายนี้รัฐบาลสามารถทำได้หรือไม่ ซึ่งจะเป็นปัญหาต่อการทำงานของรัฐบาลในอนาคต

นอกจากนี้จะเห็นว่าในแต่ละประเทศที่เขาจัดการบริหารกัน ไม่มีใครปฏิเสธแน่นอนว่าเราต้องแบ่งแยกอำนาจ แต่การแบ่งแยกอำนาจต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกันเพื่อให้เกิดความสมดุล หากอำนาจเอนไปอยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไปก็จะเกิดปัญหาในระบบ สิ่งที่อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อำนาจจะถ่วงไปที่ศาลและองค์กรอิสระซึ่งไม่มีความยึดโยงกับประชาชน แต่กลับมีอำนาจเหนือผู้ที่มาจากประชาชน ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาในอนาคตมากมาย เพราะหากเทียบร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้กับรัฐบาลปัจจุบันมี สนช.ที่พร้อมคอยสนองรัฐบาลอย่างรวดเร็ว แค่รัฐบาลต้องการอะไร สนช.ก็จัดให้ ซึ่งองค์กรอิสระก็ไม่ได้เข้ามาตรวจสอบอะไร

– หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่านประชามติ

จะเป็นการส่งสัญญาณที่ดีของประชาชนว่าพวกเขาต้องการรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย ต้องการให้อำนาจอยู่กับประชาชน ไม่ใช่อยู่กับคนเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น เพราะไม่มีใครจะมารักษาประโยชน์ของประชาชนได้ดีเท่ากับประชาชนเอง และต้องเป็นตัวส่งสัญญาณให้ผู้ที่รับผิดชอบไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามในการที่จะจัดให้มีรัฐธรรมนูญขึ้นมาใช้ เขาจะต้องจัดให้รัฐธรรมนูญให้มีแนวทางที่ประชาชนยอมรับ ไม่ใช่เอาฉบับที่เขาไม่รับ ผมเชื่อว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติแล้ว รัฐธรรมนูญที่จะยกร่างกันขึ้นมาใหม่ต้องดีและเป็นประชาธิปไตยกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัยแน่นอน

– อะไรที่จะบอกได้ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับต่อไปจะเป็นรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย

รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยจะต้องมาจากกระบวนการและบรรยากาศที่เป็นประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นหากจะให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้หมายความว่าจะต้องมีกระบวนการ ซึ่งรัฐธรรมนูญที่เราจะนำมาใช้เพื่อให้เกิดการเลือกตั้งหากร่างรัฐธรรมนูญของนายมีชัยไม่ผ่านประชามติ ก็ไม่ต้องไปสรรหามายกร่างใหม่แล้ว เพราะว่าเท่ากับคุณยกร่างมา 2 ครั้งแล้วแต่ก็ไม่สำเร็จ และดูจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เสนอให้นำรัฐธรรมนูญปี 2550 มาใช้ไปก่อน ซึ่งก็คิดว่าสามารถใช้ไปก่อนได้หรือจะใช้ฉบับปี 2540 ไปก่อนก็ได้ แล้วก็จัดให้มีการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2540 หรือ 2550 จากนั้นก็ทำกระบวนให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยโดยมีกระบวนการหาผู้ร่างโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง เราก็จะได้รัฐธรรมนูญฉบับที่ทุกคนยอมรับและดีจริง ซึ่งการยกร่างใหม่สามารถทำขึ้นได้หลังการเลือกตั้ง ไม่มีปัญหา ซึ่งจะตรงตามโรดแมปต่างๆ ที่วางไว้ พร้อมกับสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาจากรวดเร็ว

– มองกรณีรัฐบาลจะอยู่ต่อจนครบโรดแมปปี 2560 ไม่ว่ารัฐธรรมนูญนี้จะผ่านหรือไม่ผ่านประชามติ

หากร่างรัฐธรรมนูญของนายมีชัยผ่านประชามติ กระบวนการต่างๆ ที่นายมีชัยเขียนไว้นั้นล่าช้ามาก เช่น การยกร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ในมาตรา 267 ซึ่งใช้เวลาถึง 240 วัน หรือ 8 เดือน ทั้งๆ ที่กฎหมายพวกนี้มันมีอยู่แล้ว เพียงแค่แก้เล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ถ้าเป็นผมก่อนวันลงประชามติผมคงแก้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเสร็จหมดแล้วด้วยซ้ำไป ทั้งนี้เขาเขียนไว้ว่าต้องให้ สนช.พิจารณาอีก 60 วัน ซึ่งไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องเขียนไว้ยาวขนาดนี้ และเมื่อกระบวนเสร็จทั้งหมดถึงจะให้มีการเลือกตั้ง ส.ส. ให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน ซึ่งยาวนานมาก ปกติถามว่าหากยุบสภาต้องเลือกตั้งภายในเวลาไม่เกิน 60 วัน แต่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย แค่ร่างกฎหมายให้เสร็จก็ใช้เวลาถึง 150 วันแล้ว ทำไมต้องนานขนาดนั้น ผมจึงเชื่อว่าหากมีการยกร่างฯขึ้นมาใหม่ไม่มีใครเขาเขียนบทเฉพาะกาลยาวนานขนาดนี้แน่นอน

– เหตุผลที่ร่วมลงชื่อในเครือข่ายกลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใยซึ่งมีแกนนำสองพรรคใหญ่

เพราะผมเห็นด้วยกับข้อเสนอของเขามา 2 ครั้งแล้ว เช่น เรื่องการทำประชามติต้องให้ทุกฝ่ายได้มีโอกาสแสดงความเห็นอย่างกว้างขวาง ได้ฟังมุมมองจากคนอื่นๆ ในสังคมว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีหรือไม่ดีอย่างไร อย่างครั้งที่นายมีชัยมีแนวคิดจะนำระบบการเลือกตั้งที่เขตเขตหนึ่งมี ส.ส.หลายคน แล้วให้ประชาชนเลือกผู้สมัครได้คนเดียว ซึ่งถือเป็นระบบที่ไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง ญี่ปุ่นเขาเคยใช้ก็ยกเลิกไปนานแล้ว เพราะสร้างปัญหามาก และนายมีชัยก็มีท่าทีว่าจะเอาจริง แต่พอคนเริ่มวิจารณ์ก็เริ่มถอยเอง เพราะมันเป็นระบบที่ใช้ไม่ได้ ที่ถอยเพราะมีคนออกมาแสดงความเห็นว่าหากใช้ระบบนี้จะเกิดผลอะไร หรือความคิดอื่นๆ ที่นายมีชัยเสนอมาในตอนแรก สุดท้ายก็ไปไม่รอดเพราะพอคนวิจารณ์คุณก็ถอย ก็ไม่กล้าเดินหน้าต่อ

ส่วนการลงชื่อก็มีสมาชิกทั้งสองพรรคร่วมลงชื่อด้วยรวมถึงนายอภิสิทธิ์เองเพราะเห็นตรงกันว่าประชามติต้องเป็นประชามติที่คนมาลงได้รับข้อมูลข่าวสารครบทุกฝ่ายอย่างเต็มที่ก่อนตัดสินใจเลือก เป็นไปตามหลักสากล แต่ปรากฏว่าก็ไม่มีการตอบสนองอะไรจากฝ่ายผู้มีอำนาจเท่าไหร่ ซึ่งผมก็เข้าใจว่าถ้าเป็นรัฐบาลที่มาจากประชาชนแล้วมีคนมาเข้าชื่อกันแบบนี้เขาก็ต้องรับฟังเราบ้าง แต่รัฐบาลที่ไม่ได้มาจากประชาชนเขาก็คงไม่จำเป็นต้องฟังเสียงประชาชนอยู่แล้ว

– คาดว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติหรือไม่

ส่วนตัวเชื่อว่าไม่ผ่าน เพราะหากดูจากการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 มีพรรคการเมืองส่วนหนึ่งรับร่างดังกล่าวเช่นประชาธิปัตย์ ซึ่งขณะนั้นมีการรณรงค์กันได้เต็มที่ ส่วนฝ่ายที่ไม่รับก็คือพรรคไทยรักไทย โดยรัฐบาลสมัยนั้นคือรัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็น

นายกฯ ก็ไม่ได้ทำให้ประชาชนอึดอัดถึงกับต้องปิดโทรทัศน์หนี ทำให้คะแนนเกิดผลแพ้ชนะกันไม่มาก ส่วนคราวนี้แม้ว่าจะถูกปิดกั้นการแสดงความเห็น แต่ขณะเดียวกันกลยุทธ์ให้รับๆ ไปก่อน แล้วค่อยแก้ไขนั้นใช้ไม่ได้อีกต่อไปเพราะคนรู้แล้วว่าความจริงแก้ไขยาก และดูจากฝ่ายที่ไม่รับร่างก็มีจำนวนมาก เช่น พรรคเพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ฝั่งนายอภิสิทธิ์ นายชวน หลีกภัย อดีตนายกฯพรรคชาติไทยพัฒนาก็มีนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่เป็นบุคคลสำคัญของพรรคก็ประกาศไม่รับร่าง นักวิชาการที่ไม่ได้เข้าไปนั่งในกรรมการร่าง กลุ่มพันธมิตร ส่วนที่ประกาศรับร่างก็มีเพียงนายมีชัย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยเท่านั้นและจากการประเมินพบว่าเนื้อหารัฐธรรมนูญแย่กว่าประชามติปี 2550 มาก ทำให้โอกาสที่จะประชามติไม่ผ่านสูงมาก

แน่นอนว่าเมื่อผมไปลงประชามติในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ผมจะลงว่าผมไม่เห็นชอบในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และประชามติจะไม่ผ่านแน่นอน ผมรับประกันได้ ในสมัยที่ผมร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ผมพร้อมไปทุกเวที ใครก็ได้ที่เห็นต่างมาเลย ถกแถลงกันต่อหน้าประชาชนได้เสมอ เพราะเราเชื่อและมีเหตุผลที่ไม่มีวาระซ่อนเร้นสามารถอธิบายได้ว่าทำไมเราถึงยกร่างมาแบบนี้ แต่ผมแปลกใจว่ากรรมการร่างชุดนายมีชัยไม่ขึ้นเวทีชี้แจงประชาชนเลย ส่วนที่ให้เหตุผลว่าถึงถกเถียงกันไปก็ไปแก้ร่างไม่ได้แล้วนั้น ไม่เกี่ยว แต่เกี่ยวกับคนที่เขาจะรับหรือไม่รับร่างคุณต่างหาก ซึ่งการตัดสินใจก็ต้องดูว่าเหตุฝั่งไหนดีกว่ากัน ไอ้ที่คุณบอกว่ามาตราโน่นนี่นั่นดี ผมจะได้บอกว่ามันไม่ดีอย่างไร ถ้าคุณยังยืนยันก็จะได้บอกว่าไอ้พงศ์เทพมันพูดผิด จริงหรือไม่ เอาเหตุผลมาแสดงกัน