เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แสดงความเห็นทางการเมืองในเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า เรื่องเกี่ยวเนื่องกับการลงประชามติที่น่าสมเพชมาก 2 เรื่องเกิดต่อเนื่องกัน คือ กรณีที่อธิการบดีม.มหิดลเตือนอาจารย์โคทม อารียา และกรณีที่ผู้บริหาร ม.ขอนแก่น ขอให้นักศึกษาเลิกจัดงาน “พูดเพื่อเสรีภาพ”
ผมอ่านข่าวนี้จากหนังสือพิมพ์มติชนความว่า : นพ.อุดม คชินทร อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) กล่าวว่า ตามที่นายโคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มม. ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ส่งหนังสือตักเตือนมายังตน กรณีหน่วยงานในสังกัดวางตัวไม่เป็นกลางทางการเมืองกรณีประชามตินั้น ในนามผู้บริหารมหาวิทยาลัย คณบดี หัวหน้าส่วนงาน ขอแถลงว่า มม.สนับสนุนให้มีการแสดงประชามติอย่างเสรี เป็นธรรม และเคารพในดุลพินิจของทุกคนโดยไม่มีการชี้นำ การกระทำที่ไม่เหมาะสมของบุคคลบางส่วนในมหาวิทยาลัยในเรื่องประชามตินั้น มหาวิทยาลัยได้ตักเตือน และขอให้ยุติการกระทำแล้ว และได้แจ้งให้บุคคลกลุ่มนั้นทราบว่ามหาวิทยาลัยจะไม่รับผิดชอบต่อการกระทำในนามส่วนตัวของบุคคลนั้นๆ จึงเรียนมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน
ที่ว่าน่าสมเพชเพราะอาจารย์โคทม เป็นนักวิชาการและทำงานด้านประชาธิปไตยมาหลายสิบปี ทั้งยังทำงานด้านการแก้ปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธีมานาน ในการทำประชามติครั้งนี้อาจารย์และองค์กรของอาจารย์ก็พยายามหาทางทำให้การทำประชามตินี้เสรีและเป็นธรรม ส่วนตัวอาจารย์นั้นประกาศชัดเจนมาระยะหนึ่งแล้วว่าไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
จากสถานะดังกล่าวจึงไม่ควรมีประเด็นเรื่องเป็นกลางหรือไม่เป็นกลาง แต่ควรถือว่าอาจารย์โคทมและองค์กรของท่านซึ่งกำลังทำงานทางวิชาการนี้พึงมีเสรีภาพอย่างเต็มที่ อีกทั้งการทำประชามติก็เป็นกระบวนแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมโดยสันติวิธีที่สำคัญมาก การใช้องค์ความรู้ขององค์กรและตัวอาจารย์ย่อมเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างไม่ต้องสงสัย
อธิการบดีอาจไม่ค่อยเข้าใจในเรื่องการแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมที่องค์กรในสังกัดมหาวิทยาลัยของตนทำอยู่ แต่ก็ควรมีความรู้เรื่องเสรีภาพทางวิชาการบ้าง ส่วนที่อธิการบดีอาจยังไม่รู้เลยและคงเข้าใจผิดด้วย ก็คือ คงคิดว่ากกต.ชุดนี้เป็นกลาง
ต้องให้ข้อมูลอธิการบดีหน่อยว่ากกต.ชุดนี้ไม่ได้เป็นกลาง โดยเฉพาะกกต.สมชัยนั้น มักเลือกจับผิดตักเตือนหรือเอาเรื่องฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยอยู่เสมอๆ ความเห็นก็ไม่อยู่กับร่องกับรอย หาความน่าเชื่อถือได้ยาก
อธิการบดีจึงควรทำหน้าที่ยืนยันว่ามหาวิทยาลัยต้องมีเสรีภาพทางวิชาการและในการลงประชามติ คนทุกคนไม่ว่าจะสังกัดมหาวิทยาลัยหรือไม่ก็ต้องมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่
ส่วนกรณีที่ผู้บริหาร ม.ขอนแก่น ขอให้นักศึกษาเลิกจัดงาน “พูดเพื่อเสรีภาพ” ก็แย่ไม่แพ้กัน มหาวิทยาลัยควรส่งเสริมให้มีการเสวนาแลกเปลี่ยนความเห็นให้มากๆ ไม่ควรใช้ข้ออ้างว่าต้องวางตัวเป็นกลางมาอยู่เหนือเสรีภาพทางวิชาการและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ผู้บริหารน่าจะรู้อยู่แล้วว่า โดยทั่วไปมีแต่ฝ่ายสนับสนุนร่างที่เกือบจะพูดอยู่ฝ่ายเดียว ในกรณีนี้หากจะให้ผู้จัดเชิญทุกฝ่ายก็ทำได้ ฝ่ายไหนไม่มาก็ถือว่าสละสิทธิ์ พอมาขัดขวางการแสดงความเห็นเช่นนี้จึงกลายเป็นทางมหาวิทยาลัยนอกจากไม่ยึดมั่นในหลักการเสรีภาพทางวิชาการแล้ว ยังไม่เป็นกลางเสียเองด้วย
วันนี้ขอใช้สิทธิคนเคยทำงานด้านการศึกษาหน่อยครับ

