สนิมเกิดแต่เนื้อในตน : สมหมาย ปาริจฉัตต์
ฝ่ายคัดค้านการเคลื่อนไหวของนักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชนปลดแอก กล่าวหาฝ่ายที่เรียกร้องให้รัฐบาลหยุดคุกคามฝ่ายเห็นต่าง ร่างรัฐธรรมนูญและยุบสภา ว่า เป็นเครื่องมือของมหาอำนาจสหรัฐอเมริกา เพราะไม่พอใจการดำเนินนโยบายต่างประเทศของไทย เล่นไพ่จีนมากเกินไป ทำให้สหรัฐเสียประโยชน์ จึงต้องหาทางสนับสนุนฝ่ายต่อต้านเพื่อล้มรัฐบาล
วิเคราะห์เจาะลึกด้วยสายตานักการต่างประเทศว่าเป็นเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ การต่อสู้ช่วงชิงการนำของประเทศมหาอำนาจโลก แทรกแซงกิจการภายในของไทย
ฟังแล้วเคลิ้ม อดเผลอเห็นคล้อยตามไปด้วยไม่ได้ แต่เมื่อมองอีกมุม กลับคิดถึงภาษิตไทยที่ว่า สนิมเกิดแต่เนื้อในตน เหตุปัจจัยที่ส่งผลต่อสถานการณ์ต่างๆ มีทั้งเงื่อนไขภายใน กับเงื่อนไขภายนอก หากปัจจัยภายในไม่เอื้ออำนวย ไม่เน่าในเสียอย่าง ปัจจัยภายนอกก็ยากที่จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้ง่ายๆ
มุมมองด้วยทฤษฎีการเมืองโลก เห็นว่า นักเรียน นักศึกษา ประชาชนตกเป็นเหยื่อ เพราะไม่ทันเกมของต่างชาติ แทนที่จะฟังและเชื่อคนไทยด้วยกันเอง กลับไปฟังและเชื่อคนอื่น
คิดมุมกลับก็มองต่างได้อีก แล้วทำไม ผู้นำไทย ผู้หลักผู้ใหญ่ ทั้งหลายไม่สามารถอธิบายขยายความให้เยาวชน คนรุ่นใหม่ เชื่อ และคล้อยตามได้เล่า
คนยุคเก่าต่างหาก ไม่มีปัญญาทำให้เด็กเชื่อถือ และทำตาม
เหตุสำคัญ เพราะคำพูดกับพฤติกรรม การกระทำตรงกันข้าม เด็กยุคใหม่มีการศึกษา แสวงหาความจริงได้ด้วยตัวเอง ไม่ได้โง่ เซ่อและแสนทราม อย่างที่หลายคนหมิ่นแคลนพวกเขานะครับ
กรณีอื้อฉาวหลายต่อหลายเรื่องที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมา ล่าสุด คุกมีไว้ขังคนจน ขับรถชนคนตายไม่ถูกฟ้อง การปฏิบัติสองมาตรฐาน ความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม คงดำรงอยู่อย่างแน่นหนา ทำให้คนยุคใหม่ไม่ยอมรับบทบาทของคนยุคเก่าที่นำพาประเทศ
อยู่ขณะนี้ ซึ่งมีชะตากรรมของพวกเขาเป็นเดิมพันอยู่ด้วย
ปัจจัยภายในหลายมาตรฐานเหล่านี้ ล้วนเป็นสาเหตุหลักของการชุมนุมเรียกร้องที่ขยายตัวไปจนถึงเด็กนักเรียน เพราะไม่มีความมั่นใจต่ออนาคตของตัวเอง และสังคมไทยโดยรวม
กล่าวเฉพาะทางการเมือง ถ้ากระบวนการทางการเมืองมีความเป็นประชาธิปไตยเท่าที่ควร ไม่ร่างกติกาที่บิดเบี้ยว เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มอำนาจนิยมได้เปรียบฝ่ายอื่นๆ ประเด็นปัญหาคงไม่ร้ายแรง รวดเร็วถึงขนาดนี้ ใช้ได้ไม่นานก็ต้องยอมรับความจริง แก้ไขให้สอดคล้องกับสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่
ท่าทีของผู้นำรัฐบาลตอนแรกยืนยันหลักการให้มีการแก้ไข แต่เมื่อถึงเวลาลงมือทำจริง โยนให้เป็นเรื่องของพรรคร่วมรัฐบาล ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงของโครงสร้างรัฐบาล ไม่ใช่มีแต่พรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้น แต่มีนายกรัฐมนตรีเป็นองค์ประกอบที่สำคัญด้วย
การไม่ยอมรับเป็นเจ้าภาพเสนอร่างแก้ไขในนามรัฐบาลโดยตรง จึงไม่ต่างกับการลอยตัว เพื่อให้เกิดภาพที่ว่าผู้นำรัฐบาลมีความเป็นประชาธิปไตย ไม่ชี้นำ กดดัน แต่รับฟังเสียงส่วนใหญ่ว่าอย่างไร ก็ให้เป็นไปในทำนองนั้น
วางตัวเป็นกลาง ไม่มีส่วนได้เสีย ไม่เลือกข้างใดข้างหนึ่ง ว่างั้นเถอะ
การเลือกกำหนดท่าที ไม่ประกาศจุดยืน ความคิดของตัวเองออกมาต่อสาธารณะอย่างชัดเจน เป็นสิทธิและทางเลือกที่สามารถทำได้ก็ตาม
แต่แนวทางที่ว่ากลับทำให้เกิดความคลุมเครือ ไม่ชัดเจน ว่า นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำและองค์ประกอบที่สำคัญของรัฐบาล คิดอย่างไร
ทำให้ฝ่ายเรียกร้องแก้ไขรัฐธรรมนูญกล่าวหาว่า นายกรัฐมนตรีได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญฉบับเพื่อพวกเรา จึงไม่ยอมเสียประโยชน์ที่เคยได้รับมา และอาจจะได้ต่อไปอีก หากการแก้ไขไม่สำเร็จ หรือมาตราที่เป็นประโยชน์กับตัวเองยังคงอยู่
หากเลือกแนวทางประกาศจุดยืนชัดเจน โดยเฉพาะมาตราที่ว่าด้วยอำนาจวุฒิสมาชิกในการเลือกนายกรัฐมนตรี ก็เท่ากับตัดโอกาสของตัวเอง หากได้รับการเสนอให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง
การตัดสินใจไม่ประกาศจุดยืนในเรื่องสำคัญที่ตัวเองมีส่วนได้เสียโดยตรง ภายใต้แนวคิดไม่ตัดสินใจคือตัดสินใจ เป็นการตัดสินใจที่ถูกหรือผิด
การคลี่คลายหรือลุกลามบานปลายของการชุมนุมที่จะจบลงอย่างไร จะเป็นคำตอบในที่สุดว่า พล.อ.ประยุทธ์ และกุนซือทางการเมืองคิดถูกหรือผิด ซึ่งสุ่มเสียงต่อความรุนแรงอย่างน่ากังวลทีเดียว

