“แกนนำ นปช.” เยี่ยม “ทัศนีย์” ที่มทบ.11 พรุ่งนี้นำตัวไปกองปราบฯ “เต้น” ขอผู้มีอำนาจหยุดรำแก้บน ชี้ เวทีดีเบตเกิดหลังจากการจับกุม-สร้างความกลัว ส่วนปมบุกบ้านอดีตส.ส.กาฬสินธุ์ “ตู่” ชี้ ไม่มีประโยชน์-คนไม่กลัว
เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 1 สิงหาคม ที่มทบ.11 แกนนำนปช. นำโดยนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานนปช. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการนปช. และนางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธานที่ปรึกษานปช. เดินทางมาเยี่ยม น.ส.ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ รองนายกอบจ.เชียงใหม่ โดยนายจตุพร กล่าวว่า ทราบเบื้องต้นว่าพรุ่งนี้จะครบกำหนด 7 วันทางทหารจะส่งตัวน.ส.ทัศนีย์ และคณะ ไปกองปราบฯ จากนั้นคนของตำรวจภูธรภาค 5 จะรับตัวไปฝากขังที่ศาลทหารจังหวัดเชียงใหม่ต่อ ซึ่งขั้นตอนตรงนี้ผู้ถูกกล่าวหาจะสามารถใช้สิทธิประกันตัวได้ ทั้งนี้ สำหรับน.ส.ทัศนีย์ วันนี้กำลังใจเข้มแข็งขึ้นตามลำดับ เมื่อเธอออกมาชีวิตของเธอจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปเพราะชาวเชียงใหม่และประชาชนที่รักในประชาธิปไตยจะยกย่องเธอ
นายจตุพร กล่าวว่า วันพรุ่งนี้ (2 สิงหาคม) เวลา 10.00 น. พวกตนทั้ง 19 คน จะเดินทางไปที่กองปราบฯ ในคดีเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติ ซึ่งพวกตนได้นัดหมายกันพร้อมแล้วที่จะไปตามหมายเรียก โดยอัตราโทษปกติ 6 เดือนพนักงานจะอนุญาตให้ประกันตัวหรือปล่อยตัว เพราะผู้ต้องหามามอบตัว แต่ก็ทราบมาว่ามีความพยายามที่จะส่งพวกตนไปยังศาลทหารซึ่งพวกตนก็พร้อมที่จะไป อย่างไรก็ตาม สำหรับสถานการณ์ในการทำประชามติ หากทางกลไกรัฐไม่รู้สถานการณ์ความเป็นไปว่าฝ่ายใดประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญก็เป็นไปได้ยากที่รัฐธรรมนูญจะผ่านไปได้ วันนี้ไม่มีพรรคการเมืองใดประกาศรับร่างแม้แต่พรรคการเมืองเดียว จะมีก็แต่พวกที่หวังได้รับการแต่งตั้งเป็นส.ว.เท่านั้น นอกจากนี้กรณีที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. บอกจะส่งสำเนามายังตนเรื่องการใช้มือถือบันทึกภาพในวันลงประชามติ ก็ไม่รู้ว่าจะอย่างไร แต่วันนี้วันที่ 1 สิงหาคม ต้นยังเชื่อห้าสิบห้าสิบว่าประชามติจะไม่เกิด ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ จะต้องยืนยันให้ชัดเจนว่า ไม่ว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรจะต้องให้มีการทำประชามติ และต้องไม่ขัดขวางประชาชนที่จะตรวจสอบ ทั้งนี้ ฝ่ายตนต้องการทำประชามติ 100% และต้องการเดินไปถึงวันนั้น
ด้านนายณัฐวุฒิ กล่าวว่า โค้งสุดท้ายก่อนการลงประชามติตนขอเรียกร้องให้รัฐบาล คสช. และผู้มีอำนาจ ยุติการกระทำที่เหมือนกับการรำแก้บนว่าเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ดีเบตแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะเวทีที่ให้กระทรวงมหาดไทยไปดำเนินการนั้นเกิดขึ้นหลังจากที่มีการจับกุม คุมขังคนเห็นต่างจนเกิดความหวาดกลัว ดังนั้นความจริงใจของผู้มีอำนาจในการเปิดเวทีได้ยุติไปนานแล้วว่าไม่มี อย่างไรก็ตาม เมื่อมีคนประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญมากขึ้น ก็น่าสนใจ พื้นที่ภาคใต้ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กับกปปส. ที่เห็นต่างกันนั้น จะเป็นอย่างไร ถ้าผลออกมาว่าไม่รับ แปลว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคปชป. และนายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรค ยังคงการนำในพื้นที่อยู่ แต่ถ้ารับก็เท่ากับว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิกปปส. ได้ช่วงชิงการนำจากพรรคปชป.ไปแล้ว ซึ่งในภาคเหนือ และภาคอีสาน ที่เป็นพื้นที่ของพรรคเพื่อไทย (พท.) ก็เช่นกัน รวมไปถึงผลการลงประชามติรวมทั้งประเทศที่จะชี้ว่า ระหว่างเผด็จการกับประชาธิปไตยประชาชนจะเลือกทางใด
“ถ้าผลออกมาว่า รับก็เป็นไปตามโรดแมป แต่ถ้าผลออกมาว่าไม่รับก็มีข้อสรุปอยู่ 3 ประการคือ 1. กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญโดยคสช. เป็นร่างที่ 3 ไม่มีความชอบธรรมอีกต่อไป 2.มาตรา 35 ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว ก็ไม่มีความชอบธรรมในการบังคับใช้ และ 3. ผู้มีอำนาจต้องทบทวนว่ายังมีความชอบธรรมที่จะคงอำนาจหรือควรมีคำตอบที่ดีกว่า เพื่อไปสู่ประชาธิปไตยให้กับประชาชน เราต้องการให้คสช.เผชิญหน้ากับความจริง และอย่าหนีความจริง ขอให้เดินไปถึงวันที่ 7 สิงหาคม เพราะวันนี้ไม่มีใครต้องการคว่ำการทำประชามติ และไม่ต้องมาระแวงพวกตน นอกจากนี้ขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการทำประชามติ ไม่ว่าจะเป็น กกต. ตำรวจ ทหาร ที่เมื่อมีคนเห็นต่างก็จับกุมเข้มข้น แต่สำหรับคนที่บิดเบือนเนื้อหาสาระในร่างรัฐธรรมนูญ เช่นกรณีที่นายกสภาทนายความไปแจ้งความ กลับไม่มีความคืบหน้า แล้วจะให้ประชาชนมั่นใจได้อย่างไรว่าประชามติจะเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ ยุติธรรม” นายณัฐวุฒิ กล่าว
เมื่อถามถึงกรณีการบุกค้นบ้านอดีตส.ส.กาฬสินธุ์ พรรคพท. นายจตุพร กล่าวว่า ถือเป็นการคุกคามอย่างหนึ่ง ซึ่งตนมองว่าไม่เป็นประโยชน์อะไรต่อคสช.เลย ยิ่งใช้อำนาจในทางที่ไม่ชอบเท่าไหร่ประชาชนยิ่งจะไปใช้สิทธิในวันที่ 7 สิงหาคม มากเท่านั้น เรื่องนี้เหมือนเป็นการเขียนเสือให้วัวกลัว แต่คนไม่ใช่วัวจึงไม่กลัว เค้ารอเวลาที่จะแสดงความกล้าหาญเท่านั้น

