‘มีชัย’ถามกลับ ‘มาร์ค’ตรงไหนที่อ่อนแอ เตือนอย่าคิดว่ามีแต่คนต่างพวกที่ถูกขึ้นศาล

1.08.16 | 16:44 น.

“มีชัย” เตือน “มาร์ค” อย่าคิดว่ามีแต่คนต่างพวกที่ถูกขึ้นศาล ขู่ ระวังคนที่ชอบโดนบ้าง ถึงวันนั้นจะขอบคุณ กรธ.ที่ให้สิทธิอุทธรณ์คดี เชื่อ ปชช. คิดเองได้-ไม่สนวาทกรรมพรรคการเมืองชี้นำ

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 31 กรกฎาคม ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แนวโน้มสถานการณ์ขณะนี้ กรธ.พยายามให้ประชาชนทุกคนได้เห็นในเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญมากที่สุด ซึ่งกระทรวงมหาดไทยอาสาช่วยเหลือในเรื่องนี้ ทั้งนี้ ยอมรับว่า 40 ล้านครอบครัวต้องมีตกหล่นบ้าง แม้แต่ญาติของตนซึ่งได้รับใบแจ้งว่า เป็นผู้มีสิทธิลงประชามติก็ไม่มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อ จึงต้องแจ้งเรื่องที่เขตให้ดำเนินการกันต่อไป สำหรับความเห็นจากแกนนำพรรคการเมืองที่ออกมา จะมีผลต่อคะแนนประชามติหรือไม่นั้น มองว่า เดาได้ยาก แต่สังเกตว่า ยุคปัจจุบันผู้คนมีช่องทางรับรู้ข่าวสารมากขึ้น สามารถทำหน้าที่สื่อระหว่างกันเองได้ไม่แพ้สื่อมวลชนกระแสหลัก ดังนั้น อย่าประมาทความรู้สึกนึกคิดของประชาชนตรง เพราะเขาคงไม่เดินตามใครง่ายๆ

เมื่อถามว่า ความเห็นว่าตอนนี้มีการสร้างวาทกรรมกันมากขึ้นเรื่อยๆ นายมีชัย กล่าวว่า ไม่ใช่แค่สร้างวาทกรรมอย่างเดียว แต่สร้างสิ่งที่ทำให้เกิดความสงสัย เชิงหลอกลวงกับประชาชน คนที่บิดเบือนเรื่องเหล่านี้ใจร้าย หลอกลวงประชาชนที่เขาไม่ค่อยได้อ่านร่างรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่ต้น ส่วนกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) วิจารณ์ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้กลไกในการปราบโกงอ่อนแอลง ตนขอถามว่า ตรงไหนที่อ่อนแอ ขนาดอดีตคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ยังมาต่อว่า กรธ.จงใจเขียนเนื้อหาเพื่อเล่นงานนักการเมือง ซึ่งตนขอเรียนว่าไม่ใช่ เพราะ ป.ป.ช.ยังอยู่ และมีอำนาจปราบข้าราชการมากขึ้น ไม่ใช่แค่ปราบนักการเมืองเพียงอย่างเดียว

นายมีชัย กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องการอุทธรณ์ในคดีทุจริตในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น ที่มาที่ไปมาจากความตกลงระหว่างประเทศที่ทำกันมาในปี 2539 ใช้ต่อมาถึง 2540 ต่อมาเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ออกมา เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้น ก็เริ่มเขียนเหมือนอุทธรณ์ได้ แต่ความจริงไม่ใช่การอุทธรณ์ เพราะต้องหาพยานหลักฐานใหม่ เพื่อให้ศาลพิจารณาเพิ่มเติม ส่วนร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ. ในร่างแรก กรธ.เขียนว่า อุทธรณ์ได้เฉพาะข้อกฎหมาย แต่มาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยื่นข้อเสนอมาว่า ขอแก้ตรงนี้เพื่อให้เป็นไปตามหลักสากล โดยพิจารณาได้ทั้งข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย ขอเรียนว่า การบัญญัติแบบนี้นั้นไม่ได้คิดจะเล่นงานใครโดยเฉพาะเจาะจง แต่เพื่อให้เป็นไปตามหลักสากล ร่างรัฐธรรมฉบับนี้ต้องการให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

“รัฐธรรมนูญในปี 2550 มีหลายคดีที่ศาลฎีกาตัดสินว่าไม่ผิด ก็หงายหลังกัน เพราะคนทั่วไปก็รู้สึกว่าน่าจะผิด คราวนี้ กรธ.จึงเขียนว่าให้สามารถอุทธรณ์ได้ในชั้นศาลฎีกา แผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ผ่านมาศาลฎีกาเห็นว่า หลักฐานอ่อนก็ยกประโยชน์ให้จำเลย เรามีสิทธิอุทธรณ์ได้เพื่อให้พิจารณาได้อีกชั้นศาล เรื่องนี้ถือว่าเป็นไปตามระบบยุติธรรมตามหลักสากลที่ เราไปเซ็นกับเขาไว้ ซึ่ง กรธ.ได้นึกถึงตอนร่างรัฐธรรมนูญ อย่านึกว่าคนที่เราไม่ชอบจะเป็นพวกเดียวที่ไปสู่ศาลได้ วันดีคืนดี คนที่เราชอบ ก็อาจจะไปที่ศาลนั้นได้เหมือนกัน ทุกคนในวงการเมืองก็มีโอกาสไปสู่ศาลนั้นได้ทั้งนั้น พอถึงวันนั้นอาจจะนั่งนึกขอบคุณ กรธ.ก็ได้ ว่า เราได้คิดมาไกลเผื่อเขา” ประธาน กรธ.กล่าว

Advertisement

เมื่อถามว่า ท่าทีพรรคปชป. จะเป็นผลร้ายต่อการลงคะแนนออกเสียงประชามติหรือไม่ นายมีชัยกล่าวว่า เชื่อว่าประชาชนตัดสินบนพื้นฐานของประโยชน์ส่วนรวมมากกว่า ประชาชนต้องเข้าใจว่ารัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้บังคับใช้กับประชาชนอย่างเดียว แต่บังคับใช้กับนักการเมืองด้วย เพราะฉะนั้นถ้าจะเชื่อนักการเมืองเพียงอย่างเดียวโดยไม่สนใจเนื้อหา ก็อาจจะอันตรายได้ เพราะนักการเมืองถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียกับร่างรัฐธรรมนูญด้วย ทั้งนี้ ตนไม่เชื่อว่าร่างรัฐธรรมนูญจะนำไปสู่ความขัดแย้งในอนาคต แต่ถ้าหากทุกฝ่ายคิดตรงกันว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะนำไปสู่ความขัดแย้ง เขาก็สามารถแก้รัฐธรรมนูญได้ อย่างไรก็ดี เมื่อผลประชามติจะออกมาอย่างไรก็ตาม กรธ.ก็ควรสบายใจ เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรต้องทำใจ ถือว่าประชาชนได้ตัดสินใจแล้ว

ต่อข้อถามว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นการต่อสู้ระหว่างประชาชนกับนักการเมืองได้หรือไม่ นายมีชัย กล่าวว่า ที่ผู้สื่อข่าวพูดมาก็ดี แต่ว่าอย่าพูดเลย จะทำให้บ้านเมืองแตกแยก

ขณะที่ นายอุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ. กล่าวถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ วิจารณ์การยกเลิกอำนาจถอดถอนนักการเมืองของส.ว. อาจทำให้การป้องกันทุจริตอ่อนแอว่า กระบวนการลงมติถอดถอนโดย ส.ว.เป็นมาตราทางกฎหมายและการเมือง ซึ่งที่ผ่านมาไม่เกิดประสิทธิภาพ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองถูกถอดถอนเพียง 2 ครั้ง และครั้งหนึ่งมาจากมติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ไม่ใช่ระบบรัฐสภาตามปกติ ซึ่งกรธ.ก็ไม่ได้ยกเลิก แต่มองว่า การถอดถอนควรเป็นกระบวนการทางกฎหมาย จึงมอบให้ศาลดำเนินการ เพื่อให้สังคมสบายใจและมีประสิทธิภาพมากขึ้น กว่าการใช้กระบวนการทางการเมือง