หน้าแรก การเมือง บทนำ : บทเรีย...

บทนำ : บทเรียน‘อัครา’

1.09.20 | 13:19 น.

การใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ปิดเหมืองทองคำของบริษัทอัครารีซอร์สเซส เมื่อปี 2559 มีผล 1 ม.ค. 2560 ทำให้บริษัทคิงส์เกตแห่งออสเตรเลีย ขอเรียกค่าชดเชยจากรัฐบาล แต่ไม่เป็นผล จึงนำเรื่องเข้าฟ้องร้องต่ออนุญาโตตุลาการ เรียกค่าเสียหาย 750 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 2.2 หมื่นล้านบาท รัฐบาลไทยได้ใช้บริษัทกฎหมายของสหรัฐอเมริกาต่อสู้คดี คาดว่าอนุญาโตตุลาการจะตัดสินคดีนี้ ปลายปี 2563 หรือต้นปี 2564

เหตุผลในการปิดเหมืองทองคำ เนื่องจากประชาชนในพื้นที่ร้องเรียนว่ารับกระทบจากมลพิษจนเจ็บป่วย อย่างไรก็ตาม พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ ระบุในเฟซบุ๊กว่าคำชี้แจงของหน่วยงานกระทรวงอุตสาหกรรม เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2563 ที่ห้องประชุมงบประมาณ รัฐสภา ระบุว่าคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ลงพื้นที่และตรวจสอบ แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าปัญหาที่เกิดกับประชาชนในพื้นที่เกิดจากเหมืองหรือไม่ รัฐบาลในขณะนั้นต้องการปกป้องสุขภาพประชาชนในพื้นที่จึงใช้อำนาจตามมาตรา 44 สั่งปิดเหมืองแร่ทั่วประเทศเป็นการชั่วคราว เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและหาแนวทางแก้ไขปัญหาต่อไป

การที่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าปัญหาที่เกิดกับประชาชนในพื้นที่เกิดจากเหมืองหรือไม่ แต่มีการใช้มาตรา 44 ปิดเหมือง เป็นจุดอ่อนสำคัญของข้อพิพาทเหมืองทองอัครา และเมื่อบริษัทต่างชาตินำข้อพิพาทเข้าอนุญาโตตุลาการ ประเทศไทย ต้องต่อสู้คดี โดยใช้เงินงบประมาณ 2 ปีติดต่อกัน เป็นเงิน 270 ล้านบาทเศษ และในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2564 ตั้งไว้อีก 111 ล้านบาทเศษ

การปกป้องสุขภาพของประชาชนมีความจำเป็น แต่ต้องดำเนินการด้วยความชอบธรรม ผลการวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการจะเป็นอย่างไรก็เรื่องหนึ่ง แต่พิสูจน์ให้เห็นปัญหาของการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ที่ไม่สามารถตรวจสอบหรือโต้แย้งได้ แต่ในต่างประเทศกลับตรงกันข้าม ที่น่ากังวลคือ หากมีคำวินิจฉัยออกมาในทางที่ประเทศเสียประโยชน์ จะเกิดข้อถกเถียงอีกว่าใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ และรับผิดชอบได้จริงหรือไม่