หมายเหตุ – ความเห็นจากผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เกี่ยวกับปัญหางบประมาณไม่เพียงพอต่อการบริหารงานที่กำลังเผชิญอยู่ และแนวทางการแก้ปัญหา รวมทั้งข้อเสนอแนะถึงรัฐบาลในการแก้ปัญหา
ธีรศักดิ์ พานิชวิทย์
แกนนำเครือข่ายองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แห่งประเทศไทย
เลขาธิการพรรคพลังท้องถิ่นไท
รัฐบาลควรเร่งชดเชยรายได้ที่ขาดหายไปของเทศบาลและ อบต.ขนาดเล็ก เนื่องจากการจัดเก็บรายได้ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของ อปท.ต่ำกว่าเป้าหมาย มาจากนโยบายของรัฐบาล นอกจากนั้น หลายปีที่ผ่านมายังมีปัญหาจากประเมินรายได้ อปท.สูงเกินจริง ทำให้มีการลดงบอุดหนุนรายปี จากการประเมินว่า อปท.จะมีฐานรายได้เพิ่มจากการเก็บภาษีบางประเภท แต่ในสถานการณ์จริงไม่เป็นไปตามที่สำนักงบประมาณคาดการณ์ล่วงหน้า ดังนั้นในภาวะที่ อปท.ทั่วประเทศขาดรายได้ รัฐบาลต้องชดเชยอย่างเร่งด่วน ด้วยวิธีการที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้ อปท.มีผลกระทบกับการประมาณการรายรับในการจัดทำงบประมาณในปี 2564 โดยเฉพาะฐานรายจ่ายประจำที่กำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ 40
ปัญหาครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่เป็นวิกฤตรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่มีการจัดตั้ง อบต.มา เคยมีบางรัฐบาลปรับลดฐานการเก็บภาษีนิติกรรมที่ดิน แต่ไม่กระทบมาก เพราะขณะนั้น อปท.ยังมีรายได้จากภาษี
โรงเรือนและที่ดินในอดีต แต่หลังจากนั้นรัฐบาลมีการจัดสรรงบชดเชยให้ 20,000-30,000 ล้านบาท
ขณะที่การแก้ไขปัญหาระยะยาว รัฐบาลควรวางแนวทางจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้ชัดเจน เพื่อให้ อปท.จัดเก็บภาษีได้จริง ไม่มีอุปสรรคจากหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เพราะปัญหาที่ อปท.จัดเก็บไม่ได้ ไม่ได้เกิดจาก อปท.ไร้ประสิทธิภาพ หรือมาจากสถานการณ์โรคโควิด-19 แต่มาจากความไม่พร้อมของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง และการคำนวณกระทบฐานรายจ่ายของผู้เสียภาษี รัฐบาลจึงรับข้อเรียกร้องให้ชะลอการจ่าย ขณะที่ อปท.ต้องเตรียมการเพื่อประมาณการรายได้ในอนาคตตามฐานรายรับ แต่ภาษีที่รัฐบาลจัดสรรให้กับภาษีที่ อปท.จัดเก็บเองมีผลกระทบกับรายจ่ายประจำ ดังนั้นขอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหานี้ เพื่อไม่ให้ อปท.นำบุคลากรบางส่วนออกจากหน่วยงาน เนื่องจากไม่มีงบจ่ายค่าตอบแทน หรือหากมีการฝ่าฝืน อปท.แห่งนั้นก็มีความผิดในการจัดทำงบ อาจเข้าข่ายละเว้นในการปฏิบัติหน้าที่
สำหรับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นที่มีหน้าที่กำกับดูแล อปท. ยังไม่มีการนำข้อเสนอเพื่อสะท้อนปัญหาและแนวทางแก้ไขระยะสั้น ระยะยาว ผ่านกระทรวงมหาดไทยไปถึงรัฐบาล ทั้งที่หลายฝ่ายเสนอมานานแล้วว่า การลดเพดานการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเหลือ 10% หรือแนวทางการชะลอการจ่ายภาษีจะมีผลกระทบ แต่ผู้บริหารกรมส่งเสริมฯไม่เคยออกมาชี้แนะแนวทางชัดเจนกับสังคมสาธารณะ
ส่วนแนวทางที่ขอให้ อบต.ออกระเบียบเพื่อกู้เงินจากสถาบันการเงินได้หรือไม่ ทุกอย่างรัฐบาลสามารถทำได้ แต่กลับนิ่งเฉยปล่อยให้ อปท.เผชิญชะตากรรมโดยไม่มีอนาคต เบื้องต้นรัฐบาลสามารถชดเชยฐานภาษีให้ อปท.จากเงินกู้ 4 แสนล้าน เพราะเงินที่ขาดหายไปในระบบ 5.3 หมื่นล้านบาท ส่วนหนึ่ง อปท.ถือเป็นงบลงทุน ต้องนำไปพัฒนาและถูกนำไปคำนวณในฐานจีดีพีของประเทศ เมื่อไม่มีงบการสร้างถนน หรือสร้างสะพาน ก็ต้องแจ้งยกเลิก ต้องกันเงินที่เหลือไว้เป็นรายจ่ายประจำ ปัจจุบันการใช้งบสะสมของ อปท.มีข้อจำกัดในบางประการ ผมไม่เห็นด้วยกับการขยายเพดานการใช้งบประจำให้เกินร้อยละ 40 ตามระเบียบที่กำหนดไว้ เพราะสร้างภาระให้ อปท.เพิ่มขึ้นอีกในอนาคต และทำให้รัฐบาลลอยตัวอยู่เหนือปัญหาเหมือนเดิม
ทัศนัย บูรณุปกรณ์
นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่
การแพร่ระบาดโควิด ส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ท้องถิ่น เป็นปัญหามาครึ่งปีแล้ว ท้องถิ่นส่วนใหญ่รายได้ลดลงกว่า 80-90% ประกอบกับรัฐให้ขยายเวลาเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในเดือนกันยายน ออกไปอีก 1 เดือน ทำให้เก็บภาษีไม่ได้ตามเป้า ภาษีที่ดิน สิ่งปลูกสร้างหรือโรงเรือนเป็นรายได้หลักท้องถิ่น ส่วนนมโรงเรียนและอาหารกลางวันนักเรียน รัฐลดเงินอุดหนุน 20% ทำให้ท้องถิ่นต้องสมทบเพิ่ม ไม่สามารถใช้งบท้องถิ่นไปช่วยเหลือนักเรียนสังกัดหน่วยงานอื่นได้ เพราะผิดระเบียบ หรือไม่มีระเบียบรองรับ ต้องใช้งบของใครของมัน
ส่วนเรื่องบุคลากรท้องถิ่น เทศบาลนครเชียงใหม่มีพนักงานและลูกจ้างกว่า 1,300 คน ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีนโยบายไม่รับเพิ่ม ยกเว้นตำแหน่งที่มีความจำเป็นเพื่อบริการประชาชน หากมีพนักงานลาออก หรือเกษียณ 10 คน รับทดแทนตำแหน่งเดิมเพียง 5 คน หรือ 50% เท่านั้น แต่ไม่มีการปลดพนักงานออก เพราะยังอยู่ในกรอบที่สามารถควบคุมได้ แต่อีก 2 ปีข้างหน้าหากท้องถิ่นไม่มีรายได้เพิ่ม อาจส่งผลกระทบต่อพนักงานและลูกจ้างได้
ปัญหาท้องถิ่น คือการไม่กระจายอำนาจ ทั้งอำนาจหน้าที่ โครงสร้างภารกิจ บุคลากร และงบประมาณ มีระเบียบควบคุมไม่ให้ท้องถิ่นหารายได้เพิ่ม เช่น ห้ามลงทุนซื้อพันธบัตรรัฐบาล ให้อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าสถาบันการเงินทั่วไป, ห้ามใช้เงินสะสมเป็นทุนสำรองสถานธนานุบาล หรือโรงจำนำ เพื่อให้บริการประชาชน การลงทุนดังกล่าวไม่มีความเสี่ยง มีผลตอบแทนที่ดี เพื่อนำเงินมาพัฒนาท้องถิ่น ดังนั้นรัฐต้องปลดล็อก หรือเปิดช่องให้ท้องถิ่นหารายได้เพิ่ม เพื่อช่วยเหลือและพึ่งตัวเองแบบยั่งยืน ไม่เป็นภาระรัฐบาลมากขึ้น หากเกิดความเสียหายผู้บริหารท้องถิ่นต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว เพราะสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) คงไม่ยอม ทุกวันนี้รัฐโอนงบให้ท้องถิ่นแต่ตัวเลข ไม่มีตัวเงินเลย ทำให้การพัฒนาสะดุด ไม่ตอบสนองความต้องการประชาชน ดังนั้นอยากให้รับฟังความคิดเห็นท้องถิ่น ไม่ใช่สั่งให้ทำตามนโยบายอย่างเดียว แต่ไม่เคยถามว่าท้องถิ่นแบกรับภาระไหวไหม ถ้าเป็นอย่างนี้ประชาชนเสียโอกาสได้รับการพัฒนาคุณภาพชีวิตมากกว่า
ศุภสัณห์ หนูสวัสดิ์
อดีตนายกสมาคมสันนิบาตเทศบาลภาคใต้
ขณะนี้องค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศ มีปัญหาจากการจัดเก็บรายได้ที่ลดลง จากนโยบายของรัฐบาลให้ลดการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลดลง 90% ทำให้มีผลกระทบกับงบพัฒนา และรายจ่ายประจำ ทั้งเงินเดือน ค่าสาธารณูปโภค ถึงเวลาที่ อปท.ต้องแสดงความกล้าหาญออกมาทวงถามความชอบธรรมในเรื่องรายได้ของ อปท. ซึ่งมีปัญหามานานหลายปี
ที่ผ่านมา อปท.โดนรัฐบาลใช้กลไกเล่นซ่อนหา ดูตัวเลขงบประมาณนับตั้งแต่ คสช.เข้ามา อปท.ถูกจำกัดอิสระทุกเรื่อง อันดับแรกเห็นชัดเจนคือ การประมาณการรายรับของ อปท.ส่วนที่จัดเก็บเอง จากที่ อปท.เคยจัดเก็บได้เองประมาณ 70,000 ล้านบาท เป็น 120,000 ล้านบาท เป็นตัวเลขโป่งลมหลายปีงบประมาณ เท่ากับว่าการขยับเปอร์เซ็นสัดส่วนที่รัฐบาลจัดสรรให้ อปท.ขาดหายไปกว่า 50,000 ล้านบาท ทำอย่างไรก็ไม่สามารถหามาชดเชยได้ เพราะรัฐบาลอ้างว่ามีการออกกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งก่อสร้างใหม่เพื่อให้ท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่สุดท้ายการจัดเก็บมีปัญหาอย่างหนัก รายได้ท้องถิ่นยิ่งลดลง และยังไม่มีหลักประกันว่า อปท.จะมีรายได้เพียงพอบริหารจัดการทั้งเงินเดือน ค่าจ้าง ค่าใช้จ่ายอื่นที่ อปท.ต้องรับผิดชอบตามอำนาจหน้าที่ อปท.ทุกรูปแบบต้องตระหนักและต้องหาวิธีการที่ทำให้นายกรัฐมนตรีรับทราบข้อเท็จจริง และเร่งแก้ปัญหา
ขณะเดียวกันปัญหาโรคไวรัสโควิด-19 ระบาดเข้ามาซ้ำเติม อปท.ทิ้งประชาชนไม่ได้ เพราะเป็นองค์กรที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด จะต้องรับผิดชอบร่วมกับทุกหน่วยงานเพื่อดูแลประชาชน ขณะที่ ส.ส.ในสภามีน้อยมากที่จะต่อสู้ให้ท้องถิ่นอย่างจริงจัง ส.ส.ที่ไปจาก อปท.ก็มีมากพอสมควร แต่เมื่อเป็น ส.ส.ก็ต้องทำหน้าที่ในภาพกว้างและบางส่วนต้องฟังนโยบายรัฐบาล มีสูตรสำเร็จให้ ส.ส.เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับงบประมาณทั้งที่กฎหมายห้ามไว้ แต่ยังมีส่วนราชการบางแห่งที่รองรับ
สิ่งเหล่านี้
ประชาชนทราบดีว่า ส.ส.ประสานงานหน่วยนั้นหน่วยนี้ นำงบประมาณมาลงในพื้นที่ ลักษณะเช่นนี้เกิดผลกระทบโดยรวมกับ อปท. คือเงินถ่ายโอนจะลงสู่ท้องถิ่นกลับไปเพิ่มอยู่กับกรมกองต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างมีงบประมาณมากขึ้น และ ส.ส.มีช่องทางเข้าเกี่ยวข้องกับงบปีละประมาณ 60 ล้านบาท อปท.ไม่ได้ต้องการงบเหล่านี้ แต่การใช้งบต้องไม่กระทบต่อการจัดสรรเงินให้ อปท. งบเหลือจ่ายของ อปท.ต้องกลับคืนให้ อปท.
วิกฤตงบประมาณ อปท.เป็นเรื่องจริง แต่จะตัดงบ ค่าตอบแทน อสม. อาหารกลางวัน นมโรงเรียน หรือเบี้ยคนชรา ยืนยันว่าเรื่องเหล่านี้คงไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน หาก อปท.ทั่วประเทศยังนิ่งเฉย ก็ไม่มีหนทางใดจะได้มาซึ่งงบประมาณ ดังนั้นต้องรวมตัวทวงถามรัฐบาล เนื่องจากข้อเท็จจริงทั้งหมดรัฐบาลทราบดี ขณะที่ทุกนโยบาย อปท.ต้องปฏิบัติตามคำสั่งรัฐบาล ดังนั้นจึงมีให้เลือก 2 ทางคือ สนับสนุนให้ อปท.สามารถบริหารจัดการได้ทั้ง งาน คน เงิน หรือ ยุบ อปท.ทิ้ง แล้วรัฐบาลเอาไปบริหารจัดการเอง
รังสรรค์ เจริญวัย
นายกเทศมนตรี ต.พลิ้ว อ.แหลมสิงห์ จ.จันทบุรี
ปัญหาการจัดเก็บของเทศบาลตำบลพลิ้ว ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิดเช่นเดียวกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ เฉพาะเดือนสิงหาคม 2563 รายได้จัดเก็บรวมรายได้ภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) หายไปกว่า 50% จากปกติจัดเก็บได้ปีละประมาณ 1.4-1.5 ล้านบาท เหลือ 5 แสนบาท เพราะรัฐบาลผลักภาระต่างๆ ให้ท้องถิ่นเป็นผู้ดูแล แต่ไม่ให้งบประมาณสนับสนุนเพียงพอ ทำให้เกิดปัญหาตามมา อย่างเช่นกรณีภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง นอกจากจัดเก็บไม่ทัน และรัฐบาลออกนโยบายให้ลดการจัดเก็บลง 90% ในส่วนนี้รัฐบาลควรจะจัดงบประมาณมาช่วยท้องถิ่น โดยคำนวณจากยอดจัดเก็บปีที่แล้ว ได้เท่าไหร่หักออก 10% ที่เหลือรัฐบาลให้เงินชดเชยช่วยเหลือ เพราะปัญหาการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มลดลงจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและโควิดเราไม่ว่า แต่สิ่งใดที่เกิดขึ้นจากนโยบายรัฐบาลก็ต้องดูแลช่วยเหลือ เพราะตอนนี้เกิดปัญหาโครงการพัฒนาท้องถิ่นต่างๆ ต้องหยุดชะงัก ใช้วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโครงการไหนจำเป็น ก็อาจเริ่มดำเนินการได้บางส่วนตามความจำเป็นได้เท่านั้น และเท่าที่ทราบตอนนี้ อปท.หลายแห่งเริ่มออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหานี้แล้ว แต่ดูเหมือนรัฐบาลนี้ไม่ค่อยรับฟังท้องถิ่น ทั้งที่มีส่วนช่วยในเรื่องการกระจายรายได้กระจายอำนาจอย่างชัดเจนที่สุด อย่างเช่นกรณีงบจ่ายเยียวยาคนละ 1.5 หมื่นบาทกรณีโควิด หากให้ท้องถิ่นเป็นผู้ดูแลน่าจะถูกฝาถูกตัวมากกว่า เพราะรู้ข้อมูลผู้มีคุณสมบัติได้รับความเดือดร้อนตามเกณฑ์ได้ดีกว่าส่วนกลางดำเนินการ ทำให้เกิดปัญหาจ่ายเงินให้ผู้ที่มีคุณสมบัติไม่เหมาะจะได้รับเงินเยียวยาตามมา
นพดล ณ เชียงใหม่
นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ดอนแก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่
สถานการณ์โรคโควิด-19 ระบาด กระทบต่อท้องถิ่นโดยตรง ทำให้รายได้หายไปกว่า 90% ส่วนงบอุดหนุนถูกตัดไปกว่า 10 ล้านบาท ส่งผลกระทบต่อการศึกษา อาทิ นมโรงเรียน อาหารกลางวันนักเรียน พอสมควร สำหรับบุคลากร ไม่รับเพิ่ม ส่วนใหญ่ใช้วิธีเกลี่ยพนักงานตามอำนาจหน้าที่และภารกิจที่ได้รับมอบหมาย เพื่อไม่ให้กระทบบริการประชาชน
ปี 2564 ตั้งงบรายจ่ายกว่า 120 ล้านบาท ใกล้เคียงปีที่ผ่านมา แต่ยังไม่ทราบว่าได้รับงบเท่าไร เพราะปี 2563 รัฐไม่ส่งเงินให้ท้องถิ่น ตั้งข้อสังเกตว่างบส่วนใหญ่ไปใช้ด้านความมั่นคง และจัดซื้ออาวุธค่อนข้างมาก ทำให้ท้องถิ่นไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร ประกอบกับมีกฎหมาย ระเบียบควบคุมท้องถิ่นมากเกินไป จนไม่สามารถบริหารจัดการด้วยตนเอง ต้องรอฟังคำสั่งจากรัฐบาลเท่านั้น ที่สำคัญมีการขยายพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) บริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉินออกไปอีก ทำให้ท้องถิ่นไม่เป็นอิสระส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนด้วย
อยากเสนอรัฐบาลให้ความสำคัญกับท้องถิ่น เพราะเป็นกลไกลและเครื่องมือรัฐบาลพัฒนาประเทศ ไม่ใช่สั่งและควบคุมเท่านั้น เพราะประชาชนไม่ได้รับประโยชน์เลย โดยเฉพาะรัฐบาลกู้เงิน 1.9 ล้านล้านบาท แต่ใช้แบบสุรุ่ยสุร่าย เป็นไปตามนโยบายรัฐสวัสดิการ แต่ไม่พอเพียงและไม่ทั่วถึงมากนัก เพราะผลประโยชน์ส่วนใหญ่ไปตกอยู่ในมือกลุ่มนายทุน และผู้สนับสนุนรัฐบาลเท่านั้น ดังนั้นต้องใช้นโยบายกระจายอำนาจ ไม่ใช่รวบอำนาจเพื่อให้ทุกภาคส่วนได้ขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าพร้อมกัน

