ในที่สุด เส้นทางของค่าโง่ ”เหมืองทองอัครา”จะมีความสลับซับซ้อน และซ่อนเงื่อนมากยิ่งกว่างบประมาณ 20,000 กว่าล้านบาทที่จะเสีย ไปให้กับ ”เรือดำน้ำ”
เนื่องจาก “เหมืองทองอัครา” มิได้เป็นเรื่องของกระทรวงอุตสาหกรรมเท่านั้น หากที่สำคัญยังสัมพันธ์กับ ”มาตรา 44”
เป็นมาตรา 44 อันสืบทอดมรดกมาจากมาตรา 17 ที่ปรากฏผ่านธรรมนูญการปกครองแห่งราชอาณาจักร พ.ศ.2502 ในยุคของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
เจ้าของประโยคอันลือลั่นยิ่งในทางการเมือง “ข้าพเจ้าขอรับผิด ชอบแต่เพียงผู้เดียว”
อาจเพราะว่าอำนาจในการใช้มาตรา 44 เป็นของหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ(คสช.) อาจเพราะว่าหัวหน้าคณะ รักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ(คสช.)คือ นายกรัฐมนตรี
อาจเพราะว่าตำแหน่งเป็นของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลังการเลือกตั้งเมื่อเดือนมีนาคม 2562 จึงกลายเป็นประเด็น
ประเด็นในที่นี้อยู่ที่ 1 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยลั่นวาจาต่อกรณีเหมืองทองอัคราในทำนองว่า “เรื่องนี้ผมจะรับผิดชอบ” และที่ต้องมาเป็นประเด็นยืดเยื้อเพราะว่ามีการจัดงบประมาณในเรื่องนี้
เมื่อเหมืองทองอัคราในฟ้องร้องและเรื่องเข้าสู่การพิจารณาใน คณะอนุญาโตตุลาการ
คำถามก็คือ ในเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยืนยันว่าเรื่องนี้ ”ผมจะรับผิดชอบ” การที่ปรากฏงบประมาณในส่วนของกระทรวง อุตสาหกรรมในเรื่องการต่อสู้คดีหมายความว่าอะไร
หมายความว่ารัฐในเข้าไปรับผิดชอบแทน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แล้วหรือ หมายความว่าการตัดสินใจใช้มาตรา 44 เป็นการตัดสินใจใช้ในฐานะที่เป็น ”เจ้าหน้าที่ของรัฐ” อย่างนั้นหรือ
เป็นคำถามถึงกระทรวงอุตสาหกรรม ถามถึงรัฐบาล
เป็นรัฐบาลซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งเป็น นายกรัฐมนตรี
จากนี้จึงเห็นได้ว่าบริบทแห่งคำพูด “เรื่องนี้ผมจะรับผิดชอบเอง” มีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นอยู่กับบทบาทและความหมายของ พล. อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะเป็น”เจ้าหน้าที่แห่งรัฐ”แนบแน่น
ปมเงื่อนอยู่ตรงที่มีการพิสูจน์จาก ”องค์กรอิสระ” มาแล้วว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มิได้เป็น ”เจ้าหน้าที่แห่งรัฐ”
ตรงนี้แหละคืออาการอันเรียกว่า ”ขว้างงูไม่พ้นคอ” ของตัวเอง

