อนุทิน นำ ขรก.สธ. ย้ำจุดยืนแบน 3 สาร ชี้เป็นภัยต่อสุขภาพจริง วอนอย่ากดดันเปลี่ยนมติ
กรณีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เตรียมทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ทบทวนมติการยกเลิกใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ทั้ง สารพาราควอต และ สารคลอร์ไพริฟอส อีกครั้ง หลังจากเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2563 ได้ทำหนังสืออย่างเป็นทางการเลขที่ กษ.0100 เพื่อนำเสนอข้อมูลชุดใหม่ ทบทวนการแบน 2 สารดังกล่าวต่อคณะกรรมการวัตถุอันตราย ก่อนสิ้นสุดวันผ่อนผัน คือเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2563 นั้น

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ที่อาคารฟอรั่ม อิมแพ็คอารีนา เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ร่วมกับ นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัด สธ. และอธิบดีทุกกรมในสังกัด สธ. แถลงย้ำจุดยืนการแบน 3 สารเคมีอันตราย
นายอนุทิน กล่าวว่า ในวันนี้ตนและผู้บริหาร สธ. ขอแถลงแสดงจุดยืนของ สธ.ในการแบน 3 สารเคมีอันตราย ที่มีข่าวในขณะนี้ว่า ขอให้มีการพิจารณาเลื่อนการยกเลิกการใช้สารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพประชาชน ซึ่งเป็น 3 สารที่ใช้ในการเกษตร ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต โดย สธ.ที่ฐานะหน่วยงานรับผิดชอบการควบคุม ป้องกัน และรักษาโรค อาการเจ็บป่วยของคนไทยทุกคน ขอยืนยันว่า ไม่เห็นด้วยและจะคัดค้านถึงที่สุด ต่อกรณีที่มีความพยายามที่จะให้มีการยกเลิกการแบนการใช้สารเคมีอันตรายที่มีผลกระทบอันร้ายแรงต่อสุขภาพประชาชน และเป็นสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดความเจ็บป่วยทั้งในกลุ่มเกษตรกรที่ใช้สารเคมีและผู้บริโภค

“โดย สธ.มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยันถึงอันตรายของสารเคมี ที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติห้ามใช้ไปแล้ว และมีกรณีของผู้ป่วยที่แพทย์วินิจฉัยว่า เป็นอาการป่วยที่เกิดจากการใช้สารเคมีอันตรายและมีการสะสมในร่างกายเป็นเวลาต่อเนื่อง ทาง สธ.และคณะแพทย์ทุกคน ขอวิงวอนขอร้องให้ผู้ใดก็ตาม หน่วยงานใดก็ตาม ที่กำลังกดดันให้มีการยกเลิกมติการห้ามใช้สารเคมีอันตรายของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ได้หยุดการกระทำดังกล่าว โดยขอให้คำนึงถึงผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชนคนไทยเป็นอันดับแรก ขอให้ท่านพึงระลึกไว้เสมอว่า ไม่ว่ามีเงิน มีรายได้เท่าไหร่ก็ไม่อาจทดแทนสุขภาพและชีวิตที่สูญเสียไปได้ สธ.ขอให้ใช้หลักคิดเดียวกับที่รัฐบาลในปัจจุบันกำลังบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ที่ได้ผลดี เป็นที่ยอมรับทั่วโลก ที่มีหลักการสำคัญว่า สุขภาพของคนไทย ต้องมาก่อน สุขภาพของคนไทยต้องอยู่เหนือสิ่งอื่นใด แม้จะมีกระทบต่อเศรษฐกิจบ้าง แต่คนไทยต้องมีสุขภาพที่ดี ปลอดภัยจากโรคทุกชนิด” นายอนุทิน กล่าว
นายอนุทิน กล่าวต่อไปว่า สธ.มีตัวแทนในคณะกรรมการวัตถุอันตรายเพียง 2 คน จากทั้งหมด 27 คน คือ ปลัด สธ. และเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งออกเสียงอย่างไรก็แพ้ จึงต้องมาให้ข้อมูลกับประชาชนว่า แม้จะยืนยันวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ข้อมูลผลกระทบทางสุขภาพ และรายงานผู้ป่วยที่ได้รับสารพิษไปหลายครั้งแล้ว แต่ยังมีความกดดันให้คณะกรรมการฯ เปลี่ยนแปลงมติอยู่ตลอด และมีความพยายามที่จะให้มีการใช้สารเคมีในการเกษตรโดยตลอด
“หากจำได้ มติการแบนสารพิษเปลี่ยนไป เปลี่ยนมาตลอดเวลา บางครั้งแบนได้หมด แบนได้เดือน 2 เดือน ก็เปลี่ยนอีกแล้ว พอกดดันเปลี่ยนไม่ได้ ก็ยืด พอใกล้ถึงเวลาหมดการยืด ก็จะมาขอให้พิจารณาให้ใช้ก่อน แบบนี้ไม่ต้องประชุมคณะกรรมการฯ ก็ได้ มติทุกคณะกรรมการที่ตั้งโดยรัฐบาล จะต้องมีความยั่งยืน มั่นคงและแน่วแน่ ไม่ใช่เปลี่ยนได้ตลอดเวลา นี่คือสิ่งที่ สธ.มีความเป็นห่วงมาก เราเข้าไปโหวต เราไม่ได้ไปล็อบบี้ใคร กรรมการ 2 คนของเรา ไปโหวตตามวิชาชีพ ตามความรู้ ตามนโยบายของ สธ. ซึ่ง สธ.เป็นหน่วยงานเดียวในการยืนหยัดการแบนมาตลอด” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวว่า การแบนสารเคมีไม่ได้เริ่มตอนที่ตนเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ สธ. แต่มีนโยบายมาตั้งแต่รัฐมนตรีว่าการ สธ. สมัยก่อนหน้า และเห็นว่าเจตนารมย์ที่ไม่ให้ใช้สารเคมีต่อประชาชนเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ ตนจึงต้องสืบสานนโยบายต่อไป และ สธ.มีความเป็นห่วงว่า หากมีการเสนอให้คณะกรรมการฯ พิจารณาทบทวนมติอีกครั้ง จะเป็นการเปิดโอกาสให้มีการนำสารเคมีอันตรายที่ถูกห้ามใช้ไปแล้วให้กลับมาใช้อีกครั้ง ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพของผู้ใช้ ผู้บริโภค และเกิดมลภาวะในระบบนิเวศเกษตรกรรมประเทศไทยอย่างไม่มีหยุดยั่ง จึงขอความร่วมมือจากประชาชนในฐานะผู้บริโภค ให้ร่วมกันพิจารณาและแสดงการต่อต้านคัดค้านและขัดขวางการพิจารณาการทบทวนของคณะกรรมการฯ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพประชาชน
“สธ.ขอยืนยันว่า จะคัดค้านอย่างเต็มที่ หากประชาชนพร้อมใจส่งเสียงพร้อมกันเพื่อคุ้มครองตัวเอง จะไม่มีใครกล้าเอาสารเคมีอันตรายกลับมาทำร้ายคนไทยต่อไป หากสารเคมี 3 สาร พอจะมีคุณประโยชน์อยู่บ้าง ทุกโรงพยาบาล คงไม่ขึ้นป้ายต่อต้านทั่วประเทศ” นายอนุทิน กล่าว
ด้าน นพ.สุขุม กล่าวว่า ขอยืนยันว่าที่มาย้ำจุดยืนครั้งนี้ ไม่ได้มาเพราะคำสั่งจากรัฐมนตรีว่าการ สธ. แต่อย่างใด แต่มาเพราะทางการแพทย์เราถือพระราชดำรัสของ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ที่ให้ถือประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่ 2 และยึดประโยชน์ของผู้อื่นเป็นที่ 1 และ สธ. เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพในการดูอลสุขภาพประชาชน ซึ่งมีข้อมูลทางวิชาการยืนยันว่า สารเคมีทั้ง 3 สาร มีอันตรายต่อมนุษย์ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนถึงเสียชีวิตได้ หากสัมผัสกับสารเหล่านี้ ดังนั้นการดำเนินการของ สธ.ร่วมกับทุกภาคีเครือข่ายรณรงค์ไปในทิศทางเดียวกันในการขับเคลื่อนเพื่อยุติการใช้สารเคมีอันตรายเหล่านี้

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2563 มีประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย ฉบับที่ 6 พ.ศ.2563 กำหนดให้แบนสารพาราควอต และ คลอร์ไพริฟอส นับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน เป็นต้นไป โดยห้ามให้มีการผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก และมีไว้ครอบครอง สารเคมีทางการเกษตรเพื่อกำจัดศัตรูพืช ซึ่งผู้มีไว้ในครอบครองต้องส่งมอบคืนวัตถุอันตรายดังกล่าวแก่ผู้ขายที่ซื้อมาภายใน 90 หรือไม่เกินวันที่ 29 สิงหาคม 2563 ส่วนผู้ขายต้องรับคืนจากผู้ซื้อ แล้วรวบรวมข้อมูลการครอบครอง ส่งให้เจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตรภายใน 120 วัน หรือไม่เกิน วันที่ 28 กันยายน 2563

