เบื้องต้นที่ “ร่างรัฐธรรมนูญ” ปรากฏและ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ
ออกมาแสดงความชื่นชม
ผ่านเฟซบุ๊คไลฟ์ตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน
และจากนั้น นายจตุพร พรหมพันธุ์ ออกมาผ่านเฟซบุ๊คไลฟ์สำแดงความเห็นในทางตรงกันข้าม
คล้ายกับเป็นศึกระหว่างกปปส.กับนปช.
นี่ย่อมเป็นเรื่องซึ่งเข้าใจได้ เพราะกปปส.เห็นชอบด้วยกับรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
เห็นว่ารัฐบาลคสช.เป็นรัฐบาลของ”พวกเรา”
ขณะเดียวกัน นายจตุพร พรหมพันธุ์ ในฐานะประธานนปช.ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ตั้งแต่ต้น
จึงเป็นเรื่องธรรมดา ระหว่างฝ่ายรับ กับ ฝ่ายไม่รับ
แต่พลันที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกมาประกาศจุดยืนว่า”ไม่รับ”ร่างรัฐธรรมนูญ
”ประชามติ”ก็เพิ่มความ”ร้อนแรง”
ร้อนแรงเพราะเท่ากับสะท้อนให้เห็นว่า “ร่างรัฐธรรมนูญ”ส่งผลให้เกิดพันธมิตรในแนวร่วมใหม่
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แยกห่างจาก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ
กลายเป็นว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มายืนอยู่ฝ่ายเดียวกันกับ นายจตุพร พรหมพันธุ์
ทั้งๆที่ “อภิสิทธิ์” เป็น”หัวหน้าพรรคประชิปัตย์”
ขณะเดียวกัน “จตุพร” เป็น”ประธานนปช.”และเป็นสมาชิก”พรรคเพื่อไทย”
ยิ่งกว่านั้น ยังอยู่ที่”หลังพิง” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
1 มี นายพิชัย รัตตกุล 1 มี นายชวน หลีกภัย และ 1 มีนายบัญ ญัติ บรรทัดฐาน
3 คนนี้เคยเป็น”หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์”
เส้นทาง”เลือก”ของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ต่อ”ร่างรัฐธรรมนูญ” จึงร้อนแรงและแหลมคม
ไม่เพียงแต่สวนทางกับ “หัวหน้าพรรค”คนปัจจุบัน
หากแต่ยังสวนทางกับ “อดีต” หัวหน้าพรรคถึง 3 คนและ 2 คนอยู่ในพื้นที่ “ภาคใต้”
นายชวน หลีกภัย ถือว่าเป็น”เทพเจ้า”ของภาคใต้
ขณะเดียวกัน นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ก็เติบใหญ่ทางการเมืองในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
เป็น”รุ่นพี่”ของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ
”ผล” ของประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม จึงสำคัญอย่างยิ่งในทางการเมือง
การเมืองของ”พรรคประชาธิปัตย์”
การเมืองของ “ภาคใต้” อันถือว่าเป็นฐานอันแข็งแกร่งและมั่นคงเป็นอย่างสูงของ “พรรคประชาธิปัตย์”
ความหมายอยู่ที่ “ผ่าน” หรือ “ไม่ผ่าน”

