หมายเหตุ – นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดโอกาสให้มติชนเข้าสัมภาษณ์พิเศษ ในมุมมองต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจ แนวทาง และมาตรการเพิ่มเติมที่รัฐบาลจะนำมาใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19
เศรษฐกิจผ่านจุดต่ำสุดแล้วหรือไม่
ตอนนี้เศรษฐกิจเป็นเรื่องที่เราต้องติดตาม ทุกคนเป็นห่วง และที่สัมผัสได้ คือไตรมาส 2 ปีนี้เศรษฐกิจไทยลบ 12.2% หลายคนระบุว่าเศรษฐกิจไทยน่าแย่ที่สุด โดยทุกคนประกาศ พยากรณ์ โดยไม่ได้ยืนบนพื้นฐานของการเผชิญของสภาวะที่เรียกว่าการระบาดรอบสอง ซึ่งปรากฏว่าไตรมาส 2 ของประเทศอื่น เดือดร้อนกันไม่ได้น้อยกว่าประเทศไทย โดยเฉพาะสิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ติดลบกว่าที่คาดไว้เยอะ เป็นที่ทราบดีว่าไทยเลือกเดินทางเน้นควบคุมการแพร่ระบาดแบบเต็ม ก็เห็นใจ ตอนนั้น ไม่รู้จริงๆ ว่าในประเทศไทยมีผู้ติดที่ไหนบ้าง มีความจำเป็นต้องปิดเมือง ตรงนี้มีค่าใช้จ่ายสูง จึงส่งผลต่อจีดีพีไตรมาส 2
หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) ก็ค่อยๆ ผ่อนคลายมาตรการต่างๆ จนการดำเนินธุรกิจในประเทศเกือบทั้งหมด ทำได้ตามปกติทุกอย่าง ยกเว้นกลุ่มสายกีฬา แน่นอนการปิดประเทศมีผลกระทบต่อบางอุตสาหกรรม ที่ได้รับผลกระทบอยู่ตอนนี้คือภาคท่องเที่ยว การส่งออก เรื่องนี้เจอปัญหาเหมือนกันทั้งโลก เพราะสภาพเศรษฐกิจโลกถดถอย ต้องย้ำว่าเหตุการณ์โควิดระบาดและทุกส่วนได้รับผลกระทบนั้น ไม่ใช่เกิดกับประเทศไทยประเทศเดียว แต่เกิดกับทุกประเทศ หลายคนอาจรู้สึกไม่พอใจ มองว่าเศรษฐกิจตกต่ำ ค้าขายฝืดเคือง แต่ก็เป็นความรู้สึกเกิดกับทุกคนไปทั่วโลก แต่พอสถานการณ์คลี่คลายตอนนี้เริ่มเห็นพัฒนาการมี ความคล่องตัว (mobility) การเคลื่อนไหวที่เปลี่ยนแปลงมีพัฒนาการ เริ่มสัญจรไปมากมากขึ้น ตอนนี้จะเห็นตัวเลขหลายด้านขยับขึ้น อย่าง ดัชนีความเชื่อมั่นขยับตัวขึ้นตามลำดับ การบริโภค การใช้น้ำมันทุกประเภท ยกเว้นน้ำมัน Jet (การบิน) มีแนวโน้มดีขึ้นทั้งสิ้น ธุรกิจส่งออกบางส่วนเริ่มดีขึ้น เช่น อาหาร อิเล็กทรอนิกส์ ผมเชื่อว่าไตรมาส 2 ปีนี้เศรษฐกิจไทยจะต่ำสุดแล้ว กำลังดีขึ้นแต่ที่สำคัญคือต้องไม่มีการระบาดรอบสองในประเทศ
ขอย้อนไปเรื่องการควบคุมที่ไทยใช้กับการรับมือการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 นั้นมีนัยยะอย่างไร ต้องยอมรับว่าความสำเร็จที่ไทย near zero (ใกล้ศูนย์) แต่บางประเทศเป็น balancing (แบบสมดุล) คือเปิด
ไปพร้อมคุมแพร่ระบาดไป โดยทฤษฎีข้อมูลของแมคเคนซี่ปรากฏว่า รูปแบบ near zero ของไทยมี mobility ที่สูง ดีกว่า balancing ทั้งนี้ mobility สำคัญยังไงพอมีการสัญจร เคลื่อนไหวก็ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้ ดีขึ้น แต่เราเลือกไม่ประมาท
วิธีการหนึ่งของเราที่ผมเข้าใจคือ ศบค. (ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019) รู้หมดแล้วว่าวันนี้ไทยเป็นโควิดฟรี พบผู้ติดเชื้อน้อยมาก ผมเชื่อโดยส่วนตัวว่าพอไทยเปิดประเทศด้วยความมั่นใจ เรามีข้อมูลพัฒนาไปเรื่อยๆ โอกาสปิดทั้งประเทศแบบที่ผ่านมาจะไม่มี ถ้าปิดก็จะเป็นเมืองๆ เพราะเรารู้ว่าเป็นโควิดฟรี และไม่มีเหตุผลปิดทั้งหมด เกิดเชื้อตรงไหนก็ปิดตรงนั้น อย่างจังหวัดระยองเหมือนแตกตื่น แต่ความร่วมมือของชาวระยองภายใน 1 สัปดาห์ ผู้คนก็กลับไปเที่ยวปกติ จากนี้จะทำอะไร
มันจะเร็วขึ้นไปเรื่อยๆ เชื่อว่าเร็วขึ้นเพราะข้อมูลทางการแพทย์ พบการพัฒนาการดีขึ้นเรื่อยๆ วันนี้เรายึดกักตัว 14 วัน สิงคโปร์เหลือ 7 วัน แต่เรื่องนี้ต้องพิสูจน์ทางการแพทย์ต่อไป อาจจะเร็วไปหากจะลดวันกักตัว
ไทยเรานั้นมองเหมือนตัวเองแย่ แต่คนนอกเกรงขามไทย ถ้าสังเกตเพียงไทยจะเปิดจังหวัดภูเก็ต ให้เข้ามาเที่ยวและเป็นพื้นที่ทดลองทำเอเอสคิว (ผู้กักตัวต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด) และกักตัว 14 วัน แค่ไทยประกาศสิ่งที่เกิดขึ้นคือสิงคโปร์ประกาศทันที ลดกักตัว 7 วัน ก่อนหน้านี้ไม่ประกาศอะไร เขาตามข่าววันต่อวัน ช็อตต่อช็อต ทั้งสิงคโปร์จัดโปรโมชั่นออกมาจำนวนมาก นี่คือสิ่งที่เราไม่เห็น ไม่รับรู้ด้วยตัวเอง ถ้าเรามองประเทศและให้เป็นตัวตั้งตลอดเวลา เราจะรู้สึกว่าดูเหมือนแย่ลงเมื่อเทียบกับปี 2562 แต่ต่างประเทศมองเราตลอด แค่ขยับนิดเดียวก็มีอะไรออกมาแล้ว ทั้งๆที่ไม่รู้จะมีนักท่องเที่ยวเข้าไทยมากน้อยแค่ไหน แต่เขาก็รีบปรับตัวถือว่าเสี่ยงหากเขาไม่พร้อม อยากให้มองภาพที่หลายประเทศมองเราและเห็นในประสิทธิภาพของไทยที่ควบคุมการระบาด ซึ่งทั้งหมดเกิดจาก อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) ข้าราชการ ภาคประชาชน และนักธุรกิจ ช่วยกัน
ตอนนี้ข้อมูลทางการแพทย์ดีขึ้นตามลำดับ ยารักษาดีขึ้น มียารักษาทรีตเมนต์ตัวใหม่ระหว่างที่รอวัคซีนอยู่ที่ว่าค่าใช้จ่ายถูกหรือแพงเท่านั้น ผมยังเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยค่อยๆ พัฒนาขึ้น เมื่อเราเปิดไปเรื่อยๆ อนาคต คือ เปิดทั้งประเทศก็ต้องเอเอสคิว ซึ่งตอนนี้ทฤษฎีของเราคือคนไทยเข้ามาได้ มาจากสหรัฐ เอามาตรฐานคนไทยและเพิ่มการวัดเพิ่มอีก เพื่อให้มั่นใจว่านักท่องเที่ยวที่เข้ามาจะต้องมีมาตรฐานการตรวจที่เข้มงวดอีกสักนิด จะ 100 คนหรือกี่คนก็ทดลอง เร็วๆ นี้ ศบค.จะมีการลงพื้นที่ภูเก็ตเพื่อสอบถามภาคประชาชนว่าจะรับได้มั้ย หวังว่าจะได้รับการยอมรับสนับสนุนจากประชาชน
กรอบเปิดรับต่างชาติที่กำหนดไว้ 1 ตุลาคมนั้น ผมว่าเป็นไปได้ นำร่องที่ภูเก็ต เชื่อว่าพร้อมอยู่แล้ว เหลือลงพื้นที่ เพื่อสร้างความเข้าใจให้ประชาชนกลุ่มหนึ่งที่ร้องว่ายังไม่พร้อม ชาวต่างชาติที่อยากเข้ามาไทย ผมว่าต้องเป็นคนที่รักเมืองไทยมาก เพราะเข้ามา 14 วัน ช่วง 7 วันแรก คืออยู่ในห้อง ทุกเช้ามีคนเอาอาหารมาวางหน้าห้อง กินและใช้ชีวิตในห้อง หากมีการติดเชื้อ ทางปฏิบัติกระบวนการไม่ต่างกับดูแลคนไทยคนในประเทศ
ขณะนี้มีความกังวลเรื่องคนพม่าพยายามเข้าไทย เรื่องนี้รัฐบาลให้ความสำคัญมาก กำชับกระทรวงมหาดไทยดูแลเข้มงวดตามชายแดน เขารู้ว่าพื้นที่เดินเท้าเข้ามา เพิ่มการระแวดระวัง ดูแลให้แน่นหนา เราต้องเข้มงวดเราต้องการยืนยันว่าไทยเป็นโควิดฟรี เรื่องนี้เป็นจุดแข็งของไทย ต้องค่อยๆเปิด และให้ประชาชนยอมรับ เพราะมีข้อมูลทางการแพทย์จริงว่าการพัฒนาก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ ทั้ง ยาดี วัคซีน 3 ตัวหลักอยู่ในกระบวนการทดลอง รัฐบาลลงนามในข้อตกลงกับทางแอสตร้า ของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ใช้สถาบันในประเทศร่วมกันพัฒนาวัคซีน โดยพบว่าไทยมีห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ที่ได้รับการรับรองในการผลิตวัคซีน อย่างน้อยเราก็อุ่นใจ รัฐบาลทำทุกอย่างเพื่อให้ความมั่นใจว่าเมื่อมีสิ่งเหล่านี้เราพร้อมเหมือนประเทศอื่นด้วย
หากถามถึงเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 จะยังติดลบ แต่เชื่อว่าตัวเลขลบน้อยกว่าที่สภาพัฒน์ประเมินไว้ แต่ต้องอยู่กับเรื่องการบริโภค และปัจจัย 3-4 ปัจจัย ปัจจัยแรก คือ การบริโภคมากขึ้นแค่ไหนช่วงตุลาคม-ธันวาคม เพราะเป็นฤดูเดินทางและใช้จ่าย การจ้างงานเพิ่มขึ้นเพื่อให้เกิด productivity กลุ่มว่างงานได้รับการดูแล สำคัญสุดคือความสำเร็จในการปรับโครงสร้างหนี้ภายใต้โครงการ ดีอาร์บิส เป็น 3 เรื่องใหญ่ๆ เรื่องบริโภค เรื่องแรงงาน และเรื่องปรับโครงสร้างหนี้เพราะกำหนดที่รัฐบาลเลื่อนชำระเงินต้นและเลื่อนพักดอกเบี้ยจะครบกำหนด 6 เดือน ตอนนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศดีอาร์บิส ร่วมกับสถานการเงินและกระทรวงการคลังเข้ามาดูแล ผมก็จะเดินสายคุยกับทุกหน่วยงานต่อไป ตอนนี้คุยแล้วทั้งสมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และทุกคนเกี่ยวของกันหมด เพื่อหารือแนวทาง และให้ได้ข้อสรุป คนที่เข้มแข็งควรสนับสนุนให้เขาโต คนที่อ่อนแอต้องต้องฟื้นฟู เช่น เลื่อนหนี้ ต้องคุยเรื่องเงื่อนเวลา และต้องให้ทุกคนเชื่อว่าปัญหามีวันสิ้นสุด หากมองโควิดไม่มีวันหาย ไม่มีวัคซีน ต้องอยู่แบบนี้ต่อไป ปิดประเทศ หากินกันเองไปเรื่อยๆ อย่างนี้ ก็ไม่ต้องปรับโครงสร้าง คุยกันไม่รู้เรื่องหรอก
ตอนนี้ต้องยอมรับและปรับหลายอย่าง ต้องร่วมมือเพราะไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่วงกว้างถึงภาคสังคม เป็นเรื่องจิตวิทยาและความรู้สึก ถ้าเราทำความรู้ให้ตรงกันทั้งประเทศ ผมว่าจะสวยงามมากที่เราประคับประคองกันไป รัฐก็สนับสนุน และทำคู่กับการควบคุมดูแล เว้นระยะห่าง อย่าให้มีการระบาด และปรับโครงสร้างหนี้ เข้าใจกัน เชื่อว่ามีวันจบ ใช้เงินก็ไม่เยอะไม่ใช่ไทยไม่มีศักยภาพกู้ ไทยไม่ได้โดนดาวน์เกรด เราดีกว่าหลายประเทศ แม้กังวลว่าคนไทยตกงานกว่า 7 แสนคน เรื่องปกติหากเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก หลายประเทศตกงานเป็นล้านๆ คน
ส่วนความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะไทย ยืนยันเราไม่มีปัญหา ตอนนี้อยู่ระดับ 48% และปลายปีจะขึ้นเป็นประมาณ 50% กว่า ไม่น่าห่วง แต่โควิด-19 ระบาดรอบ 2 ประชาชนไม่มีจะกิน เชื่อว่าเราจะลำบากน้อยกว่าคนอื่น เครดิตเรตติ้งเราดี เพียงวันนี้อยากให้ทุกฝ่ายร่วมมือกัน และให้นึกไว้ว่าจะสร้างภาพจดจำอย่างไร
จะเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร
หลักการคือนายกรัฐมนตรีมองระยะแม็คโครและไมโคร ระดับพื้นที่นายกฯมอบหมายรัฐมนตรีรับผิดชอบ 3-4 จังหวัดต่อคน มีหน้าที่ลงพื้นที่แต่ละจังหวัด ไปดูงบประมาณปี 2564 ว่าใช้ถูกทางไหม โดยเฉพาะการ
จ้างงาน เสริมสร้างพื้นที่ รายได้ให้กับแรงงาน เพราะเชื่อว่ากลุ่มที่ว่างงานจะกลับสู่ชนบท และงบปี 2564 จ้างงานจริงเท่าไหร่ โดยมีรองนายกรัฐมนตรีคุมรัฐมนตรีอีกที ผมดู 12 จังหวัดในภาคอีสาน ตะวันออก กลาง
ในส่วนแม็คโคร มี ศบศ.ที่แยกคณะกรรมการ และแยกแขนงออก 3 อนุกรรมการ ชุด 1 ดูมาตรการเร่งด่วนระยะสั้น มีผู้แทนธนาคารสมาคมธนาคารไทยเป็นประธาน รู้วิธีการจ่าย เทคนิค มั่นใจไม่รั่วไหล อีกชุดเน้นมาตรการระยะกลางและยาว ชุดนี้คุยเรื่องใหม่ๆ เมื่อประเทศพ้นโควิด จะขับเคลื่อน นายไพรินทร์
ชูโชติถาวร เป็นประธาน มาตรการระยะยาวจะทบทวนเรื่องลงทุนขนาดใหญ่ แผนอีอีซี สำรวจ 11 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ควรลดไหม เช่น ไทยควรเป็นศูนย์กลางดีทรอยต์ของเอเชียด้านอีวีไหม หรือศูนย์กลางรถฟอสซิล ต้องหารือกับกระทรวงอุตสาหกรรม และอีกชุดคืออนุกรรมการเน้นรับเรื่องเดือดร้อน มี นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เป็นประธาน อีกซีกหนึ่งในการขับเคลื่อนที่มีนายไพรินทร์ เป็นประธาน ทำงานร่วมกับปลัดกระทรวงต่างๆ ผลักดันเรื่องโครงการขนาดใหญ่ที่จะมีผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจภายใต้งบประมาณปี 2564 ก็เสนอเข้า ศบศ.และ ครม.พิจารณาเห็นชอบอย่างไร
มาตรการระยะสั้น ผมเข้ามาไม่ครบเดือน ผมว่าผมทำงานเร็ว น่าจะเร็วที่สุดแล้วในรัฐบาลนี้ เข้ามาก็เริ่มทันที ทบทวนเรื่องต่างๆของมาตรการให้ขับเคลื่อนได้เร็วขึ้น อย่างเงื่อนไขในซอฟต์โลน 5 แสนล้านบาท หลายอุตสาหกรรมอยากให้ยืดช่วยเหลือกดอกเบี้ยต่ำยาวขึ้น จาก 2 ปี เพิ่มให้ 8 ปี โดยให้ บสย.(บรรษัท
ประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม) มาเกี่ยวค้ำประกันในวงเงิน 5.7 หมื่นล้านบาทอีก มีธนาคาร
ออมสิน เอสเอ็มอีแบงก์ อีก 1-2 ล้านบาท รวมแล้วก็ 1.15 แสนล้านบาทในการช่วยด้านสภาพคล่อง
ธุรกิจ กระตุ้นบริโภคเปิดฉากด้วยกระตุ้นท่องเที่ยว ออกมาตรการเที่ยวด้วยกันทดลอง 5 ล้านคืน คาดใช้งบกว่า 2 หมื่นล้านบาท หมุนเวียน 4 รอบจะเกิดเงินสู่ระบบ 5 หมื่นล้านบาท เมื่อสำรวจพบว่าการเดินทางยังกระจุกตัวและใช้รถยนต์ระยะสั้นๆ จึงเพิ่มเงินค่าเดินทาง 1,000บาท และจูงใจให้สายการบินลดราคา
สำหรับการแก้ไขปัญหาแรงงาน ก็รู้ว่าคนว่างงานมาก รัฐบาลต้องนำร่องจ้างแรงงาน เดิมมองไว้ 2-2.5 แสนคน แต่รัฐมนตรีแรงงานจะดันดึง 1 ล้านคน
ผมก็รู้สึกตัวเลขถูกใจ ที่ห่วงคือเด็กจบใหม่ ที่เป็นแรงสำคัญต่อครอบครัว ก็ดูว่าจะช่วยเหลือ 2 แสนคนก่อนอย่างไร ซึ่ง ศบศ.กำลังดูมาตรการ และจะดึงภาคเอกชนเข้ามาช่วยเหลือด้วย
ผมเองพยายามสร้างต้นแบบที่กระทรวงพลังงานเรียกผู้บริหารที่กระทรวงพลังงานมาทุกคน ไม่ได้บังคับแต่ให้เขาเห็นภาพว่าเงินเดือนไม่ลดลง บางคนมีโอกาสได้โบนัส สภาพคล่องยังดี แข็งแรงขึ้น การบริโภคดีขึ้น คนที่เดือดร้อนคือบางเซ็กเตอร์ เราต้องช่วย จะช่วยยังไงก็ได้ เที่ยวก็ได้ อย่าง ปตท.ประกาศให้พนักงาน 5,000 บาทไปเที่ยว หรือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยก็ว่าจะช่วยรับเด็กจบใหม่ลงพื้นที่สอนเทคโนโลยี ประมาณ 1 หมื่นคน เพื่อสร้างต้นแบบและตัวอย่างให้เอกชนทำตาม เชื่อว่าเด็กจบใหม่ประมาณ 50-60% ก็น่าจะมีงานทำอย่างน้อย 1 ปี ช่วงนี้จะฝึกฝนเขา หลายบริษัทใช้เป็นโค้ชให้ชาวบ้านใช้เทคโนโลยีด้านการเกษตร พื้นที่อ่างเก็บน้ำมีชุมชนรอบเขื่อนรวมกัน 5 แสนคน ใช้เด็กหมื่นคนและใช้แอพพลิเคชั่นเข้าไปพัฒนาชุมชน เป็นต้น
มาตรการและแนวทางกระตุ้นกำลังศึกษาประมาณตุลาคม-ธันวาคม จะเห็นเพอร์เฟกต์ช็อตช่วง 3 เดือนคู่ขนานการจ้างงาน 3 เดือน กระตุ้นท่องเที่ยวกระตุ้นใช้จ่ายให้คนตัวเล็ก รายละเอียดยังไม่ได้ข้อสรุป แต่รูปธรรมจะเห็นในเร็วๆ นี้ ผมเห็นว่ามาตรการ 3-4 เรื่องที่ดี และหมุนไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องมีเมนูพิเศษมากมาย ไม่ต้องมีเมนูเป็น 10 เมนู ผมเมนูน้อยหรือ 4 เมนูก็น่าจะเพียงพอ และบางช่วงอาจมีเมนูพิเศษแฮปปี้อาว
กำลังกระตุ้นให้ดึงรายใหญ่ช่วยรายเล็ก เอกชนจ่ายครึ่งหนึ่ง รัฐก็จะดูมาตรการภาษีไปช่วยเหลือ หลายเรื่องตอนนี้กำหนดความเสี่ยงและประเมินไม่ได้ แต่ขอย้ำสถานการณ์ดีขึ้น แต่วิธีบริหารต้องทำเป็นช่วงๆ แล้ววัดผลและปรับตลอดเวลา เพื่อวินัยทางการคลังและอยากให้ทุกคนร่วมมือกัน นี่คือวิธีคิดที่นายกรัฐมนตรีพยายามสื่อสาร ตอนนี้คือเน้นพยุงจ้างแรงงาน 1 ล้านคน จ้างงานจบใหม่ กระตุ้นท่องเที่ยว กระตุ้น
ใช้จ่าย ส่วนจะกลับไปมั่งคั่งแบบปี 2562 หรือก่อนหน้านั้นคงไม่ใช่ยังไงปีนี้จีดีพีต้องติดลบมากหากเทียบปี 2562
ความเห็นเรื่องรมว.คลัง
เปลี่ยนตัวบุคคล นโยบายก็ยังอยู่ครับ ใครมาเป็นต้องทำแบบนี้ ข้าราชการกระทรวงการคลังเก่ง เด็กรุ่นใหม่ ทำงานเร็ว รู้ปัญหาแม้ไม่ได้อยู่ในปี 2540 แต่เข้าใจ ผมเป็นรองนายกรัฐมนตรีที่ตัวเล็กที่สุดแล้ว เป็นรองนายกฯที่คุยกับปลัด อธิบดี คุยกับเด็ก เพราะตำแหน่งก็คือตำแหน่ง เรารู้คนปฏิบัติอยู่ที่ไหน ใช้บริการคนที่อยากเรียนรู้ มาแก้ปัญหา ในช่วงเวลาประวัติศาสตร์ ถ้าไม่เรียนรู้ตรงนี้เสียใจแย่ เพราะ
วันนี้โจทย์ยาก ต้อง handles กับ Uncertainty (จัดการกับความไม่แน่นอน) ผมไม่รู้เลย ถ้าวัคซีน 3 ยี่ห้อไม่สำเร็จ การเปิดประเทศคงไม่ง่าย ตอนนี้น้ำหนักผมไปทางบวก ค่อนข้างมั่นใจ คงเพราะที่บ้านมีหมอเยอะ ดูจากตัวเลขแล้ว อาจต้องฉีดซ้ำหลายเข็มหน่อย
ในเรื่องปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมประเทศยังพอมีเวลา ต้นปีหน้ายังทัน เรื่องนี้นายไพรินทร์กำลังดู ต้องหารือจนสะเด็ดน้ำแล้วหารือกับอีอีซี การจะทำโครงการหรือลงทุนอะไร เรื่องนี้นักลงทุนเขารู้ดี ว่า 12 อุตสาหกรรมเป้าหมายยังน่าสนใจไหม ไทยเป็นประเทศที่ให้ความมั่นใจกับการระบาด และยังเป็นประเทศที่นักลงทุนจับตามอง สิงคโปร์ก็จับตามองไทย ต่อไปหลายประเทศเปลี่ยนวิธีคิด คงไม่ทำฮับใหญ่ๆ ในประเทศเดียว ของส่งมาจากทั่วโลก เชื่อว่าเขาจะทำฮับเล็ก เมื่อประเทศนั้นมีปัญหา ก็ยังเดินหน้าผลิตได้ ไทยเองก็หาโอกาสดึงฮับเล็กๆ ซึ่งอุตสาหกรรมการแพทย์ที่มีโอกาสดีเช่น เมดิคัลฮับ อุปกรณ์ทางการแพทย์ ฟู้ด
ซีเคียวริตี้ ผมว่าต้นปี ไตรมาสแรกรู้ ผมจึงต้องการให้การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมเสร็จไตรมาสแรก อาจเหลือ 4-5 กลุ่ม เหมือนเมนูอาหารอย่าเยอะ เวลาเราไปกินข้าวตามร้านจะมีเมนูที่คนชอบจริงๆ ไม่กี่เมนูโดยเฉพาะในร้านดังๆ ต่างประเทศมีเมนูไม่มากเช่นกัน แต่เราเอาแบบที่ชนะเลย มั่นใจได้เลย ชนะแน่ อย่างฟู้ดมาแน่นอน นักลงทุนคิดได้ไม่ต้องห่วง แต่จะทำยังไงจะเจอคนนั้นๆ วันนี้เราระบุไม่ได้เลย เหมือนยังอยู่ในที่มืด เพราะไม่รู้ว่าโควิดจบเมื่อไหร่
วางนโยบายเรื่องพลังงานอย่างไร
ผมได้คุยกับบริษัทพลังงานเพื่อให้เขาไปหาทางกระตุ้นการจ้างงาน ไม่บังคับ ตอนนี้ครบ 2 สัปดาห์เดี๋ยวแต่ละที่จะส่งแผนเข้ามา อย่าง ปตท.เตรียมแจก 5,000 บาท แต่ผมยังไม่ทราบรายละเอียดชัดเจน
ผมก็วัดใจ โตๆ กันแล้ว มีสภาพคล่องไม่ใช่บาทสองบาท และคนเดือดร้อนคือลูกค้าทั้งนั้น ลูกค้า ปตท. ลูกค้าไฟฟ้า ไม่มีอะไรมากไปกว่าคิดเอาเอง เหมือนที่ผมเชิญ รวิศ หาญอุตสาหะ (กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ เจ้าของแบรนด์ผงหอมศรีจันทร์) มาพูด เขาถามในงานว่าอยากมีภาพจำในช่วงเวลานี้อย่างไร อึ้งไปทั้งห้อง ผมบอกไม่รู้ (หัวเราะ) ฟังแล้วเรารู้สึกได้ เขาบอกเมื่อพ้นความลำบากไปเดินรอบออฟฟิศตัวเอง เห็นคนจนในกรุงเทพฯเป็นล้าน อยู่บ้านสังกะสีไม่มีแอร์ ตั้งแต่วันนั้นแจกของทุกวัน วันที่รู้สึกมากคือ มีคนมารับของเป็นแม่บ้านโรงเรียนนานาชาติที่ลูกเรียน และเป็นคนที่เจออยู่ทุกวัน เพิ่งมารู้ว่าแม่บ้านคนนี้อาศัยอยู่บ้านสังกะสี ไม่มีแอร์ อยู่ในซอก และตกงาน นี่คือภาพจำของเขา และจะทำสิ่งนี้ตลอดชีวิตจากวันนี้เป็นต้นไป อย่างภาพจำของผมคือการเป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ทำงานแบบไม่เป็นรองนายกฯ ยกมือไหว้เขาไปทั่ว ทำยังไงให้งานสำเร็จ
การจัดการเรื่องพลังงาน?
ก็เหมือนเดิมครับ ราคาพลังงานแต่ละชนิด จะพยายามดูแลให้ดีที่สุด หรือกรณีแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (พีดีพี) 20 ปี ยังเหมือนเดิม แต่อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์) มีเรื่องโรงไฟฟ้าชุมชน โรงไฟฟ้าชุมชนเรียนตามตรงไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่กระทรวงพลังงานตั้งใจทำมานาน แต่ไม่สำเร็จ เพราะโจทย์ยาก ทำยังไงไม่ให้รั่วไหล ทำยังไงให้ถึงมือเกษตรกรจริง ไม่ใช่ทำแล้วผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าได้ประโยชน์ เพราะทำแล้วค่าไฟต้องให้ราคาพิเศษ เราจึงต้องกลับมาดู วางเป้าหมายถึง 1,900 เมกะวัตต์ ซึ่ง 1 เมกะวัตต์ต้องปลูกหญ้าเชื้อเพลิงมากถึง 1,000 ไร่ ถ้าพืชไม่ดีไม่แข็งแรงอาจเป็น 2,000 ไร่ ดังนั้น เมื่อคำนวณจึงต้องใช้พื้นที่ปลูกมากถึง 2 ล้านไร่ จะเอาที่ที่ไหนปลูก แค่คิดก็คิดไม่ออกแล้ว แต่ด้วยเป้าหมายนี้อีกนาน จึงได้ข้อสรุปว่าไม่ต้องปรับ คงเดิม แต่นำร่องก่อนประมาณ 100 เมกะวัตต์ จะชัดเจนสิ้นเดือนกันยายนนี้ ซึ่งที่่ผ่านมาการส่งสัญญาณ 1,900 เมกะวัตต์ ดีใจกันทั่วประเทศ ตามหากล้าไม้กัน คนเตรียมกล้าไม้หวังรวยแล้ว กลัวจะยุ่งเหมืองกรณีกล้ายาง ตรงนี้ต้องกลับมาดูด้วยความระมัดระวัง
แต่ถามว่าอยากทำหรือไม่ ขอบอกว่าอยากทำ แต่ทำแล้วต้องสำเร็จ ไม่อยากให้เกษตกรเป็นเหยื่อ ขอพูดตรงๆ ไม่ใช่มีแค่คอนแทร็กฟาร์มมิ่งเซ็นกัน ถึงเวลาไม่ทำ หรือหากรับซื้อไม้จะเอาไม้ที่ไหน ต้องดูที่มาของไม้ ไม่มีความชัดเจนปลูกจริงหรือเปล่า เหล่านี้คือบทเรียนที่ถามตัวเอง ผมจะเริ่มที่ 100 เมกะวัตต์ จากนั้นค่อยปรับ เพิ่มจำนวน ถ้ามีผู้ประกอบการเสียสละยอมให้เกษตรกรมีเงินหมุนเวียนตั้งแต่ตอนปลูก ไม่ใช่ขาย
กล้าไม้ ขายปุ๋ยอย่างเดียว แต่ติดตามการปลูก ยอมลงทุนล่วงหน้า ลงทุนโรงไฟฟ้า ช่วยเกษตรกร ถ้าพิสูจน์ได้แบบนี้เราทำ ต้องสร้างกติกา ไม่เช่นนั้นจะก่อปัญหาอีกหลายเรื่อง เกิดความแตกแยก เกษตรกรรู้สึกปลูกแล้ว โรงงานทิ้งไปเฉยๆ ต้นทุนไม่รอด ต้องเปลี่ยนปลูกพืชอื่น เรากลัว เป็นบาป ควรเป็นพื้นที่ไม่เหมาะกับพืชเศรษฐกิจ เช่นพื้นที่ปลูกข้าวนาดอนน้ำไม่ดี พันธุ์ข้าวคุณภาพไม่แพงมาก ต้องอาศัยวันต่อวันให้รัฐบาลเข้าประกันรายได้ เหล่านี้ควรอยู่ในกลุ่มการปลูกพืชพลังงาน
แม้จ่ายค่าไฟเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ผลลัพธ์ที่ได้รัฐบาลอาจจ่ายเท่าเดิมหรือไม่จ่ายเลย เพราะอีกข้างหนึ่งคือไม่ต้องประกันแล้ว เท่ากับเราได้สิ่งยั่งยืนมาแทน ไม่ต้องรอวันรับประกันรายได้ในแต่ละปี แบบนี้อยากทำ

