เปิดไอเดียกมธ.ฉีดยาสายหื่นให้ฝ่อ
ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรไปเป็นที่เรียบร้อย สำหรับรายงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญศึกษาแนวทางป้องกันและแก้ปัญหาการข่มขืนกระทำชำเราและการล่วงละเมิดทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายโกวิทย์ พวงงาม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท เป็นประธาน กมธ.
สาระสำคัญของรายงานฉบับดังกล่าวคือ การกำหนดแนวทางป้องกันและแก้ปัญหาการข่มขืนกระทำชำเราและการล่วงละเมิดทางเพศเป็นวาระแห่งชาติ
โดยตั้งคณะกรรมการป้องกันและแก้ปัญหาการข่มขืนกระทำชำเราและการล่วงละเมิดทางเพศระดับชาติ มีกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นกรรมการ ให้เกิดหน่วยงานหลักในการแก้ปัญหาการข่มขืนกระทำชำเรา และล่วงละเมิดทางเพศอย่างเป็นรูปธรรม
ขณะเดียวกันมีการเสนอให้มีการจัดเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอของผู้ต้องขังในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศทุกคน เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการติดตาม เฝ้าระวังหลังได้รับการปล่อยตัวเมื่อพ้นโทษ ป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ ให้สำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม เป็นหน่วยงานผู้จัดเก็บ รวมทั้งการแก้ไขกฎหมายอาญาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการป้องปรามและเอาผิดในคดีข่มขืนกระทำชำเรา
โดย กมธ.เสนอให้มีการแก้ไขบทนิยามของคำว่า กระทำชำเรา และมีความเห็นในการแก้ไขเพิ่มเติมบทนิยามในมาตรา 1 (18) แห่งประมวลกฎหมายอาญา โดยให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
มาตรา 1 (18) กระทำชำเรา หมายความว่า กระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศหรือสิ่งอื่นใดของผู้กระทำหรือของผู้อื่นล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่นหรือของผู้กระทำ
ขณะเดียวกันยังเสนอให้มีการแก้ไข มาตรา 276 ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นหรือผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราด้วยวิธีการอื่นใด เพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้นปฏิเสธด้วยวาจา หรือท่าทางอย่างชัดแจ้ง หรืออยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้ผู้อื่นนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสี่แสนบาท…
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอในรายงานของ กมธ.ที่ถือว่าเป็นไฮไลต์เรียกความสนใจของสังคม
นั่นคือ แนวทางการฉีดยาปรับฮอร์โมนทางเพศผู้กระทำผิดคดีข่มขืน ให้ไปยับยั้งการสร้างฮอร์โมนเพศชาย เพื่อให้ความต้องการทางเพศลดลง สร้างอสุจิไม่ได้ และอวัยวะเพศไม่แข็งตัว แต่หากหยุดการใช้ฮอร์โมน สภาวะทางเพศจะกลับคืนมาเหมือนเดิม ไม่ใช่การทำให้อวัยวะเพศใช้การไม่ได้ตลอดไป ถือเป็นแนวทางป้องกันการกระทำผิดทางเพศได้ดี
น.ส.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะโฆษก กมธ.อธิบายว่า จากข้อเสนอให้มีการฉีดอวัยวะเพศผู้กระทำความผิดคดีข่มขืนด้วยการฉีดยาเพื่อยับยั้งฮอร์โมนให้ฝ่อนั้น ไม่ได้เป็นการฉีดถาวร แต่มีระยะเวลาที่ต้องฉีดทุก 3 เดือน
ในส่วนนี้จะต้องพิจารณาอีกครั้งว่าจะเป็นโทษ หรือบำบัด และหาวิธีการรักษาว่าจะทำอย่างไรให้เป็นการรักษาระยะยาว จะเป็นการฉีดหลังพ้นโทษออกมา เช่น กรณีคนพ้นโทษออกมาแล้วกลับมาทำผิดซ้ำอีก
อย่างไรก็ตาม กมธ.ไม่ได้เสนอให้ฉีดเพื่อลดฮอร์โมนอย่างเดียว แต่มีการลงทะเบียนติดตามความผิด เพื่อติดตามดูคนที่มีความเสี่ยงที่จะทำผิดซ้ำอีก แต่ต้องดูในเรื่องของสิทธิมนุษยชนควบคู่ไปด้วย
“ข้อเสนอการฉีดให้ฝ่อนั้น เนื่องจากที่ผ่านมาแม้คดีข่มขืนจะมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต แต่ยังยับยั้งการข่มขืนไม่ได้ จึงต้องพิจารณาว่าจะใช้โทษใดมาปราบปรามการข่มขืน ประเด็นการฉีดให้ฝ่อนั้นขอชี้แจงว่าไม่ใช่การฉีดให้ฝ่อ แต่เป็นการฉีดฮอร์โมนยับยั้งไม่ให้เกิดความรู้สึกทางเพศระยะหนึ่ง เมื่อยาหมดฤทธิ์ก็กลับมาใช้การตามปกติ การใช้วิธีนี้ต้องได้รับความยินยอมจากผู้กระทำความผิดก่อน เหมือนเกาหลีใต้ใช้กับผู้กระทำความผิดทางเพศซ้ำ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเรื่องนี้ยังเป็นเรื่องใหม่ในไทยและเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จึงจำเป็นต้องไปศึกษาวิจัยเพิ่มเติมว่ามีความเหมาะสมกับสังคมไทยหรือไม่” น.ส.พัชรินทร์กล่าวชี้แจง
ส่วนการนำไปสู่การลงโทษด้วยวิธีดังกล่าวหรือไม่นั้น น.ส.พัชรินทร์กล่าวว่า ยังไม่ได้ลงในรายละเอียด แต่ กมธ.มีข้อสังเกต 3 ประเด็นคือ 1.การเก็บดีเอ็นเอของผู้กระทำความผิด 2.การลงทะเบียนผู้กระทำความผิด และ 3.การใช้ฮอร์โมน เป็นเรื่องใหญ่ในสังคมไทยต้องศึกษามากกว่านี้ และแต่ละกระทรวงควรนำข้อสังเกตเหล่านี้ไปเป็นจุดเริ่มต้นในการศึกษาต่อไป
ตอนนี้จึงยังไม่มีหลักเกณฑ์ชัดเจนในการลงโทษ กมธ.มองว่าควรเป็นส่วนของผู้กระทำความผิดดูแล้วไม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ และกระทำการข่มขืนซ้ำซาก กฎหมายนี้จึงครอบคลุมทุกเพศ ทุกกลุ่ม ไม่ใช่เฉพาะเพศหญิงถูกกระทำ แต่รวมไปถึงเพศอื่นถูกล่อลวงด้วย น.ส.พัชรินทร์ระบุ
โฆษกคณะ กมธ.อธิบายต่อว่า ส่วนผู้หญิงกระทำความผิดจะต้องถูกฉีดลดฮอร์โมนด้วยหรือไม่นั้น ยังไม่ได้ศึกษาว่าเพศไหน อย่างไร แต่ที่ผ่านมาในต่างประเทศจะเป็นเฉพาะเพศชาย
นอกจากนี้ กรณีมีการข่มขืนศพจะต้องมีการฉีดด้วยหรือไม่ ในชั้น กมธ.ไม่ได้มีการพูดถึงในประเด็นนี้ ศึกษาในส่วนของบุคคลยังมีชีวิตอยู่ ยังไม่ได้พูดถึงเรื่องของศพ เน้นว่าจะทำอย่างไรให้สังคมปลอดภัย เกิดการป้องกัน และแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ เมื่อรายงานฉบับดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมสภาแล้ว หลังจากนี้จะส่งรายงานให้รัฐบาลพิจารณาเพื่อดำเนินการต่อไป
และต้องติดตามต่อว่ารัฐบาลจะดำเนินการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวง ทบวง กรม ไปแก้ไขกฎหมายและปฏิบัติตามข้อเสนอในรายงานของ กมธ.หรือไม่ อย่างไร

