หมายเหตุ – เป็นความเห็นนักวิชาการต่อความเคลื่อนไหวของวุฒิสมาชิก (ส.ว.) ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งยังมีมุมมองหลากหลายและเห็นไม่ตรงกันในกลุ่ม ส.ว. ล่าสุดมีการตั้งกลุ่ม “ส.ว.อิสระ” มีสมาชิกกว่า 60 คน สนับสนุนแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา โดยเฉพาะมาตรา 272 เพื่อตัดอำนาจ ส.ว.เลือกนายกรัฐมนตรี
สมชัย ศรีสุทธิยากร
ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการเมืองและการพัฒนา มหาวิทยาลัยรังสิต
ขณะนี้ ส.ว.แต่ละรายอาจจะมีวิธีการคิดที่แตกต่างกัน แม้ว่าช่วงแรกมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ถ้ามองวิธีการในลงคะแนนเสียงถือว่ามีความเป็นเอกภาพสูง เนื่องจากตัวเลือกที่ถูกเสนอชื่อในการเลือกนายกรัฐมนตรีมีเพียง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะกลุ่มอำนาจเดิม และคู่แข่งคือนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ในขณะนั้น ซึ่งเกิดขึ้นในสถานการณ์เฉพาะหน้า เนื่องจากพรรคเพื่อไทยไม่มี ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งการตัดสินใจเลือกของ ส.ว.ก็ต้องเลือก พล.อ.ประยุทธ์อย่าง
ชัดเจน
ส่วนสถานการณ์หลังจากรัฐบาลมีการทำงานนานกว่า 1 ปี ทำให้มีโจทย์ทางความคิดเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีความเปลี่ยนแปลง ซึ่งไม่ต้องเลือกฝ่ายเหมือนการเลือกนายกรัฐมนตรี และเรื่องที่จะให้ ส.ว.โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีอีกหรือไม่ เชื่อว่าขณะนี้ไม่ใช่ประเด็นสำคัญอีกต่อไป เนื่องจากเสียงของ ส.ส.ในสภามีเพียงพอ และระหว่างการยอมเสียในแง่ของอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรีกับการสูญเสียสถานภาพการเป็น ส.ว. ก็คงคิดว่าการยอมเสียบางอย่างไปยังดีกว่าการที่ทำให้สังคมรู้สึกไม่พอใจ อาจจะลามไปถึงประเด็นการยื่นข้อเสนอไม่เอา ส.ว.ที่อยู่ในบทเฉพาะกาล
การแสดงท่าทีของ ส.ส.บางกลุ่มที่รับฟังเสียงสะท้อนมากขึ้น เหมือนยอมเสียสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต เพราะหากไม่ยอมและมีท่าทีที่แข็งกร้าว อารมณ์ความรู้สึกของประชาชนจะรุนแรง การชุมนุม การเรียกร้องของนักศึกษาจะรุนแรง และอาจจะขยายไปถึงการไม่เอา ส.ว.ซึ่งถือว่าสร้างความเสียหายมากกว่า สำหรับข้อเสนอของแฟลชม็อบประกาศจะปิดสวิตช์ ส.ว.ภายในเดือนกันยายนนี้ เมื่อดูไทม์ไลน์ในแง่กฎหมายจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นไปได้ยากในช่วงเวลาที่ระบุไว้
ปลายทางของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากกระบวนการทั้งในและนอกสภาประสานกัน โดยเฉพาะเสียงนอกสภาที่มีพลัง การแก้ไขในสภาจะง่ายขึ้น และ ส.ว.จะต้องมีจุดที่ถอยไปไกลพอสมควร ยุติการใช้อำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีในมาตรา 272 โดยมีเงื่อนไขจากเสียงเรียกร้องนอกสภาที่มีความเข้มแข็ง แต่ ส.ว.คงไม่ไปไกลถึงมาตรา 269 โดยไม่ต้องมี ส.ว.ที่มาจากบทเฉพาะกาล
รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ต้องยอมรับว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 หาก ส.ว.ไม่เอาด้วยหรือไม่รับร่าง คงแก้ไขไม่ได้ สำหรับ ส.ว.บางกลุ่มมีเจตนาจะไม่ใช้อำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี แต่เมื่อดูเกมทางการเมืองปัจจุบันก็คงไม่จำเป็นต้องใช้อีกแล้ว
สำหรับการกดดันนอกสภาต้องมีกระแสที่ทำให้เกิดการยอมรับ ทำให้เป็นเหมือนช่วงก่อนการร่างรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งมีการดำเนินการรณรงค์ทั่วประเทศ มีการรณรงค์ชัดเจน แต่ปัจจุบันกระแสกดดันยังถูกมองว่ายังเป็นกลุ่มบุคคลขนาดเล็ก ขณะที่ ส.ว.ที่มาจากบทเฉพาะกาล จะต้องจบการทำหน้าที่ภายใน 5 ปี เชื่อว่าผู้มีอำนาจตั้งใจจะใช้ ส.ว.กลุ่มนี้ เพื่อประคองเสถียรภาพทางการเมืองให้นิ่งไปอีกระยะ ดังนั้นส่วนตัวเชื่อว่ารัฐธรรมนูญคงแก้ไขได้ยากพอสมควร
ในอดีตเคยทำหน้าที่สมาชิก ส.ส.ร. เมื่อปี 2550 เคยทำหน้าที่กรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2557 แต่ร่างไม่ผ่านความเห็นชอบ ทำให้ คสช.ตั้งกรรมการร่างชุดใหม่เป็นที่มาของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ซึ่งได้ยืนยันมาตลอดว่าไม่เห็นด้วยกับการมี ส.ว. และควรมีเพียงสภาเดียว หากจะมีก็ควรทำหน้าที่คล้ายกับ ส.ว.ในรัฐธรรมนูญ 2540 กำกับดูแลการทำหน้าที่ของบรรดาองค์กรอิสระ และแม้ว่ารัฐธรรมนูญ 2540 กำหนดให้ ส.ว.มีหน้าที่การกำกับดูแล แต่ที่ผ่านมาองค์กรอิสระบางหน่วยยังถูกฝ่ายการเมืองเข้ามาทำลาย สำหรับรัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้ ส.ว.เลือกนายกรัฐมนตรีได้ ถือว่าเกินขอบเขตอำนาจหน้าที่ที่ควรจะเป็น ทำให้ ส.ว.ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งในการสืบทอดอำนาจ
การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ต้องไปมองไกลถึงปลายทางเพราะนานเกินไป ในระยะสั้นติดตามว่า ส.ว.เสียงส่วนใหญ่จะโหวตรับร่างเพื่อให้มีการแก้ไขหรือไม่ หรือจะมีปฏิกิริยาอย่างไร หาก ส.ว.ไม่รับร่างในวาระแรกก็ไปต่อไม่ได้ แต่เชื่อว่าก่อนโหวตจะต้องมีการต่อรองกันภายใน และผู้มีอำนาจในปัจจุบันควรจะคิดว่าไม่มีใครจะคิดร้ายกับประเทศชาติ ขณะที่ประเมินว่าผู้มีอำนาจอยากเห็นการเมืองนิ่งไปอีกระยะกระทั่ง ส.ว.หมดอำนาจจากบทเฉพาะกาล 5 ปี
หากรัฐธรรมนูญแก้ไขไม่ได้วันนี้ก็ไม่เสียหายอะไร เพราะไม่ได้เป็นปัญหาที่รุนแรงมากกว่าการทำให้การเมืองนิ่ง ทำให้การเมืองต้องเข้มแข็งในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจครั้งรุนแรงช่วงสถานการณ์โควิด-19 หากแก้ไขไม่ได้ ก็อาจทำให้กลุ่มที่ต้องการให้มีประชาธิปไตยแบบเร่งด่วนก็คงไม่พอใจ แต่ทุกฝ่ายควรช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรให้พาบ้านเมืองนี้ไปให้รอดจากวิกฤตเศรษฐกิจ
หากรัฐธรรมนูญแก้ไม่ได้ก็คงต้องรอในระยะต่อไป เพราะเชื่อว่าปัญหาทางการเมือง เป็นเรื่องรองจากการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เพียงแต่รัฐบาลควรทำงานให้โปร่งใส ตั้งใจทำงาน อย่าหลงในอำนาจ มุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจโดยเร็วเพื่อให้มีผลงานเป็นที่ยอมรับ
จรัส สุวรรณมาลา
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ อดีตกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2557
ต้องยอมรับว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 หาก ส.ว.ไม่เอาด้วยหรือไม่รับร่าง คงแก้ไขไม่ได้ สำหรับ ส.ว.บางกลุ่มมีเจตนาจะไม่ใช้อำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี แต่เมื่อดูเกมทางการเมืองปัจจุบันก็คงไม่จำเป็นต้องใช้อีกแล้ว
สำหรับการกดดันนอกสภาต้องมีกระแสที่ทำให้เกิดการยอมรับ ทำให้เป็นเหมือนช่วงก่อนการร่างรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งมีการดำเนินการรณรงค์ทั่วประเทศ มีการรณรงค์ชัดเจน แต่ปัจจุบันกระแสกดดันยังถูกมองว่ายังเป็นกลุ่มบุคคลขนาดเล็ก ขณะที่ ส.ว.ที่มาจากบทเฉพาะกาล จะต้องจบการทำหน้าที่ภายใน 5 ปี เชื่อว่าผู้มีอำนาจตั้งใจจะใช้ ส.ว.กลุ่มนี้ เพื่อประคองเสถียรภาพทางการเมืองให้นิ่งไปอีกระยะ ดังนั้นส่วนตัวเชื่อว่ารัฐธรรมนูญคงแก้ไขได้ยากพอสมควร
ในอดีตเคยทำหน้าที่สมาชิก ส.ส.ร. เมื่อปี 2550 เคยทำหน้าที่กรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2557 แต่ร่างไม่ผ่านความเห็นชอบ ทำให้ คสช.ตั้งกรรมการร่างชุดใหม่เป็นที่มาของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ซึ่งได้ยืนยันมาตลอดว่าไม่เห็นด้วยกับการมี ส.ว. และควรมีเพียงสภาเดียว หากจะมีก็ควรทำหน้าที่คล้ายกับ ส.ว.ในรัฐธรรมนูญ 2540 กำกับดูแลการทำหน้าที่ของบรรดาองค์กรอิสระ และแม้ว่ารัฐธรรมนูญ 2540 กำหนดให้ ส.ว.มีหน้าที่การกำกับดูแล แต่ที่ผ่านมาองค์กรอิสระบางหน่วยยังถูกฝ่ายการเมืองเข้ามาทำลาย สำหรับรัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้ ส.ว.เลือกนายกรัฐมนตรีได้ ถือว่าเกินขอบเขตอำนาจหน้าที่ที่ควรจะเป็น ทำให้ ส.ว.ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งในการสืบทอดอำนาจ
การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ต้องไปมองไกลถึงปลายทางเพราะนานเกินไป ในระยะสั้นติดตามว่า ส.ว.เสียงส่วนใหญ่จะโหวตรับร่างเพื่อให้มีการแก้ไขหรือไม่ หรือจะมีปฏิกิริยาอย่างไร หาก ส.ว.ไม่รับร่างในวาระแรกก็ไปต่อไม่ได้ แต่เชื่อว่าก่อนโหวตจะต้องมีการต่อรองกันภายใน และผู้มีอำนาจในปัจจุบันควรจะคิดว่าไม่มีใครจะคิดร้ายกับประเทศชาติ ขณะที่ประเมินว่าผู้มีอำนาจอยากเห็นการเมืองนิ่งไปอีกระยะกระทั่ง ส.ว.หมดอำนาจจากบทเฉพาะกาล 5 ปี
หากรัฐธรรมนูญแก้ไขไม่ได้วันนี้ก็ไม่เสียหายอะไร เพราะไม่ได้เป็นปัญหาที่รุนแรงมากกว่าการทำให้การเมืองนิ่ง ทำให้การเมืองต้องเข้มแข็งในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจครั้งรุนแรงช่วงสถานการณ์โควิด-19 หากแก้ไขไม่ได้ ก็อาจทำให้กลุ่มที่ต้องการให้มีประชาธิปไตยแบบเร่งด่วนก็คงไม่พอใจ แต่ทุกฝ่ายควรช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรให้พาบ้านเมืองนี้ไปให้รอดจากวิกฤตเศรษฐกิจ
หากรัฐธรรมนูญแก้ไม่ได้ก็คงต้องรอในระยะต่อไป เพราะเชื่อว่าปัญหาทางการเมือง เป็นเรื่องรองจากการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เพียงแต่รัฐบาลควรทำงานให้โปร่งใส ตั้งใจทำงาน อย่าหลงในอำนาจ มุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจโดยเร็วเพื่อให้มีผลงานเป็นที่ยอมรับ
ชัยธวัช เสาวพนธ์
นักวิชาการอิสระ
จากการฟังเสียงของกลุ่มนักเรียนและนักศึกษาเรียกร้องให้ยกเลิกหรือยุบ ส.ว.250 คน ภายในกันยายนนี้ ทำให้ ส.ว.บางกลุ่มยอมถอย และลดอำนาจ เพื่อรักษาอำนาจตนเองและผลประโยชน์ เพราะ ส.ว.ได้รับเงินเดือนและค่าตอบแทน เฉลี่ยเดือนละ 200,000 บาท ไม่รวมผลประโยชน์แอบแฝงอีก จำเป็นต้องลดบทบาท อำนาจหน้าที่ เพื่อรักษาผลประโยชน์ระยะยาว
ส.ว.ที่ยอมให้แก้รัฐธรรมนูญ เชื่อว่าเป็นกลยุทธ์เพื่อซื้อเวลาและรักษาอำนาจอย่างน้อยอีก 2 ปี ก่อนการเมืองเปลี่ยนแปลง ดังนั้นต้องหาทางลงหรือทางออก ไม่ฝืนกระแสความต้องการของเยาวชนและประชาชน แต่ ส.ว.บางกลุ่ม ไม่อยากให้แก้รัฐธรรมนูญเพื่อสืบทอดอำนาจเผด็จการ และบางกลุ่มไม่ต้องการให้ตั้ง ส.ส.ร.เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพราะมองว่าเป็นคนของฝั่ง ส.ส. แต่ลืมดูตัวเองก็ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเช่นกัน
หากมีการตั้ง ส.ส.ร. เพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ควรมาจากการเลือกตั้ง 150 คน แต่งตั้งและสรรหาจากผู้ทรงคุณวุฒิและเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย อีก 50 คน รวม 200 คน เพื่อแก้ที่มาของ ส.ว. และนักการเมืองทุกระดับควรมาจากการเลือกตั้งของประชาชนเท่านั้น เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วม ติดตามและตรวจสอบได้ รวมทั้งมีระบบตรวจสอบอำนาจตุลาการและองค์กรอิสระให้ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ไม่เอนเอียง เพื่อเป็นเสาหลักชาติ และเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ เชื่อว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ด้วย

