เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 2 สิงหาคม ที่ศาลปกครองกลาง ถนนแจ้งวัฒนะ ศาลนัดไต่สวนคดีหมายเลข 1153/2559 ที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช) นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช.ในฐานะผู้ดำเนินรายการและผู้บริหารบริษัทพีซ เทเลวิชั่น จำกัด และพิธีกรสถานีโทรทัศน์พีซทีวี รวม 7 คน ได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม (กสท.) และนายภักดี มะนะเวศ รองเลขาธิการ กสทช. เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-2 ต่อศาลปกครองกลาง
โดยผู้ฟ้องทั้ง 7 รายขอให้ศาลปกครองกลางมีคำสั่งเพิกถอนมติ กสท. และคำสั่งพิจารณาโทษทางปกครองของ กสทช. ที่ให้พักใช้ใบอนุญาตหรือสิทธิในการออกอากาศช่องรายการโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม พีซ ทีวี เป็นเวลา 30 วัน รวมทั้งขอให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงาน กสทช.ที่ให้บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) และบริษัททีซี บรอดคาสติ้ง จำกัด ระงับการให้บริการโครงข่าย และยังขอให้ชดใช้เงินค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี เป็นเงินจำนวน 6,340,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระแล้วเสร็จ
คำฟ้องสรุปว่าเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2559 กสทช.ได้เผยแพร่ความเข้าใจในวาระการประชุม กสท.ครั้งที่ 19/2559 ในวันที่ 13 มิถุนายน 2559 สำนักงาน กสทช.ตรวจพบการออกอากาศของสถานีพีซทีวี ได้นำเนื้อหาเข้าข่ายประกาศต้องห้ามตามประกาศคณะรักษาความสงบ (คสช.) ฉบับที่ 97/2557 แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 103/2557 และฝ่าฝืนเงื่อนไขบันทึกข้อตกลงระหว่างผู้ฟ้องคดีกับสำนักงาน กสทช. ประกอบด้วยรายการเข้าใจนะ ,รายการเข้มข่าวดึกและรายการห้องข่าวเล่าเรื่อง โดยคณะอนุกรรมการได้เสนอที่ประชุม กสท.ลงโทษทางปกครองให้เพิกถอนใบอนุญาต แต่มติที่ประชุม กสท.ให้อนุกรรมการฯกลับไปทบทวนกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ต่อมาวันที่ 4 กรกฎาคม 2559 ที่ประชุม กสท.เสียงข้างมากเห็นสมควรให้พักใช้ใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ 30 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม -10 สิงหาคม 2559 อย่างไรก็ดี ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นหนังสือคัดค้านการพิจารณาของที่ประชุม กสท.มาต่อเนื่องตั้งแต่การประชุมเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2559 , วันที่ 4 กรกฎาคม 2559 และวันที่ 11 กรกฎาคม 2559 ประกอบกับผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉินเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2559 ศาลปกครองกลางได้รับร้องไว้ แล้วนัดคู่กรณีมาไต่สวนเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2559 และเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2559 ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉินและคุ้มครองชั่วคราวอีกครั้ง และศาลนัดมาไต่สวนวันที่ 13 กรกฎาคม 2559 แต่ตัวแทนผู้ถูกฟ้องคดีไม่มา เพราะติดต่อไม่ได้ ศาลจึงนัดไต่สวนอีกครั้งในวันที่ 15 กรกฎาคม 2559 โดยตัวแทนผู้ถูกฟ้องคดีชี้แจงว่า สำนักงาน กสทช.จะส่งหนังสือทางปกครองให้พักใช้ใบอนุญาตมาถึงผู้ฟ้องคดีในวันที่ 21 กรกฎาคม 2559
ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่สอง มีหนังสือด่วนที่สุด ที่ กสทช 4012/27340 ลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2559 ถึงผู้ฟ้องคดีมีใจความสำคัญสั่งให้เพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ โดยอ้างว่าพีซทีวี ออกอากาศรายการเข้าใจนะ, รายการเข้มข่าวดึก และรายการห้องข่าวเล่าเรื่อง มีเนื้อหาต้องห้ามไม่ให้ออกอากาศในลักษณะส่อให้เกิดความสับสน ยุยง ปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้ง อันเป็นการฝ่าฝืนประกาศ คสช.ฉบับที่ 97/2559 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 103/2559 ผิดเงื่อนไขบันทึกข้อตกลงระหว่างผู้ฟ้องคดีกับสำนักงาน กสทช. และขัดมาตรา 37 ของ พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ที่ประชุม กสท.ครั้งที่ 23/2559 เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2559 จึงมีมติพักใช้ใบอนุญาตดังกล่าวเป็นเวลา 30 วัน มีผลตั้งแต่วันรับหนังสือจากสำนักงาน กสทช. อีกทั้งผู้ฟ้องคดีที่ 2 อ้างว่ารายการดังกล่าวที่ถูกกล่าวหาเป็นกรณีการกระทำต่างกรรมต่างวาระ แยกต่างหากจากการกระทำและมีคำสั่งเพิกถอนในอนุญาต จึงเป็นความผิดครั้งใหม่ และเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งที่ 380/2559 ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2559 ของศาลปกครองสูงสุดที่ให้ กสทช.พิจารณาโทษทางปกครองแก่บริษัท ในการกระทำผิดครั้งใหม่ได้
โดยวันนี้ผู้ฟ้องมี นพ.เหวง โตจิราการ พร้อมพวกรวม 5 คน มาศาลขณะที่ฝั่ง กสทช. มีนายภักดี มะนะเวศ รองเลขาธิการ กสทช. พร้อมด้วยนายสมบัติ ลีลาพตะ รองเลขาธิการ กสทช.และคณะทำงานเดินทางมาศาล
นพ.เหวงเผยก่อนขึ้นห้องพิจารณาว่า วันนี้เดินทางมาไต่สวนกรณีกสทช.มีคำสั่งทางปกครองพักใบอนุญาตการออกอากาศของพีซทีวี โดยมองว่า กสทช.กระทำมิชอบ เนื่องจากมีสถานีโทรทัศน์บูลสกายและสำนักข่าวทีนิวส์ ที่มีเนื้อหารุนแรงกว่าแต่ไม่เห็น กสทช.จะมีคำสั่งพักใบอนุญาตการออกอากาศเหมือนพีซ ทีวี โดยตนได้ตั้งคำถามว่ามีการเลือกปฏิบัติหรือไม่ โดยวันนี้พวกตนมาขอความเมตตาจากศาลเพื่อขอให้ไต่ฉุกเฉินและคุ้มครองชั่วคราว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้คู่ความทั้งสองฝ่ายอยู่ในห้องพิจารณาคดี

