หน้าแรก การเมือง ส.ส.เพื่อไทย ...

ส.ส.เพื่อไทย ทำหนังสือลาออกให้ ‘บิ๊กตู่’ บอกแค่เซ็นชื่อ ชาติพ้นวิกฤต ลูกหลานไม่มีภาระ

9.09.20 | 14:23 น.
“จิราพร” อัดทุกโครงการของรบ.ล้มเหลว จี้ ”บิ๊กตู่”ลาออก จะได้ไม่เป็นภาระลูกหลาน

ต่อมาเวลา 12.40 น. น.ส.จิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า เป็นความโชคร้ายของไทยที่มีนายกฯ ชื่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านคือบุคคลที่สามารถทำให้ประเทศไทยที่เคยอยู่ในภาวะปกติ ต้องตกอยู่ในภาวะวิกฤต และแม้ห้วงที่ประเทศอยู่ในภาวะวิกฤตท่านยังสามารถบริหารประเทศให้เกิดวิกฤตซ้อนวิกฤตได้ เพราะเศรษฐกิจไม่ได้เพิ่งมาย่ำแย่ช่วงวิกฤตโควิด -19 แต่พล.อ.ประยุทธ์ ทำการรัฐประหารในปี 2557 แล้วเข้ามาบริหารประเทศ เศรษฐกิจไทยก็ต่ำมาตลอด เมื่อฐานเก่าของเราต่ำเตี้ยเรี่ยดิน พอมาเจอโควิด ทำให้เศรษฐกิจภาพรวมตลอดเวลา 5-6 ปีที่ผ่านมาโตเฉลี่ยแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยแทบไม่โตเลย ขณะที่ประเทศอื่นแม้จะเผชิญกับวิกฤตโควิด -19 เหมือนประเทศไทย แต่เขาติดลบจากฐานเก่าที่สูงทำให้ไม่บาดเจ็บหนักเหมือนกับประเทศไทย ทำให้ภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวที่เคยเป็นรายได้หลักของประเทศหายไปอย่างเฉียบผลัน เมื่อประเทศไทยไม่สามารถพึ่งปัจจัยภายนอกได้ รัฐบาลก็ประกาศว่าจะหันกลับมาสร้างความเข้มแข็งภายในประเทศ คือทำให้เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง แต่ในความเป็นจริงโครงการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากที่รัฐบาลพยายามจะโฆษณาว่าให้ความสำคัญในช่วงวิกฤตโควิด-19 นี้เป็นโครงการที่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ทำมาแล้ว 6 ปี แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือประชาชนยังจนอยู่ ไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ ผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยลำบาก


น.ส.จิราพรกล่าวต่อว่า ที่ผ่านมามีหลายโครงการเช่นโครงการบริษัทประชารัฐรักสามัคคี เป็นโครงการที่สนับสนุนเงินทุนให้จังวัดต่างๆ สร้างบริษัทมาลงทุนในกิจการรัฐวิสาหกิจของจังหวัด โดยให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุน ปราฎว่าตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา กิจการของบริษัทประชารัฐรักสามัคคี ไม่ปรากฎความก้าวหนาที่เป็นประโยชน์เลย และเมื่อตรวจสอบไปยังกรมพัฒนาทุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่า บริษัทประชารัฐฯ ในทั้ง 77 จังหวัด ส่วนมากประสบภาวะขาดทุนอย่างหนักไม่คุ้มค่ากับงบประมาณ สวนโครงการตลาดประชารัฐเป็นโครงการที่ ใช้งบประมาณเพื่อสร้างและปรับพื้นที่การค้าตามตำบลและอำเภอต่างๆทั่วประเทศกว่า 6,447 แห่ง โดยอ้างว่าเป็นการจัดระเบียบหาบเร่แผงลอย และเพิ่มพื้นที่การค้าให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย แต่ตอนนี้ตลาดประชารัฐ กลายเป็นตลาดประชาร้าง ไปเรียบร้อยแล้ว ในปี 2560 โครงการนี้ใช้งบไป 562 ล้านบาท แต่พบว่าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้เพียง 114 ล้านบาท

น.ส.จิราพรกล่าวด้วยว่า ส่วนโครงการเน็ตประชารัฐ โดยกระทรวงดีอี ได้ว่าจ้างบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) วางเครือข่ายอินเตอร์เน็ตหมู่บ้าน ใช้งบปะมาณกว่า 15,000 ล้านบาท โดยอ้างว่าเพื่อให้ครอบคลุม 24,700 หมู่บ้าน เฉลี่ยนหมู่บ้านละ 5 แสนบาท พบว่าโครงการนี้ใช้งบสูงเกินจริง แต่คุณภาพต่ำเกินมาตรฐาน นอกจากนี้ยังพบว่า กสทช.เข้าไปตั้งเสาและเครื่องส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ต ตั้งแต่ปี 2560 ในหลายพื้นที่ใช้งบประมาณไปกว่า 9 พันล้านบาท ผ่านมา 3 ปี จนถึงทุกวันนี้กลายเป็นแค่อนุสาวรีย์ ประจำหมู่บ้าน ส่วนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน ที่ดำเนินการผ่านกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานราก และสังคม รัฐบาลอ้างว่าโครงการนี้ช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ถูกจุด ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และที่สำคัญได้ดำเนินการด้วยความรัดกุม โปร่งใสตรวจสอบได้ แต่จากเอกสารรายงานของ สตง.ชี้ชัดว่าโครงการบัตรคนจน แท้จริงแล้วขาดความโปร่งใส ไม่สามารถตรวจสอบได้ ส่อไปในทางทุจริตหรือไม่ และชื่อกองทุนประชารัฐก็ไปคล้องกับชื่อพรรคการเมืองบางพรรค แต่ตนไม่ได้กล่าวหาว่ารัฐบาลใช้เงินรัฐไปหาเสียงถ้าทำจริงแต่ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นก็ไม่ว่า แต่ทุกวันนี้ประชาชนยังจนอยู่ ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ ชี้ว่าแท้จริงแล้วการตั้งกองทุนประะชารัฐมีการใช้เงินไปแล้วทั้งหมดเท่าไหร่และเพราะเหตุใดจึงไม่มีบัญชีรายงานต่อ สตง. แสดงว่า กองทุนฯไม่ทำรายการบัญชี และใช้เงินไม่ถูกต้องตามกฎหมายวินัยการเงินการคลังหรือไม่ และขอให้พล.อ.ประยุทธ์ชี้แจงว่า ทำไมตั้งแต่มีโครงการประชารัฐต่างๆขึ้นมา ประชาชนกลับลำบากมากขึ้นทั้งๆที่ทำโครงการเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยมีความเเนอยู่ที่ดีขึ้น ขณะเดียวกันบริษัทยักษ์ใหญ่ เจ้าสัว กลับยิ่งมั่งคั่งขึ้น แท้จริงแล้วท่านจงใจใช้คนจนเป็นเครื่องผันเงินให้กับเจ้าสัวใช่หรือไม่ ถ้าปล่อยให้ พล.อ.ประยุทธ์ บริหารประเทศแบบนี้ จากที่เคยพูดกันเล่นๆ ว่าได้บัตรคนจนจะกลายเป็นบัตรขอทาน ซึ่งตนเกรงว่าอาจจะกลายเป็นเรื่องจริงได้

น.ส.จิราพรกล่าวต่อว่า เราเคยไปไกลถึงตั้งเป้าหมายเป็นเสือตัวที่ห้าของเอเชีย แต่สภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยตอนนี้ภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ เรากำลังกลายเป็นเต่าแห่งเอเชีย คลานต้วมเตี้ยมหยุดอยู่กับที่รอให้ประเทศอื่นแซงประเทศไทยไปทีประเทศ แต่เรากลับต้องทนอยู่กับผู้นำที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจทางด้านเศรษฐกิจเลย และห่วงเวลาที่ประเทศต้องการผู้นำที่สร้างความหวังให้ประเทศพ้นจากวิกฤต กลับได้ผู้นำที่คอยสร้างแต่ความหวาดกลัวให้กับประชาชน หลายคนบอกว่าเดือน ก.ย.นี้ได้กลิ่นอายของรัฐประหาร แต่ดิฉันขอเรียนว่าการทำรัฐประหารครั้งนี้ไม่ได้ง่าย วันนี้นักเรียน นักศึกษา ประชาชนเขาตื่นรู้กันหมดแล้ว ที่ผ่านมาการทำรัฐประหาร ทหารเข้ามากินบุญเก่าที่มาจากรัฐบาลประชาชน แต่วันนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ หากทำรัฐประหารจะเป็นการซ้ำเติมประเทศ เราจะไม่เหลืออะไรทิ้งไว้ให้ลูกหลานในอนาคตได้ จะมีประโยชน์อะไรที่ท่านจะทำรัฐประหารบนซากปรักหักพังประเทศ

Advertisement

“ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ แสดงให้เห็นแล้วว่าบริหารล้มเหลวทุกอย่าง มีแค่อย่างเดียวที่พล.อ.ประยุทธ์ทำสำเร็จคือการทำรัฐประหาร ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ ได้พิสูจน์แล้วว่า ท่านอยู่เพื่อรักษาอำนาจของตัวเองและพรรคพวก ไม่ได้อยู่เพื่อแก้ปัญหาของประเทศชาติ ความเป็นอยู่ของพี่น้องคนไทยดีขึ้น แล้วท่านจะอยู่ไปทำไม ดินฉันขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ เสียสละลาออกจากตำแหน่งนายกฯเพราะท่านคือศูนย์รวมปัญหาของบ้านเมืองในขณะนี้ ขอให้พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศลาอกต่อหน้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ หรือท่านจะลงลายมือชื่อก็ได้ เพื่อให้ท่านสะดวกยิ่งขึ้น ดิฉันได้ทำหนังสือลาออกมาให้ พล.อ.ประยุทธ์ เรียบร้อย ดิฉันกรอกรายละเอียดทุกอย่างแล้ว เสียดายที่ท่านไม่อยู่ในสภาแห่งนี้ แต่ขอนำส่งประธานผ่านไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ เพียงแค่ท่านลงนามในหนังสือฉบับนี้ก็จะสมบูรณ์ ท่านลาออกก็จะสามารถพาประเทศออกจากวิกฤตการเมืองครั้งนี้ได้ พล.อ.ประยุทธ์ อดีตผู้บัญชาการกองทัพไทย เคยให้สัตย์ปฏิญาณไว้ว่าแม้แต่ชีวิตท่านก็สามารถพลีเพื่อแผ่นดินได้ แต่วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ต้องไปรบให้เสียเลือดเสียเนื้อที่ไหน เพียงแค่ท่านประกาศลาออก หรือเพียงแค่หยิบปากกา ลงนามในเอกสารที่ดิฉันนำส่ง เพียงแค่นี้ก็ถือว่าท่านได้เสียสละต่อแผ่นดินครั้งยิ่งใหญ่ เพื่อชาวไทยทั้งประเทศ ลาออกเถอะจะได้ไม่เป็นภาระของลูกหลานในอนาคต” น.ส.จิราพร กล่าว