‘หมอเปรม-พวก’ลุ้นคำสั่งอุทธรณ์กักขัง 2 เดือนในคลินิกกรุงเทพฯ หลังถูกคุมขังในเรือนจำแล้ว2 คืน

11.09.20 | 09:45 น.

“หมอเปรมศักดิ์-พวก”ลุ้นคำสั่งอุทธรณ์กักขัง 2 เดือนในคลินิกกรุงเทพฯ หลังถูกคุมขังในเรือนจำแล้ว2 คืน


ความคืบหน้าศาลจังหวัดพล สั่งกักขังนายแพทย์เปรมศักดิ์ เพียยุระ อดีตนายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น และร้อยตรี บัวทอง โลขันธ์ อดีตเลขานุการ หลังศาลฎีกาพิจารณาเปลี่ยนคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จากจำคุก 2 เดือน เป็นกักขัง 2 เดือน ในคดีที่จำเลยทั้ง 2 คนร่วมกัน ข่มขืนใจ บังคับให้ผู้สื่อข่าวอาวุโส หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ประจำศูนย์ข่าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แก้ผ้า เมื่อปี 2559 โดยทนายจำเลยได้ยื่นคำร้องขอกักขังจำเลยทั้ง 2 คน ในคลินิกของนายแพทย์เปรมศักดิ์ ที่กรุงเทพมหานคร แต่ศาลยกคำร้องเนื่องจากไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องกักขังในสถานที่ดังกล่าว ต่อมาทนายได้ยื่นอุทธรณ์โดยรอฟังคำสั่งศาลนั้น

เมื่อวันที่ 10 กันยายน นายเธียรชัย นนยะโส ทนายความ นพ.เปรมศักดิ์ เปิดเผยว่า คำร้องอุทธรณ์ยังขอให้ศาลพิจารณากักขัง ในคลินิกเช่นเดิม เพื่อให้จำเลยสามารถประกอบวิชาชีพได้ มีหลักแหล่งชัดเจน คดีถึงที่สุดแล้วจำเลยไม่มีความจำเป็นที่จะต้องหลบหนี อย่างไรก็ตาม ต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 24 ระบุว่า ผู้ต้องโทษกักขัง ให้กักตัวไว้ในสถานที่กักขัง ซึ่งมิใช่เรือนจำ สถานีตำรวจ หรือสถานที่ควบคุมผู้ต้องหา ถ้าศาลเห็นเป็นการสมควร จะสั่งให้กักขังผู้กระทำความผิดไว้ในที่อาศัยของผู้นั้นเอง หรือสถานที่อื่น ที่อาจกักขังได้ เพื่อให้เหมาะสม

อย่างไรก็ตามคงต้องลุ้นกันต่อไปว่าศาลจะมีคำสั่งลงมาว่าจะอนุญาตให้นายแพทย์เปรมศักดิ์ พร้อมพวก ทำการกักขังตัวเองที่คลินิกแห่งหนึ่ง ในกรุงเทพฯ ตามที่ทนายความนายแพทย์เปรมศักดิ์ได้ยื่นเรื่องขอได้หรือไม่ หรือจะพิจารณาสถานที่กักขังอย่างเป็นทางการ หลังจากนายแพทย์เปรมศักดิ์พร้อมพวกนอนค้างคืนในเรือนจำเป็นการชั่วคราวไปแล้วเป็นวันที่สอง

Advertisement

สำหรับคดีนี้พนักงานอัยการจังหวัดพล เป็นโจทก์ และนายก่อสิทธิ์ กองโฉม ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ โจทก์ร่วม ฟ้องนายเปรมศักดิ์ เพียยุระ จำเลยที่ 1 และร้อยตรี บัวทอง โลขันธ์ จำเลยที่ 2

โดยโจทก์สรุปคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำอนาจารและข่มขืนใจใจผู้เสียหาย ซึ่งเป็นผู้สื่อข่าวของสำนักข่าว โดยจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายบังคับผู้เสียหายสวมเสื้อผ้าอยู่จนหลุดออกมากองบนพื้นต่อหน้าธารกำนัล หรือผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้และทำให้ผู้เสียหายกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกายเสรีภาพชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้เสียหายจนผู้เสียหายยอมจำนนต่อสิ่งนั้น โดยจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 281, 309 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทจำคุกคนละ 2 เดือน

ระหว่างพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์จำเลยให้การรับสารภาพขอให้รอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ต่อมาจำเลยทั้งสองฎีกาขอให้รอการลงโทษ

ศาลฎีกาประชุมองค์คณะเห็นว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นเลขานุการนายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ ซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญในการเป็นตัวแทนของประชาชนในท้องถิ่น จึงสมควรประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี แต่จำเลยทั้งสองกลับใช้อำนาจข่มเหงกดขี่ และคุกคามสิทธิและเสรีภาพในตัวของผู้เสียหายให้รู้สึกอับอาย และเกรงกลัวเพียงเพราะไม่พอใจในการเสนอข่าวของสื่อมวลชน

แม้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเป็นเงิน 100,000 บาท และไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน แต่ยังไม่เป็นเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยทั้งสองได้ แต่การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายนั้นเป็นการพยายามบรรเทาความเสียหายอันพอจะฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองสำนึกผิดถือว่ามีเหตุบรรเทาโทษ จึงให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังจำเลยทั้งสองแทนตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 23