เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 2 สิงหาคม ที่ห้องประชุมสารนิเทศ หอประชุมจุฬาฯ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีเสวนาเรื่อง “สรรสาระร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559″ โดยมีวิทยากร ได้แก่ รศ.ดร.วิทยา กุลสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ดร.พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร.ณรงค์เดช สรุโฆษิต คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
รศ.ดร.วิทยากล่าวว่า ที่มาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีที่มาจากสภาพปัญหาของการเมืองไทย 4 ประเด็นคือ 1. โดยสถาบันการเมืองผูกขาดโดยชนชั้นนำเเละขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนภาคส่วนต่างๆ 2.กลไกระบบรัฐสภาไม่ตอบสนองความต้องการของสังคมไทย 3.ระบบควบคุมเเละการตรวจสอบการใช้อาจขาดประสิทธิภาพ 4.ตัวเเทนของกลุ่มผลประโยชน์ในภาคส่วนต่างๆ ปราศจากอำนาจทางการเมือง ”
“ทั้ง 4 ประเด็นทำให้เกิดข้อเสนอในการร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ โดยมีกรอบกรอบของ คสช. ว่าให้เป็นที่ยอมรับนับถือของสากล แต่สอดคล้องกับสภาพปัญหาประเพณี วัฒนธรรมเเละวิธีชีวิตของคนไทย ตลอดจนให้มีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการปฏิรูปเเละสร้างความปรองดอง เเละจะต้องมีเเนวทางขจัดทุจริตอย่างได้ผลเเละต้องสร้างกลไกเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชน” รศ.ดร.วิทยากล่าว
รศ.ดร.วิทยากล่าวอีกว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเรื่องการสร้างหลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่เเตกต่างจากการร่างรัฐธรรมนูญฉบับอื่น ประการเเรกคือ “การใดที่ไม่ได้เขียนไว้ให้เป็นสิทธิเเละเสรีภาพที่จะทำได้” อยู่ในมาตรา 25 วรรค 1 ส่วนที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก เป็นส่วนที่เสริมเข้ามาว่า “หากไม่เป็นอันตรายของความมั่นคงของรัฐ ต่อความเรียบร้อย ต่อศีลธรรมอันดีของประชาชนเเละไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของคนอื่น” ซึ่งค่อนข้างจะเป็นนามธรรมอยู่บ้าง แต่อย่างไรก็ตาม ก็ได้พยายามยกเว้นไว้ว่าอะไรที่ไม่เขียนไว้ให้เป็นสิทธิ
“ประการที่สอง ที่เเตกต่างจากรัฐธรรมนูญอื่นเลย คือการกำหนดให้มีหมวดหน้าที่ของรัฐ เเยกออกจากหมวดเเนวนโยบายของรัฐ ตรงนี้เป็นที่น่าสนใจว่าความหมายของสิทธิ เเตกต่างอย่างไรต่อหน้าที่ของรัฐ นโยบายของรัฐ เเละภารกิจในเชิงปฏิรูป อันนี้เป็นบทบังคับให้ผู้ทำหน้าที่รัฐบาล ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน หากไม่ดำเนินการให้ถูกต้องย่อมเป็นเหตุให้รัฐบาลต้องรับผิดชอบ เเละประชาชนสามารถฟ้องรัฐได้ ตรงนี้เป็นข้อความที่คณะกรรมการยกร่างได้หยิบยกมาพูดค่อนข้างมาก” รศ.ดร.วิทยากล่าว และว่า ประการสุดท้ายเป็นการยืนยันหลักสิทธิและเสรีภาพของประชาชนด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการอนุรักษ์ขนบธรรมเนียม ประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น วัฒนธรรมด้านอื่นๆ
รศ.ดร.วิทยากล่าวอีกว่า ส่วนองค์ปกครองส่วนท้องถิ่น มองว่าไม่มีความแตกต่างจากเดิม เเต่จะมีสิ่งที่เชื่อมโยงกับประเด็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งเริ่มปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เนื่องจากกระเเสโลกมีการพูดถึงเรื่องความยั่งยืน นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงเรื่องการป้องกันการขัดผลประโยชน์เเละการป้องกันการก้าวก่ายการปฏิบัติหน้าที่ของราชการท้องถิ่น ตรงนี้ก็ถือเป็นสาระที่มีความก้าวหน้าของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

ด้าน ดร.พรสันต์กล่าวว่า จากที่อ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้พบว่า ค่อนข้างให้อำนาจกับองค์กรตุลาการมากเมื่อเทียบกับฝ่ายการเมือง เช่น มาตรา 172 ของร่างรัฐธรรมนูญพูดถึงเรื่องการออกพระราชกำหนด ของ ครม. ตามรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อ ครม.ออก พ.ร.ก.ในมาตรา 172 มีการเขียนไว้ว่า สมาชิกของรัฐสภา ก่อนจะพิจารณา พ.ร.ก. สามารถส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาตรวจสอบว่า ร่าง พ.ร.ก.นั้นออกไปเเล้วเป็นประโยชน์หรือไม่ คำถามที่ตั้งคือ ทำไมเราจึงออกเเบบให้ศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาตรวจสอบตรงนี้
“ในเชิงหลักการเราต้องเข้าใจว่า การออก พ.ร.ก. เป็นลักษณะของการใช้ดุลพินิจของฝ่ายการเมือง เเต่เมื่อมีการให้ศาลรัฐธรรมนูญมาตรวจสอบได้จึงเป็นเหมือนการให้องค์กรตุลาการตรวจสอบดุลพินิจทางการเมือง ผลคือจะเป็นการดึงศาลเข้ามาเป็นคู่ขัดเเย้งทางการเมือง ตรงนี้เป็นปัญหาอยู่เเละเป็นประเด็นที่เราต้องระวังในการออกเเบบรัฐธรรมนูญ” ดร.พรสันต์กล่าว
ดร.พรสันต์กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญยังมีอำนาจในการสรรหาบุคคลเข้าประจำตำเเหน่งในฝ่ายองค์กรอิสระต่างๆ ที่เข้าไปตรวจสอบฝ่ายการเมือง ที่สำคัญในร่างฉบับนี้มีการสร้างหลักเกณฑ์ใหม่ขึ้นมา คือการให้ศาลรัฐธรรมนูญร่วมกับองค์กรอิสระในการจัดทำมาตรฐานทางจริยธรรม ซึ่งส่วนตัวก็ยังไม่ทราบว่าคืออะไร แต่ก็มีการจัดทำเเละบังคับใช้กับศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระและฝ่ายการเมืองทุกคน
“ประเด็นคือ เรื่องมาตรฐานจริยธรรมมันคืออะไร เเละสิ่งที่น่ากังวลคือการออกแบบให้ศาลรัฐธรรมนูญออกกฎเองเเละบังคับใช้กับตัวเอง ในทางหลักการเป็นเรื่องของการมีส่วนได้เสีย เพราะฉะนั้นการออกเเบบตรงนี้ต้องระวังอย่างมาก เพราะจะเป็นการลดทอนความน่าเชื่อถือของศาลรัฐธรรมนูญเอง” ดร.พรสันต์กล่าว
ดร.พรสันต์กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการออกเเบบให้ศาลเข้ามาตัดสินฝ่ายการเมืองทำการละเมิดมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายเเรง และให้ศาลตัดสินว่าถ้าละเมิดสามารถถอดออกจากตำเเหน่ง เเละถอดสิทธิการสมัครรับเลือกตั้ง เเละยังระบุอีกว่าศาลอาจจะใช้ดุลพินิจในการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปีได้ เรื่องที่น่ากังวลคือ ตามปกติการตรวจสอบเป็นเรื่องของฝ่ายการเมือง คือ ส.ว. เเต่ร่างฉบับนี้ออกแบบให้ศาลฎีกา
“จากแต่ก่อนการให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยฝ่ายการเมืองออกจากตำเเหน่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เป็นการดึงศาลมายุ่งเกี่ยวทางการเมืองซึ่งจะทำให้มีปัญหาไม่สิ้นสุด เเละการดึงศาลฎีกาเข้ามาก็ยิ่งหนักกว่าเดิม เป็นการดึงคู่ขัดเเย้งใหม่ที่เป็นศาลจริงๆ ตรงนี้เป็นปัญหาอย่างมากที่ควรจะต้องพิจารณาให้ดี” ดร.พรสันต์กล่าว


