จากกรณีเมื่อ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมา นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย แจ้งความดำเนินคดีกับคอลัมนิสต์ที่ใช้นามปากกาชื่อ “สายล่อฟ้า” ในคอลัมน์ “กล้าได้กล้าเสีย” ของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ที่สน.พหลโยธิน
เมื่อเวลา 10.20 น. วันที่ 3 สิงหาคม ที่สน.พหลโยธิน นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ได้เดินทางเข้าให้ปากคำเพิ่มเติมกับ ร.ต.อ.ธีฬะเกียรติ ฑีฆะบุตร รอง สว.(สอบสวน) สน.พหลโยธิน
นายนรินท์พงศ์ กล่าวว่าวันนี้พนักงานสอบสวนได้นัดตนเข้าให้ปากคำให้ฐานะผู้ร้องทุกข์ เนื่องจากในวันที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมานั้น ยังไม่ได้มีการลงรายละเอียดให้ชัดเจน วันนี้จึงทำเอกสารที่สามารถรวบรวมมาได้ทั้งหมดนำให้กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับวันพฤหัสบดี ที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทางคอลัมน์ดังกล่าวมีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารบิดเบือดสาระสำคัญในร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเนื้อหาบางกรณีไม่มีอยู่จริง โดยนำหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับดังกล่าว จึงเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 มาตรา 61 อย่างไรก็ตามการกระทำดังกล่าวนั้นได้มีการเผยแพร่ลงโซเชี่ยล ซึ่งอาจจะเข้าข่ายฐานความผิดพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ แต่ก็อยู่ที่ดุลพินิจของทางพนักงานสอบสวนว่าจะแจ้งข้อหาดังกล่าวหรือไม่
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากการกระทำดังกล่าวเป็นการแสดงความคิดเห็นตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 มาตรา 7 ได้หรือไม่ นายนรินท์พงศ์ กล่าวว่า ตามเนื้อหา 6 ประเด็นที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวไม่มีเนื้อหาที่อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับก่อนลงประชามติ มีทั้งหมด 279 มาตรา ซึ่งถือเป็นการบิดเบือนชี้นำให้ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว โดยการกล่าวอ้างว่าเพราะเหตุใดนักการเมืองจึงไม่ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญ สำหรับระยะเวลากรอบในการดำเนินคดีนั้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนสำหรับคดีดังกล่าวโดยเฉพาะ เนื่องจากต้องการเร่งรัดให้แล้วเสร็จก่อนที่จะมีการลงประชามติในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ เมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมาตนได้นำเอกสารหลักฐานดังกล่าวไปเสนอให้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งคาดว่าใช้เวลาไม่นาน อย่างไรก็ตามทุกอย่างขึ้นอยู่กับดุลพินิจของทางพนักงานสอบสวนว่าจะออกหมายเรียกผู้เขียนคอลัมนิสต์สายล่อฟ้าหรือไม่ แต่ในฐานะผู้ร้องทุกข์คิดว่าควรจะเรียกมาสอบสวนหาข้อเท็จจริงถึงการกระทำดังกล่าว
ร.ต.อ.ธีฬะเกียรติ กล่าวว่า จะต้องทำการสอบปากคำโดยละเอียดเพื่อหาข้อเท็จจริง สำหรับจะมีการออกหมายเรียกหรือไม่นั้นต้องตรวจสอบพยานหลักฐานให้แล้วเสร็จก่อน

