รายงานหน้า 2 : พลัง‘นิสิต-น.ศ.’19 กันยา จุดเปลี่ยนโครงสร้างประเทศ

พลัง‘นิสิต-น.ศ.’19 กันยา จุดเปลี่ยนโครงสร้างประเทศ

พลัง‘นิสิต-น.ศ.’19 กันยา
จุดเปลี่ยนโครงสร้างประเทศ

หมายเหตุมุมมองนักวิชาการกรณีแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม นัดหมายชุมนุมใหญ่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในวันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2563

ดร.ฐิติพล ภักดีวานิช
คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

พลัง‘นิสิต-น.ศ.’19 กันยา จุดเปลี่ยนโครงสร้างประเทศ

เชื่อว่าครั้งนี้จะมีคนมาร่วมชุมนุมจำนวนมาก เนื่องจากมีการวางแผนร่วมกันระหว่างคนในกรุงเทพฯกับต่างจังหวัด ประกอบกับจะไม่มีเวทีที่ต่างจังหวัด ซึ่งเท่าที่ทราบคือหลายคนจากต่างจังหวัดจะไปเข้าร่วมการชุมนุมที่กรุงเทพฯ

มีความเป็นไปได้ที่จำนวนคนจะเท่ากับหรือมากกว่าม็อบประชาชนปลดแอกเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2563 แต่คงไม่ได้มากอย่างแท้จริง เพราะคนอีกจำนวนหนึ่งยังกลัวมาตรการต่างๆ ที่เกิดจากรัฐบาล ดังที่เห็นว่าที่ผ่านมารัฐบาลใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการปิดกั้นการแสดงออกทางความเห็น การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ดังนั้น หากสามารถจัดการชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ ก็น่าจะมีคนไปเข้าร่วมพอสมควร

หลายคนต้องการแสดงออกในจุดยืนเรื่องความไม่ต้องการรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร ขณะที่รัฐบาลบอกว่าตัวเองมาจากการเลือกตั้ง ทว่าก็ชัดเจนในสายตาของหลายๆ คนแล้วว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนขึ้นโดยคณะรัฐประหาร เพื่อให้คณะรัฐประหารอยู่ในอำนาจได้

การชุมนุมวันที่ 19-20 ก.ย.นี้ รัฐบาลไม่น่าจะใช้ความรุนแรง เพราะหากเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้น คนที่จะได้รับผลกระทบมากก็คือรัฐบาลเอง

ดังนั้น รัฐบาลน่าจะไม่ใช้ความรุนแรง รวมถึงใช้กำลังในการจัดการผู้ชุมนุม เพราะยังต้องรักษาภาพลักษณ์หลายๆ ด้านอยู่

กลุ่มผู้ชุมนุมยืนยันมาตลอดว่าการออกมาแสดงความเห็นนั้นไม่อยากให้เกิดความรุนแรงด้วยเช่นกัน ส่วนตัวจึงมองว่าการชุมนุมเสมือนการให้พื้นที่ในการรักษาโมเมนตัมของการเคลื่อนไหว และอันที่จริงกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลไม่ได้มีเพียงแค่ในโซเชียลมีเดีย บนทวิตเตอร์ แต่เขามีตัวตนจริงๆ จึงออกมา ซึ่งนี่เป็นการแสดงออกอย่างสำคัญ ไม่อย่างนั้นก็จะเป็นกลุ่มที่แสดงออกในพื้นที่โซเชียลเท่านั้น

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่กลุ่มที่ออกมาแสดงออก แต่อยู่ที่รัฐบาลและทหาร ดูจากข้อเรียกร้องที่ผ่านมาก็เพื่อให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งถ้ามองในหลักการประชาธิปไตยสากล ข้อเรียกร้องเหล่านี้ควรได้รับการตอบสนอง รัฐบาลควรยกเลิกอำนาจ ส.ว.ในการโหวตเลือกนายกฯ

นี่เป็นสิ่งที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญซึ่งเขียนขึ้นจากคนของ คสช. และยังเป็นบทบัญญัติที่ทำให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้เป็นประชาธิปไตย ตลอดจนการเลือกตั้งที่ผ่านมาก็สะท้อนให้เห็นแล้วว่าประเทศไม่ได้กลับสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่มีการแข่งขันจากพรรคการเมืองอย่างเสรีและเป็นธรรม

การแก้ปัญหาทั้งหมดจึงไม่ได้อยู่ที่กลุ่มผู้ชุมนุม แต่อยู่ที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และกลุ่มอำนาจเดิมของ คสช.ที่ต้องยอมรับว่าไม่ได้ทำให้ประเทศมีประชาธิปไตยมากขึ้น และควรแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเร่งด่วน

หากมีการแก้ไขในประเด็นเหล่านี้จริง การเรียกร้องเหล่านี้ก็จะไม่เกิดขึ้น แต่ที่ยังเกิดขึ้นก็เป็นเพราะรัฐบาลไม่ได้ให้ความชัดเจนอย่างแท้จริงว่าข้อเรียกร้องเหล่านี้จะได้รับการตอบสนอง และมีความเป็นไปได้อย่างสูงที่รัฐบาลจะไม่ยกเลิกอำนาจเดิมของ ส.ว.ในการโหวตเลือกนายกฯ เพราะสิ่งนี้จะเป็นหลักประกันว่าทหารสามารถคุมอำนาจทางการเมืองได้ในระยะยาว

ผศ.ดร.พิชิต รัชตพิบุลภพ
ผู้อำนวยการหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์

พลัง‘นิสิต-น.ศ.’19 กันยา จุดเปลี่ยนโครงสร้างประเทศ

การประกาศจัดการชุมนุมใหญ่ในวันที่ 19 ก.ย.ที่ ม.ธรรมศาสตร์ ดินแดนแห่งเสรีภาพทุกตารางนิ้ว โดยกลุ่มที่ใช้ชื่อว่าแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม เปรียบเสมือนการเปิดตัวภาพยนตร์มหากาพย์ฟอร์มยักษ์แห่งปีของประเทศไทย อำนวยการสร้างโดยนิสิต นักศึกษา เยาวชนคนรุ่นใหม่ของสังคม

พลันที่ประกาศว่าจะมีการชุมนุมเกิดขึ้น หลายประเด็นคำถามก็ผุดขึ้นมาในความคิดของผู้คนในสังคมว่า คนจะมาร่วมเยอะไหม จะเกิดความรุนแรงขึ้นหรือไม่ จะมีรัฐประหารไหม และท้ายที่สุดจุดจบของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร

ส่วนตัวมองว่ากลุ่มผู้เข้าร่วมชุมนุมครั้งนี้คงไม่ได้มีเพียงนักเรียน นิสิต นักศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงมวลชนอีกหลายกลุ่มที่ไม่พอใจในการบริหารงานของรัฐบาลชุดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานด้านการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

ผนวกกับกระแสความตื่นตัวทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ในสังคมที่เขาเหล่านั้นสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้โดยสะดวก เพื่อเสาะแสวงหาข้อมูล หรือชุดความเป็นจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตผ่านมาได้ด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่ง หรือได้รับข้อมูลแต่เพียงฝ่ายเดียวดังเช่นในอดีตที่ผ่านมา

ส่วนจำนวนของผู้ที่เข้ามาร่วมในการชุมนุมครั้งนี้น่าจะเป็นตัวแปรที่สำคัญที่รัฐบาลและ ส.ว.จะใช้ในการประเมินสถานการณ์ว่าควรจะดำเนินการอย่างไรต่อไปในทางการเมือง โดยเฉพาะในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และอำนาจของ ส.ว.ต่อคำถามที่ว่า ประเด็นการเจรจายังคงมีความจำเป็นอยู่หรือไม่ในสถานการณ์เช่นนี้

ข้อเรียกร้องของนิสิต นักศึกษาในประเด็นเรื่องการหยุดคุกคามประชาชน ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และการยุบสภา เป็นข้อเรียกร้องที่มีความชัดเจนอยู่แล้วในตัวเอง ดังนั้น สิ่งที่นิสิต นักศึกษารอคงไม่ใช่เรื่องการเข้าร่วมเจรจากับฝ่ายรัฐบาล แต่น่าจะเป็นเรื่องการรอผลของการกระทำให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม

ประเด็นความรุนแรงนั้นยากที่จะคาดเดาได้ เนื่องจากอาจเกิดจากการกระทำของบุคคลที่ 3 ที่ไม่ประสงค์ดี ส่วนจะเกิดการรัฐประหารจะเกิดขึ้นหรือไม่นั้น ภายใต้บริบททางสังคมขณะนี้ หากจะมีคนคิดทำรัฐประหารขึ้นมาอีกครั้งคงไม่ใช่เรื่องง่ายดังเช่นในอดีตที่ผ่านมา ด้วยเหตุหรือชนวนแห่งการทำรัฐประหารยังไม่เด่นชัดพอที่จะทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมเห็นด้วยและยอมรับ อีกทั้งการกระทำรัฐประหารยิ่งเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ทางเศรษฐกิจให้ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก

การบริหารประเทศภายหลังการทำรัฐประหารคงไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการควานหาตัวนักบริหารมืออาชีพเพื่อมาช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจในภายหลัง

การชุมนุมในวันที่ 19 กันยายนนี้ คงมิใช่จุดจบ แต่น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของภาพยนตร์เรื่องใหม่ของสังคมที่จะต้องถูกบันทึกไว้อีกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ดร.ปิยณัฐ สร้อยคำ
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

พลัง‘นิสิต-น.ศ.’19 กันยา จุดเปลี่ยนโครงสร้างประเทศ

ในการชุมนุมของนักเรียน นักศึกษา และแนวร่วมเยาวชนที่จะจัดขึ้นในวันที่ 19-20 กันยายน ที่จะถึงนี้ นับว่าเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามอง เนื่องจากการชุมนุมดังกล่าว นอกจากจะจัดขึ้นในห้วงเวลาแห่งการรำลึกถึงการรัฐประหารที่เกิดขึ้นในอดีตและอยู่บนพื้นที่ที่เชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์แล้ว ยังถือเป็นกิจกรรมที่ยกระดับจากการชุมนุมก่อนหน้าที่ต่อเนื่องและเคลื่อนไหวในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา

ซึ่งเชื่อว่ากลุ่มผู้ชุมนุมเองได้เตรียมการทั้งในเชิงยุทธศาสตร์ ประเด็นเนื้อหา การจัดการพื้นที่ รวมถึงการประชาสัมพันธ์แก่ผู้สนใจในวงกว้าง ทำให้การชุมนุมในครั้งนี้น่าจะเป็นหมุดหมายสำคัญทั้งในเชิงปริมาณของผู้เข้าร่วมและสารที่ต้องการจะสื่อในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของไทยในเวลานี้

อย่างไรก็ตาม มีข้อกังวลที่หลายฝ่ายวิตกนั่นคือการชุมนุมดังกล่าว มีกลุ่มขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมจำนวนมากที่สนับสนุนประชาธิปไตยเข้าร่วม ส่วนตัวเชื่อว่าความเชื่อมโยงในเชิงแนวคิดและหลักการ ทำให้การชุมนุมที่จะเกิดขึ้นดึงดูดกลุ่มต่างๆ ที่เห็นด้วยเข้ามาเป็นภาคีร่วมกัน

นอกจากนี้ยังมีข้อกังวลต่อความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นจากการชุมนุมครั้งนี้ ส่วนตัวมองว่า การชุมนุมครั้งนี้อาจนำมาสู่ความรุนแรง ความรุนแรงที่ว่าไม่ใช่ความรุนแรงเชิงกายภาพ เช่น การปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุม ระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมที่มีแนวคิดต่างกัน หรือระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชน เนื่องจากเชื่อว่าทุกฝ่ายย่อมไม่ต้องการที่จะเห็นและกระทำความรุนแรงต่อกัน แต่ความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นน่าจะเป็นแรงกระเพื่อมสำคัญที่ส่งผลต่อความรุนแรงเชิงโครงสร้างของประเทศ ทั้งในแง่ข้อเสนอต่อการพัฒนาการเมือง การสร้างความเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจ รวมถึงการสร้างรัฐที่คุ้มครองและจัดหาสวัสดิการให้พลเมือง

การชุมนุมดังกล่าว หากมองในแง่ดีอาจเป็นโอกาสให้รัฐบาลได้ทบทวนทิศทางของตนและนำเอาข้อเสนอบางส่วนที่ดำเนินการได้ไปกำหนดเชิงนโยบายต่อไป ในขณะเดียวกันก็จะเป็นบทพิสูจน์ว่าข้อเสนอของกลุ่มผู้ชุมนุมมีความชอบธรรมเพียงพอแค่ไหนที่จะได้รับการยอมรับและการสนับสนุนจากสาธารณะ

ยุทธพร อิสรชัย
นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

พลัง‘นิสิต-น.ศ.’19 กันยา จุดเปลี่ยนโครงสร้างประเทศ

การชุมนุมที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 19 กันยายนนี้ น่าจะมีผู้ชุมนุมไม่น้อยไปกว่าวันที่ 16 สิงหาคม 2563 หรืออาจจะมีมากกว่า เพราะฉะนั้นหากมีผู้ชุมนุมจำนวนมาก ก็ต้องป้องกันระมัดระวังไม่ให้เกิดความรุนแรง แม้ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐหรือ ในกลุ่มผู้ชุมนุม หรือความรุนแรงที่หาที่มาไม่ได้

จากวาทกรรมที่เรียกว่ามือที่สาม ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยหาตัวผู้กระทำความผิดจากมือที่สามที่ใช้ความรุนแรงกับประชาชนได้ ดังนั้นครั้งนี้หวังว่าการใช้วาทกรรมนี้คงไม่เกิดขึ้น

หวังว่าคงไม่เกิดความรุนแรงใดๆ เพื่อไม่ให้นำไปสู่ปัญหาทางตันหลายอย่าง เช่น การเจรจา การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็คงมีปัญหา และอาจจะมีความเสี่ยงที่จะนำไปสู่การทำรัฐประหาร จึงขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันยึดหลักการเพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรง

สำหรับแนวร่วมในการชุมนุมมีโอกาสสูง ที่จะมีแนวร่วมทางอุดมการณ์ที่หลากหลายมากขึ้น เนื่องจากขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม จะต้องมีการขยายฐานให้กว้างขวาง เพิ่มสมาชิก นอกจากนั้นจะต้องมีการขยายประเด็นในการชุมนุม

ซึ่งเดิมมีข้อเรียกร้องหลัก 3 ประการทั้งขอให้ยุบสภา หยุดการคุกคามประชาชนและขอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ต่อมาในหลายเวทีได้เพิ่มเติมรายละเอียดข้อเรียกร้อง และมีการยกระดับข้อเรียกร้อง

ดังนั้น ในแง่ของการสร้างเครือข่ายก็ถือเป็นยุทธศาสตร์ ซึ่งคงได้เห็นการดึงบรรดาผู้คนที่มีความหลากหลายทั้ง นปช. กลุ่มเกษตรกร กลุ่มแรงงาน แต่จะทำให้เกิดคำถามว่าหากมีการเข้าร่วมในลักษณะนี้แล้ว จะทำให้ทิศทางการเคลื่อนไหวหรืออุดมการณ์ของนักเรียนนักศึกษาต้องปรับเปลี่ยนหรือไม่ หรือ อาจจะเปลี่ยนทิศทางจากเดิมหรือไม่ ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ไม่น่ากังวล เพราะว่าจุดร่วมที่ตรงกันของกลุ่มต่างๆ ที่เข้ามาคือการขับไล่รัฐบาล แม้จะมีจุดมุ่งหมายในรายละเอียดที่ต่างกันหรือ แนวคิดต่างกัน แต่มีจุดร่วมตรงกัน

ที่สำคัญในแง่ของยุทธศาสตร์ใหญ่ในการเคลื่อนไหวเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ และ การหยุดคุกคามทุกกลุ่มยังเห็นตรงกัน

แต่อย่าลืมว่าจุดตั้งต้นของการเคลื่อนไหวมาจากนักเรียน นักศึกษา ขณะที่บางกลุ่มที่เข้าร่วมอาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีวาระซ่อนเร้น ประเด็นหรือเป้าหมายทางการเมืองเป็นพิเศษ

แต่เชื่อว่าแกนนำหลักคงไม่มีผลกระทบ และการชุมนุมครั้งนี้มีการใช้ยุทธศาสตร์ต่างจากการชุมนุมเมื่อหลายปีก่อน เช่น ไม่มีการปักหลักพักค้าง ไม่มีการบริหารจัดการในการชุมนุม เพราะฉะนั้นยุทธศาสตร์จึงเน้นการชุมนุมที่ต่อเนื่องทั้งเวทีใหญ่ เวทีย่อย และการชุมนุมที่เปลี่ยนจุดการชุมนุมทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค และการชุมนุมไม่มีการแกนนำที่ชัดเจน

แม้จะเห็นบทบาทของตัวบุคคลในม็อบหลายคน แต่บุคคลเหล่านี้อยู่ในสถานะผู้ปราศรัยบนเวที ไม่ได้เป็นแกนนำที่ชัดเจนเหมือนการชุมนุมในอดีตทั้งพันธมิตร นปช.หรือ กปปส.

ดังนั้น การชุมนุมในวันที่ 19 กันยายนแม้มีกลุ่มอื่นมาร่วมแล้ว อาจจะกระทบกับพลังบริสุทธิ์อาจจะหายไป แต่ส่วนตัวเชื่อว่าไม่มีผลกระทบ เพราะผู้เข้าร่วมชุมนุมมีสถานะเพียงแนวร่วมทางอุดมการณ์ ส่วนกลุ่มหลักก็ยังเป็นกลุ่มนักศึกษาที่ไม่ได้กำหนดตัวแกนนำ

เชื่อว่ารัฐบาลให้ราคากับการชุมนุมครั้งนี้ เพราะการเป็นการรวมตัวของคนชั้นกลางรุ่นใหม่ ที่มีแนวคิดความเปลี่ยนแปลงจากโลกทัศน์เดิมๆ เปลี่ยนแปลงจากการใช้เครื่องมือสื่อสาร ทำให้เชื่อมต่อกับสังคมโลกและกับผู้ชุมนุมด้วยกันมากขึ้น ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่

ขณะที่อาจจะเห็นภาวะนิ่งเฉยของรัฐบาล แต่ในข้อเท็จจริงรัฐบาลไม่ได้นิ่ง เพราะการใช้วิธีการปราบปราม หรือใช้ความรุนแรงอาจไม่สัมฤทธิผล และหากฝ่ายใดเริ่มต้นก่อนเพื่อใช้ความรุนแรง ทั้งฝ่ายรัฐหรือผู้ชุมนุม ก็จะเกิดความเสียหายต่อฝ่ายนั้นทันที

ท่าทีของรัฐจึงดูเหมือนนิ่ง แต่ถ้าสังเกตจากการให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรี ก็ตระหนักถึงการชุมนุมและมองว่าผู้ชุมนุมคือลูกหลาน พร้อมกำชับไม่ให้ใช้ความรุนแรง จึงสะท้อนภาพให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งเฉย เพียงแต่ไม่ต้องการแสดงท่าทีจากกลยุทธ์ที่ไม่ทำให้เกิดความเสียเปรียบอันเนื่องมาจากอยู่ในสถานะเป็นผู้มีอำนาจรัฐ

ขณะที่ผู้ชุมนุมจะเห็นได้ว่าจากแถลงข่าวได้ชี้แจงมาตรการในการตรวจสอบอาวุธ หรือตรวจสอบท่าทีที่จะอาจจะทำให้เกิดความรุนแรงของกลุ่มต่างๆ เพื่อหาทางป้องกัน ซึ่งทำให้เห็นว่าทั้งผู้ชุมนุมและรัฐบาล ได้แสดงท่าทีเพื่อชิงไหวชิงพริบทางการเมือง ทุกฝ่ายต้องเดิมเกมอย่างรัดกุม ไม่ให้เกิดโมเมนตัมทางการเมืองที่จะสะวิงกลับมาสู่ฝ่ายตนเอง

หลังการชุมนุมในวันที่ 19 กันยายน ในระยะสั้นเชื่อว่ายังไม่มีความเปลี่ยนแปลง เพราะถือยังเป็นช่วงเริ่มต้นที่เกิดต่อเนื่องจากการชุมนุมใหญ่เมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา สำหรับการชุมนุมในวันที่ 19 กันยายน จะมีตัวชี้วัดที่สะท้อนให้เห็นอนาคตทางการเมืองหลังจากนั้น หากมีผู้ชุมนุมจำนวนมาก รัฐบาลจะต้องทบทวนท่าทีและปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์หรือถ้ามีความรุนแรงเกิดขึ้น ยิ่งจะกระทบกับเสถียรภาพของรัฐบาลโดยตรง ดังนั้น การชุมนุมที่จะเกิดขึ้นในระยะสั้นอาจจะยังไม่เห็นผล

แต่ในระยะกลางและระยะยาวเชื่อว่าจะเห็นความเปลี่ยนแปลงในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องของการปรับเปลี่ยนท่าที ยืนยันว่าวันที่ 19 กันยายนไม่ใช่จุดสุดท้าย

แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่จะถูกนำไปสร้างการเปลี่ยนแปลงให้รัฐบาลหลายด้าน โดยเฉพาะแนวนโยบายที่รัฐบาลจะแก้ไขปัญหาหลายด้านให้กับประชาชน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้เปิดชื่อผู้เสียชีวิต เหตุยิงยกครัวย่านทุ่งครุ มือยิงเป็นทหารยศจ่าสิบเอก
บทความถัดไปมธ. งดการเรียนการสอน-ปิดประตูฝั่งสนามหลวง-ท่าพระจันทร์ 19-20 ก.ย.