รุมถล่มงบมท. ฝ่ายค้าน จวก รังวัดที่ดินดาวเทียม ราคาจัดซื้อแบบยุโรป แต่ซื้อของจีน

รุมถล่มงบมหาดไทย ฝ่ายค้าน จวก รังวัดที่ดินระบบดาวเทียม ราคาจัดซื้อเป็นของยุโรป แต่ซื้อของจีน “วรวัจน์” ขอพิสูจน์กระบวนการนี้โปร่งใสหรือไม่ ด้าน”หมอวาโย” ตั้งข้อสังเกต สำนักงานปลัดฯ จัดซื้อวิทยุสื่อสารเครื่องละ 5.6 หมื่น ทั้งที่ท้องตลาดขายแค่ 9,500 บาทเท่านั้น ขณะที่ “วิสาร”หวั่นงบโคกหนองนาโมเดลซ้ำรอยOTOPนวัตวิถี

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 18 กันยายน ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 วงเงิน 3.3 ล้านล้านบาท ในวาระ 2 และ 3 เป็นวันที่ 3 โดยมีนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาฯ คนที่สอง เป็นประธานในการประชุม

จากนั้นเวลา 13.15 น.เข้าสู่การอภิปรายมาตรา 20 งบประมาณรายจ่ายกระทรวงมหาดไทย วงเงิน 268,501,313,800 บาท ปรับลดเหลือ 261,708,146,900 บาท โดยส.ส.ฝ่ายค้านยังรุมท้วงติงงบที่มีความไม่ชอบมาพากลอย่างต่อเนื่อง นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ที่ปรึกษากรรมาธิการ ในฐานะกมธ.เสียงข้างน้อย อภิปรายถึง กรมที่ดิน เกี่ยวกับการจัดทำแผนที่ที่ดินว่าสมัยก่อนการออกโฉนดใช้การเดินรังวัด แต่ด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป จึงมีการใช้สัญญาณดาวเทียมในการทำโฉนดที่ดิน กรมที่ดินก็เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่เริ่มใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศเข้ามาดำเนินการ อนาคตเครื่องมือรังวัดสำรวจจะไม่ถูกใช้แต่ใช้เครื่องมือวัดเหมือนจีพีเอส ซึ่งจำเป็นต้องมีเสาสัญญาณหรือตัวฐานรับสัญญาณจากดาวเทียม ทั้งนี้ กรมที่ดิน ดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพรังวัดที่ดินด้วยระบบดาวเทียม ตั้งงบ 258 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย สถานีรังวัดฐานดาวเทียม

นายวรวัจน์ อภิปรายว่า กรมที่ดินซื้อชุดรังวัดที่ดินตั้งแต่ปี 2559 จัดซื้อมาเรื่อยๆ ทุกปี โดยมีเพียงบริษัทที่ได้รับสัมปทานคือ บริษัท CC จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทจีน ซึ่งตนได้ถามเจ้าหน้าที่กรมที่ดิน เหตุใดจึงใช้เครื่องของจีน ได้รับคำตอบว่า จีนเทคโนโลยีดีกว่าฝรั่ง ขณะที่กรมแผนที่ทหารใช้เครื่องไลก้าของสวิซเซอร์แลนด์ในราคาเดียวกับที่กรมที่ดินตั้งราคาไว้เป็นเครื่องยุโรปแต่ไปซื้อเครื่องของจีน โดย 2 ตัวนี้ มีความต่างกันคือ รัศมีการดำเนินการโดยของยุโรป มีรัศมี 80 กิโลเมตร แต่ของจีนรัศมีไม่เกิน 50 กิโลเมตร เพราะฉะนั้น ความถี่ในการตั้งเสาสัญญาณ จะต้องถี่ขึ้นอย่างน้อย 30 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นจะต้องใช้งบประมาณในการตั้งเสาสัญญาณเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ตนยังได้ซักถามเจ้าหน้าที่ที่ดินว่าทำไมเราถึงใช้ระยะถี่ ไม่กำหนดระยะห่าง ทั้งที่ราคาที่จัดซื้อเป็นของยุโรป แต่ซื้อของจีน ซึ่งให้เหตุผลว่าของจีนดีกว่าของยุโรป

นายวรวัจน์ อภิปรายว่า ราคาซื้อเครื่องรับสัญญาณดาวเทียมแบบเคลื่อนที่ ( ROVER ) ราคาในท้องตลาดหลายบริษัทราคาประมาณ 200,000 บาท แต่ว่ากรมที่ดินตั้งไว้ 496,700 บาท ราคาแตกต่างกันเกือบสองเท่า และในการประกวดราคาซื้อ บริษัทอื่นเสนอมาต่ำกว่าเท่าไรไม่มีใครผ่าน ถูกปัดตกด้วยเหตุผลเทคโนโลยีทั้งหมด บริษัท CC ตั้งราคา 227 ล้านบาท แต่บริษัทอื่นๆ 88-89 ล้านบาทแตกต่างกันกลับไม่ผ่านเกณฑ์ ดังนั้น ตนอยากพิสูจน์เรื่องนี้ว่ากระบวนการนี้โปร่งใสหรือไม่ ราคาตั้งราคายุโรป แต่ใช้กลไกซ่อนเร้นตัดสิทธิ์บริษัทอื่นทั้งหมด ตนขอเรียกว่าไม่โปร่งใสแน่นอน ขอให้ทุกคนติดตามเรื่องนี้

“งบที่ตั้งไว้ 258 ล้านบาท ขอปรับลด 158 ล้านบาท เหลือ 100 ล้าน แต่หากยังยืนยันที่จะเอาไว้ ตรงนี้ก็จะเป็นมรดกบาปที่ติดตัวไปอนาคต เพราะเครื่องจีนจะถูกใช้วัดที่ดินของประชาชนทั้งประเทศ ”

ด้านนพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายถึงงบสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ว่าโครงการจัดหาวิทยุสื่อสารข่ายบังคับบัญชากระทรวงมหาดไทย ที่มีการกำหนดแผนการดำเนินการการซื้อวิทยุสื่อสารหรือวอคกี้ทอคกี้ 76,236 เครื่อง วงเงิน 4,344 ล้านบาท ซึ่งคำนวนแล้วตกเครื่อง 56,980 บาท ซึ่งตนสงสัยตัวเลขนี้จึงไปสำรวจตลาดการซื้อขาย วอคกี้ทอคกี้ พบว่า ราคาแบบที่กระทรวงหมาดไทยจัดซื้อมาใช้ในส่วนราชการ ราคาปลีกแพงสุดขายอยู่ที่เครื่องละ 9,500 บาท ซึ่งนำไปเทียบกับราคาต่อเครื่องที่ขอมาในงบต่างกันกี่เท่า ขอให้ชาวบ้านไปลองคำนวนดูระหว่าง 9,500 บาท กับ 56,980 บาท ราคาแพงกว่าไม่รู้กี่เท่า ดังนั้น ทางกมธ. จึงต้องตอบคำถามว่าการซื้อดังกล่าวมีความจำเป็นหรือไม่ หรือมีทางเลือกอื่นหรือไม่ เช่น ใช้การสื่อสารผ่านทางแอพลิเคชั่นไลน์หรือสไกป์ และที่สำคัญราคาต่างกันหลายเท่าเหมาะสมหรือไม่ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเหตุผลที่ขอปรับลดงบ 5 เปอร์เซ็นต์

ต่อมานายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า งบโครงการโคกหนองนาโมเดล ของกรมพัฒนาชุมชน ว่า ตนกังวลว่า โคกหนองนาโมเดล จะเหมือนกับ OTOP นวัตวิถี เมื่อปีที่เเล้ว ที่กรมพัฒนาชุมชนชุดเดียวกันนี้ ใช้งบไป9,300 ล้านบาท แต่มีกรณีวัดครึ่ง กรรมการครึ่ง ถ้าไม่เชื่อลองตามไปดูไม้ไผ่ที่ปักไว้ตามหมู่บ้าน ผู้นำหมู่บ้านไม่รู้จะเอาไปทิ้งที่ไหนแล้ว ซึ่งเละเทะ เงิน 9,300 ล้านบาท เสียหายหมด ต้องมีการตรวจสอบโดยป.ป.ช.และสตง.แน่นอน เพราะคนทำอีเวนท์เเบ่งเงินกันเลย มีการจัดอบรมแล้วเอาไม้ไผ่ไปปักไว้ ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน บางที่เขาก็ไม่ต้องการเพราะการดำเนินการลักษณะดังกล่าว ไม่ตอบโจทย์ความต้องการประชาชน ถ้าจะทำโคกหนองนาโมเดล โดยไปใช้เงินกู้ 400,000 ล้านบาท ซึ่งทางกรมพัฒนาชุมชนได้ไป 4,787 ล้านบาท แล้วทำไมท่านเอาไปลงเฉพาะพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง บางอำเภอได้เยอะบางอำเภอกลับไม่ได้เลย อย่างนี้ จะถือว่าท่านตามรอยพระราชดำริหรือไม่

นายวิสาร กล่าวว่า ตนเตือนท่านผู้บริหารโดยเฉพาะกมธ.ท่านได้มีการซักไซ้แล้วใช่หรือไม่ โครงการอันนี้เป็นโครงการที่เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินให้ความใส่ใจดูแลอย่างใกล้ชิด ถ้าปล่อยให้เหมือนกับหมู่บ้านนวัติวิถีเมื่อปีที่เเล้ว พวกเราจะรับไม่ได้ เพราะปรากฎว่า มีการไปเเบ่งซ้าย แบ่งขวา ตนคิดว่ากมธ.ต้องตอบให้ได้ว่าโครงการนี้ท่านมั่นใจไหม โคกหนองนาโมเดล เท่าที่ตนทราบ จะใช้เงินจากเงินกู้จำนวน 4,700 กว่าล้านบาท และใช้เงินจากกรมพัฒนาชุมชน อีกหลายร้อยล้านบาท มีอยู่ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อีกหลายร้อยล้านบาท เบ็ดเสร็จรวมกันแล้วเป็นหมื่นกว่าล้านบาท สภาฯแห่งนี้จะต้องรับผิดชอบร่วมกัน โครงการใหญ่แบบนี้ เป็นโครงการตามรอยพระราชดำริ เป็นโครงการที่เราจะต้องยกไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม แต่ถ้ากมธ.ยังไม่ดูแลอย่างใกล้ชิด เเละปล่อยให้มีการรั่วไหลเหมือนโครงการนวัตวิถีปีที่เเล้วตนไม่เห็นด้วยแน่นอน

ก่อนที่จะมีมติเห็นด้วยตามที่กมธ.ฯ แก้ไข ด้วยคะแนน 262 ไม่เห็นด้วย 119 งดออกเสียง 7

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้วราวุธ คุมเข้มเที่ยวอุทยานฯ หากพบนนท.ไร้สำนึก ทิ้งขยะ มึนเมา ขึ้นบัญชีดำ ห้ามเข้า
บทความถัดไปกางเต็นท์แล้ว 14 จุดวางกำลังตำรวจ รับมือกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์ชุมนุม พรุ่งนี้