พวกท่านไปทำอะไรที่นั่น?

ข้าพเจ้ามาทำอะไรที่นี่ ….
เบื้องหน้าของข้าพเจ้า คือ เด็กสาวผมสีน้ำตาลโกรกทองวัยเพิ่งเกิน 20 เธอไม่ได้ดูบอบบางอ่อนแอ แต่ก็คงพูดไม่ได้ว่าแกร่งกร้าวห้าวหาญ หากแววตาที่ฉายอยู่ใต้แว่นตากรอบกลมของเธอมั่นมุ่งพุ่งตรง จนข้าพเจ้าซึ่งเกิดมาดูโลกแล้วร่วมห้าสิบปี ผ่านหลักสูตรสำคัญในด้านการจัดการภารกิจพิเศษระดับโลกยังไม่กล้าสู้สายตา

เมื่อเธอกล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการเดิน สารที่เธอจะส่ง และบุคคลที่จะเป็นผู้รับ ข้าพเจ้าปฏิเสธไม่ได้ถึงความรู้สึกเย็นวาบที่ท้ายทอยถึงแนวกระดูกสันหลัง แกนกระดูกของสัตว์ชั้นสูง ที่เธอเพิ่งกล่าวเมื่อคืนว่ามนุษย์เรามีอยู่ทุกคน เพียงแต่จะรับรู้เมื่อไรถึงความมีอยู่ก็เท่านั้น

ข้าพเจ้าระลึกถึงถ้อยคำทั้งหลายของเธอที่ได้ยินสดกับหูเมื่อปลายคืนล่วงเข้าวันใหม่ ข้อความที่ข้าพเจ้าไม่คิดว่าจะได้ยินจากใครในที่สาธารณะต่อหน้าผู้คนเกือบแสนได้ แต่คำประโยคนั้นรุนแรงจนผู้ฟังไม่กล้ากลืนน้ำลายอย่าง แม้มันจะไม่มีคำหยาบคายไม่สุภาพอยู่เลย แม้แต่พยางค์เดียวก็ตาม

หากเมื่อสักสิบปีก่อน ผู้ที่บังอาจกล่าวถ้อยคำเช่นนั้นไม่ต้องสงสัยเรื่องคดีอาญาตามกบิลเมืองหรอก เอาแค่ว่าผู้พูดจะสามารถเดินลงจากเวทีได้โดยไม่ถูกประทุษร้ายหรือไม่ก็ยากแล้ว

เมื่อตอบเธอไปว่า ข้าพเจ้าสามารถส่งข้อความนี้ไปให้ได้ถึงใครเท่าไร เด็กสาวตรงหน้าก็ยังไม่พอใจ และยืนประจันอยู่เช่นนั้น

ผมมาทำอะไรที่นี่ …

ใครเล่าจะไม่รู้ว่าการอั้นขี้อั้นเยี่ยวนั้นเป็นเรื่องทุกข์ทนทรมานระดับต้นๆ ของมนุษย์ จริงอยู่แม้ว่าโดยธรรมชาติจริงๆ เราจะปล่อยสิ่งรั้งรำคาญตัวนั้นลงตรงไหนก็ได้ แต่ด้วยวัฒนธรรมนั้นเราจะต้องกระทำในที่มิดชิดและสะอาด เมื่อผู้คนมาอยู่รวมตัวกันจำนวนมาก ปัญหาสำคัญเรื่องการขับถ่ายนี้ก็มีสิ่งที่เรียกว่า “รถสุขา” สำหรับรองรับวาระสัญจรยามที่ผู้คนมารวมตัวกันเฉพาะกิจในพื้นที่จำกัด

แม้ว่าจะไม่ได้รับการอำนวยความสะดวกให้จากผู้บริหารมหานคร ไม่ว่าจะเพราะความหยาบร้ายใจดำ หรือเพียงขลาดเขลาเกรงภัย แต่ผมก็รู้ว่าบรรดาผู้ร่วมอุดมการณ์เป็นท่อน้ำเลี้ยงการชุมนุมทางการเมืองนี้ก็ได้ร่วมทุนลงขันกันจ้างรถสุขาจำนวนนับสิบคันมาพร้อมตามคะเนจำนวนคนอย่างเหมาะสมแล้ว

แต่ก็เป็นเจ้านายและเพื่อนพ้องของผมนั่นแหละ ที่ส่งกำลังไปข่มขู่จนผู้ประกอบการรถบรรเทาทุกข์นั้นให้ถอนตัวกันไป เพราะเกรงภัยอำนาจรัฐ ส่วนที่ยืนกรานว่าจะส่งกำลังเข้ามาก็ถูกสกัดไว้นอกพื้นที่ กับบางส่วนก็ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในพื้นที่ได้ด้วยจำนวนน้อยที่สุดเพียงเพื่อให้ดูมีมนุษยธรรมอยู่บ้าง แต่นั่นก็ถูกแกล้งกลั่นขัดขวาง

โดยวงรอบปกติ รถพวกนี้สามารถเก็บกักของเสียได้อย่างจำกัด จึงต้องมีการเปลี่ยนถ่ายถังเก็บตลอดเวลา พวกเราก็ได้รับคำสั่งว่าหากมีการนำถังที่ว่านี้ไปเทถ่าย ก็อย่ายอมให้วนกลับเข้ามาได้โดยดีนัก

นั่นทำให้ทิวแถวของผู้มารอต่อใช้บริการรถสุขานั้นยาวเลื้อยไปนับสิบเมตร โดยเฉพาะแถวของผู้หญิง ซึ่งด้วยข้อจำกัดทางกายทำให้ต้องใช้พื้นที่ของรถสุขา และเวลาบนนั้นมากกว่าผู้ชายอยู่แล้ว ทั้งไม่สามารถตัดช่องน้อยไปหลบมุมปลดปล่อยในที่อันไม่สมควรได้ง่ายนัก

ผมเฝ้ามองแถวยาวข้างรถสุขาที่มีเพียงสองคันตรงจุดนั้นอยู่ในมุมมืด แถวของผู้หญิงที่มีทุกวัย ตั้งแต่วัยรุ่นมัธยม คนสาว ไปจนถึงคุณป้าคุณยายวัยใกล้เคียงแม่ของผม ยืนทำหน้าอึดอัดอดกลั้น แต่กระนั้นก็ยังอยู่ในระเบียบที่ดีแม้จะไม่มีใครควบคุมจัดแถว บางคนไม่ไหวก็กระซิบขอลับคิวคนที่รออยู่ก่อนที่อาจจะทุกข์เบากว่า

ที่ริมรั้วศาลฎีกา ชายวัยกลางคนสามสี่คนหลบมุมหลังซุ้มเข้าไปยืนปลดทุกข์ มันไม่ใช่การประท้วง หรือต่อต้านเชิงสัญลักษณ์ แต่นั่นคือความจำเป็นอย่างสุดกลั้นตามธรรมชาติโดยแท้ ผมรีบวิทยุบอกลูกน้อง ให้จัดกำลังไปอารักขาบริเวณลับตาอย่าให้ใครไปถ่ายทิ้งทุกข์เบาลงไปได้อีก

ถ้าเกิด “ท่าน” มาโวยวายว่าทำไมปล่อยให้คนที่ไหนมาเยี่ยวรดรั้วล้อมอาคารศักดิ์สิทธิ์ของประมุขแห่งตุลาการได้ ก็ช่วยไปต่อว่าให้ถูกตัวถึงคนสั่งการก็แล้วกัน

ผมแว่วได้ยินใครในแถวนั้นสาปส่งออกมา ว่าขอให้นายกรัฐมนตรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้รับคำสั่งทุกทอดต้องทนทุกข์ยามชราจากโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะ ก็อดนึกเสียวถึงผลตรวจมะเร็งต่อมลูกหมากของตัวเองเสียไม่ได้

ฉันมาทำอะไรที่นี่ …

ปกติแล้ว ระยะทางจากสถานีรถไฟใต้ดินสนามไชยถึงท้องสนามหลวงจะเพียงหนึ่งกิโลเมตรเศษๆ ยิ่งอากาศเย็นๆ ยามค่ำก็น่าจะเดินได้อย่างสบาย แต่ด้วยคำสั่งให้ต้องมาอารักขาพื้นที่สำคัญ ถนนตั้งแต่ทางออกจากสถานีรถไฟจึงถูกปิดกั้นยาว และล้อมบริเวณอาคารสำคัญทั้งหมด ด้วยเหตุผลว่าเพื่อการรักษาความปลอดภัยของตึกรามเหล่านั้น

นั่นทำให้การเดินเท้าจากสถานีรถไฟฟ้าไปยังพื้นที่ท้องสนามหลวงที่ต้องอ้อมเลี้ยวไปมานั้นเพิ่มขึ้นเป็นร่วมสองกิโลเมตร

เอาเข้าจริงคำสั่งนั้นก็พอจะมีเหตุผลฟังได้อยู่ เพราะนี่คือการชุมนุมทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดเพื่อต่อต้านรัฐบาล และเป้าแห่งการโจมตีนั้นก็รวมถึงผู้เป็นเจ้าของอาคารทั้งหลายเป็นต้นว่ากองทัพหรือศาล ดังนั้นการปิดล้อมพื้นที่ก็เป็นเรื่องเข้าใจได้

แต่บรรดาผู้คนที่ขึ้นมาจากใต้ดินนั้นเขาจะมาทำอันตรายอาคารที่เราต้องอารักขากันได้หรือ ฉันได้เห็นกลุ่มคนที่ส่วนใหญ่สวมเสื้อสีดำแต่ไม่ได้มีรูปแบบเฉพาะ ทุกเพศ ทุกวัย ทั้งที่ดูเหมือนเด็กนักเรียนนักศึกษา พนักงานบริษัท บางคนดูเหมือนเป็นศิลปินนักดนตรี ผู้คนที่เราจะเจอกันได้เป็นปกติในระบบรถไฟฟ้า ถ้าเห็นเพียงภาพไม่รู้ว่าเป็นสถานที่ใด ฉันคงคิดว่าพวกเขามาร่วมกิจกรรมชมคอนเสิร์ตหรืองานสัปดาห์หนังสืออะไรแบบนั้น

ผู้คนเหล่านั้นทยอยขึ้นกันมาจากบันไดเลื่อนของสถานี เมื่อพบเห็นรั้วเหล็กก็มีบางคนที่เข้ามาถามเส้นทาง ฉันพยายามบอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ซึ่งพวกเขาก็เข้าใจและยอมเดินอ้อมกันไป

มีคนหนึ่งที่ฉันต้องหลบตา เด็กสาวตัวเล็กวัยสิบเจ็ดปีผู้เรียนอยู่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา คนที่แม่เป็นพนักงานธนาคารพ่อเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยคนนั้น ทำไมฉันรู้รายละเอียดดีน่ะหรือ ก็เพราะนั่นคือหลิน ลูกสาวของอาแท้ๆ ของฉันเอง และแม่กับพ่อของเธอก็ขึ้นบันไดเลื่อนตามขึ้นมาด้วย

ทั้งสามคนสวมเสื้อสีดำที่เขียนว่า “อำนาจสูงสุดเป็นของราษฎรทั้งหลาย” …

ฉันกลับหลังหัน มองไปบนถนนที่ว่างโล่ง สุดสายตาคือทิวต้นมะขามสนามหลวง รอจนกระทั่งแน่ใจว่าเธอน่าจะเดินลับโค้งไปทางคลองผดุงกรุงเกษมแล้ว ฉันจึงจะหันหลังกลับไปมองที่สถานีรถไฟฟ้าได้อีกครั้ง

ตูมาทำอะไรที่นี่ …

“วัน ทู ทรี โฟร์ ไฟว์ ไอ้ XXX XX” เสียงร้องจากคนผู้ชมกลางสนามราษฎรดังกระหึ่ม แน่นอนว่า
มันเป็นคนละเนื้อร้องกับที่เคยได้ยินเวลาลูกสาวเปิดจากยูทูบ

ตำรวจทั้งประเทศก็คงไม่มีใครรู้จักหมอนั่น ก็พวกเล่นเอาสีทาบ้านสาดโครมใส่ตำรวจที่ตั้งแถวหน้า สน.สำราญราษฎร์ แต่ตอนหลังก็เห็นว่ามีประชาชนรวมเงินกันมาได้เป็นหมื่นๆ เอามาจ่ายค่าซื้อเครื่องแบบใหม่ให้ พวกเขาบอกว่า เข้าใจทุกฝ่าย แต่ไม่อยากให้ “ตำรวจชั้นผู้น้อย” อย่างเราลำบากเพราะการกระทบกระทั่งนี้

แต่เงินที่ได้จากประชาชนพวกนั้นมันเอาเข้ามาในสำนวนไม่ได้ แม้ตัวแทนเขาจะบอกว่าเพื่อนๆ ระดมทุนกันมาเพื่อช่วยเยียวยา แต่ก็ไม่ใช่จากผู้ก่อเหตุ บุคคลภายนอกไม่มีอำนาจใช้ค่าเสียหายแทนให้ กฎหมายว่าอย่างนั้น…

ใครคนหนึ่งโพสต์รูปตอนกำลังซักเครื่องแบบเปื้อนสีแล้วบอกว่า “เราทำตามหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย” ไม่เถียงเรื่องกฎบัตรกฎหมายหรอก ก็พี่เขาสัญญาบัตร แต่มันชอบธรรมจริงหรือ บางทีก็สงสัย

ประชาชนพวกนั้น เขาเห็นใจเพราะเราเป็นแค่ตำรวจชั้นผู้น้อยต้องรับคำสั่งที่ปฏิเสธไม่ได้ คำสั่งที่ให้เรากดขี่เบียดเบียนละเมิดสิทธิของประชาชนเพื่อปกป้อง “นาย” ที่ไม่เคยรู้จักชื่อเรา แต่เราก็ต้องทำตามคำสั่ง … ตามกฎหมาย วินัย และระเบียบ

บางทีก็สงสัยเหมือนกันว่า ถ้างั้นเราต่างจากปืนสักกระบอกตรงไหน ใครยกชี้หน้าลั่นไกก็ฆ่าคนได้ ปืนไม่ผิด ผิดที่คนเหนี่ยวไก

แต่เราไม่ใช่ปืน และลำพังคำสั่งก็ไม่ได้ทำให้เราไปจับล้อมบ้านเด็กนักเรียนหรือจับคนต่อหน้าลูกเมียเขาโดยอัตโนมัติ … กฎหมายมันเขียนให้ต้องจับต้องค้นคนอย่างนั้นหรือเปล่า นายสั่งก็ทำไปเถอะจะได้ไม่เดือดร้อน

ข้าพเจ้ามาทำอะไรที่นี่ ….

ในตอนแรกที่รู้ว่าผู้ที่เดินนำขบวนมายื่นหนังสือข้อเรียกร้องเป็นใคร ข้าพเจ้านึกประเมินว่าที่คนพวกนั้นเลือกเธอมา เพราะเธอเป็นผู้หญิงคนเดียวในหมู่แกนนำของการชุมนุมเมื่อวานถึงวันนี้ การใช้ผู้หญิงเดินนำมีผลทางจิตวิทยาเพื่อลดโอกาสปะทะและผ่อนคลายความก้าวร้าว ในทางตำราเขาว่าอย่างนั้น

แต่ข้าพเจ้าก็รู้แล้วว่าคิดผิดไป … ที่เขาเลือกเธอ หรือไม่ เธอก็เสนอตัวมาเอง อาจจะเป็นเพราะพลังความเด็ดเดี่ยวอันเต็มเปี่ยมในตัวเธอนั่นแหละ จนรู้สึกว่าบรรดาการ์ดผู้คุ้มกันที่คุกเข่าส่งมือประคองหลังนั้นไม่มีความจำเป็นอันใดเลย

ในตอนที่เธออ่านคำประกาศนั้นอีกครั้ง ข้าพเจ้าพยายามทำหูทวนลมไม่ฟังเสียง ในตอนที่เธอส่งซองหนังสือนั้นยื่นให้รับไว้ และถ่ายรูปต่อหน้าสื่อมวลชน หากใครย้อนดูคลิป คงเห็นว่าข้าพเจ้าหันหน้าส่ายไปมาซ้ายทีขวาทีจนล่อกแล่กเสียกริยา เพราะยอมรับว่าไม่กล้ามองหน้าเธออย่างเต็มตา และหวังว่ามือของข้าพเจ้าจะไม่แสดงอาการสั่นเทาออกมาให้เห็น

กล้า สมุทวณิช

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ผู้นำฝ่ายค้านยันอำนาจส.ว.ขัดหลักถ่วงดุลอำนาจ ไม่สอดคล้องประเพณีปกครองของไทย
บทความถัดไปวิปรัฐบาลอ้อนขอเสียงส.ว.โหวตแก้รธน. เปิดทางตั้งส.ส.ร. ยันไม่แตะหมวด 1-2