‘พล.อ.สมเจตน์’ เหน็บคนที่มาจากเลือกตั้ง ไม่ได้เป็นเจ้าของประเทศแค่กลุ่มเดียว

24.09.20 | 14:54 น.
“ส.ว.ตวง” เสียงแข็ง แก้ รธน.ทั้งฉบับต้องทำประชามติ ด้าน “สมเจตน์” เหน็บคนที่มาจากการเลือกตั้งไม่ได้เป็นเจ้าของ ปท.แค่กลุ่มเดียว การเลือกตั้งที่ไม่สุจริตก็ถือว่าไม่เป็น ปชต. ยันไม่ใช่องครักษ์พิทัก รธน. แต่เป็นคนไม่ลืมง่าย

เมื่อวันที่ 24 กันยายน ที่รัฐสภา การอภิปรายญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ เวลา 13.00 น. นายตวง อันทะไชย ส.ว. อภิปรายว่า เราเข้าใจตรงกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้แก้ไขได้ แต่แก้ไขมาตรา 256 ให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น ไม่มีบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ถ้าจะแก้ไขให้มีมาตรา 256/1 ต้องไปถามประชาชนเสียก่อน ส่วนจะแก้ไขมาตรา 91-92 ตนเข้าใจ มองตาแล้วรู้ใจ พวกตนส่วนใหญ่เห็นด้วย ถ้าแก้แบบนี้ประชาชนจะไม่สับสน วิธีการนับคะแนน หลายพรรคชอบ และคิดว่า ส.ว.ส่วนใหญ่ก็เห็นด้วย ไม่ได้ขัดแย้ง การแก้ไขมาตรา 256 ประเด็นอยู่ที่ว่าถ้าประชาชนสถาปนาให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ประหนึ่งเป็นบ้านหลังหนึ่งให้ ส.ว. ส.ส. เข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ เราจะรื้อบ้านหลังนี้โดยไม่ถามประชาชนเลยหรือ เราจะโอนแล้วค่อยถามหรือ ทำไมเราไม่ทำประชามติถามประชาชนบ้าง ถ้าประชามติแล้วประชาชนบอกว่าทำได้ ก็ค่อยไปยกร่างว่าด้วยหมวด 15 มาตรา 256/1 ร่างมาเสร็จจะทำแบบไหน ออกแบบอย่างไร ก็ไปถามประชาชนอีกรอบ การที่จะบอกว่ามี ส.ส.ร.ช่วยลดความขัดแย้งนั้น ตั้งแต่ปี 39 ล้วนแต่มี ส.ส.ร.มาทั้งนั้น ถ้าเป็นแบบที่พูดจริง วันนี้ก็คงไม่เป็นเช่นนี้ จึงเรียนว่าพวกตนทำการบ้านมาแล้วเข้าใจและรู้ แต่ประเด็นคือท่านจะให้ทำประชามติตอนไหน ถ้าจะทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ถ้าแก้เป็นรายมาตรา พวกตนไม่ติด

“ต้องยอมรับความจริงว่า ส.ส.ร.ไม่ใช่ตัวแก้ปัญหาการกระทบกระทั่งกัน ถ้า ส.ส.ร.กลไกเดียวแก้ปัญหาได้ ประเทศคงไม่เป็นเช่นนี้ ความขัดแย้งคราวนี้กระจายไปสู่ครอบครัว สถาบันการศึกษา เป็นที่ปรากฏชัดอย่างที่เห็น ลามถึงสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ถามว่าถ้า ส.ส.ร.เกิดขึ้นโดยไม่ถามประชาชนก่อน มีผู้คนใช้เวที ส.ส.ร.จาบจ้วงสถาบันทั่วประเทศ จะทำอย่างไร การปกครองในระบอบประชาธิปไตยต้องฟังและเคารพคนอื่น แต่ประชาธิปไตยที่ไม่ฟังคนอื่น คุกคาม ข่มขู่ เห็นต่างเป็นศัตรูไปหมด ถือว่าไม่ใช่วิธีนำไปสู่การแก้ไขปัญหาแบบสันติ ข้อกังวลเหล่านี้เป็นสิ่งที่ ส.ว.ทำการบ้านมาแล้ว ยืนยันว่าถ้าจะแก้มาตรา 256 ให้มีการจัดตั้งส.ส.ร. เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ต้องทำประชามติ 2 ครั้ง ครั้งแรก ถามว่าเห็นควรให้มีร่างรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ ถ้าให้ก็จัดตั้ง ส.ส.ร.ดำเนินการยกร่าง แล้วกลับไปถามว่าร่างแบบนี้เห็นอย่างไร ถ้าจะแก้ไขเป็นรายมาตรา 272 มาตรานี้มาจากคำถามพ่วงประชามติเช่นกัน คน 16 ล้านเสียงให้อำนาจ ส.ว. ถ้าจะแก้ไขมาตรานี้ก็ต้องทำประชามติถามประชาชน หากไม่ทำประชามติก่อนก็จะมีคนไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเหมือนในอดีต พวกผมตระหนักดีว่าบ้านเมืองต้องนำสู่การแก้ไขปัญหา บ้านเมืองต้องมีทางออกแต่ทางออกต้องยึดโยงกับประชาชน ต้องทำถามประชาชนว่าให้ทำหรือไม่” นายตวงกล่าว

จากนั้น พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ส.ว. อภิปรายว่า เป็นประวัติศาสตร์ที่วนเวียนซ้ำซากเกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญเหมือนครั้งสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต่างกันเพียงตอนนั้นฟากรัฐบาลเสนอแก้ แต่วันนี้ฝ่ายค้านเป็นผู้เสนอ แต่ก็เป็นพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่ริเริ่มเป็นผู้เสนอแก้ไขทั้ง 2 ครั้ง ทั้งนี้ จากประสบการณ์รัฐธรรมนูญปี 2550 ทำให้เกิดเหตุการณ์เผด็จการรัฐสภาที่เสียวข้างมากไม่ฟังเสียงข้างน้อย จนเป็นสภาทาสมาแล้ว มีคนไปตำหนินายมีชัย ฤชุพันธุ์ แต่ตนเห็นว่าต้องขอบคุณท่านด้วยซ้ำที่เขียนรัฐธรรมนูญแบบที่ให้ความสำคัญกับเสียงข้างน้อย ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญ 2540 คือรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุดของไทย เป็นรัฐธรรมนูญที่ประชาชนยอมรับที่สุด แต่ผลพวงที่เกิดขึ้นคือรัฐบาลหนึ่งได้อาศัยช่องว่างของรัฐธรรมนูญสร้างอำนาจให้แก่ตนเอง ส.ว.ถูกซื้อตัว องค์กรอิสระถูกแทรกแซง มีการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างกว้างขวาง สังคมเกิดความแตกแยก จนทำให้เกิดปัญหา 4 ประการ คือ แตกแยก แทรกแซง โกงกิน หมิ่นเจ้า ดังนั้น เราได้รัฐธรรมนูญที่ดี แต่ได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่ไม่ดีได้อย่างไร มีคนตำหนิพวกตนว่าเป็นพวกสืบทอดอำนาจ ลากตั้ง พูดเหมือนผู้ที่มาจากการเลือกตั้งเป็นเจ้าของประเทศแต่เพียงกลุ่มเดียว แม้การเลือกตั้งจะเป็นประชาธิปไตย แต่การเลือกตั้งที่ทุจริต ไม่เที่ยงธรรม มาจากการซื้อเสียง ไม่ถือว่าเป็นประชาธิปไตย รัฐบาลที่ได้มาไม่สืบทอดอำนาจหรอก แต่ความเสียหายคือสร้างทายาทอสูร การบริหารของรัฐบาลชุดหนึ่งสร้างความแตกแยกเป็นปัญหาของประเทศมาอย่างยาวนาน สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน หลายเหตุการณ์บานปลาย ปรากฏความรุนแรงมากขึ้นอย่างชัดเจน เกิดเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมือง ทำลายทรัพย์สินของประชาชน มีกองกำลังติดอาวุธ ชายชุดดำ หลายเหตุการณ์เป็นเหตุทำให้ประชาชน และทหารบาดเจ็บ และเสียชีวิต

เมื่อ พล.อ.สมเจตน์อภิปรายถึงตรงนี้ ทำให้นายคารม พลพรกลาง ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล (ก.ก.) และนายนิยม เวชกามา ส.ส.สกลนคร พรรค พท. ประท้วงว่า สิ่งที่ พล.อ.สมเจตน์พูด ไม่ได้เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเลย แต่พูดเลยไปถึงชายชุดดำ และหลายๆ คดีที่มีการยกฟ้องไปแล้ว และแม้ไม่เอ่ยชื่อว่าเป็นรัฐบาลไหน ฟังดูก็รู้ว่าเป็นรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ แต่นายชวนก็อธิบายว่า พล.อ.สมเจตน์ ไม่ได้อภิปรายผิดข้อบังคับอะไร แต่เป็นการอธิบายให้เห็นถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา

จากนั้น พล.อ.สมเจตน์อภิปรายต่อว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นผลให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2560 และร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ประเด็นนี้ต้องร่วมกันพิจารณา หากขัดต่อรัฐธรรมนูญจะมีผลกระทบต่อรัฐสภาไปอีกหลายประการ ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันเกิดความแตกแยก มีกลุ่มบุคคลหลายกลุ่มที่มีทัศนคติอันเลวร้าย บั่นทอน ทำลายความคงอยู่ของสถาบัน จึงไม่เอื้อต่อการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะความขัดแย้งจะขยายความรุนแรงมากขึ้น ทั้งนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการแก้ไขเพื่อใคร เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้ประชาชนอยู่ดีกินดีขึ้นหรือไม่ เพราะเชื่อว่าไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญ แต่อยู่ที่บรรดานักการเมืองว่า จะปฏิบัติตนด้วยหลักนิติรัฐ นิติธรรมมากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ตาม ตนมิใช่องครักษ์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ แต่เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ต่อการแก้รัฐธรรมนูญทุกครั้ง และเป็นคนไม่ลืมง่าย ทราบดีว่าหากปล่อยให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะทำให้เกิดความแตกแยกในสังคมรุนแรงมากขึ้น ตนจึงไม่เห็นชอบให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ และไม่เห็นชอบต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกมาตรา

Advertisement