หน้าแรก การเมือง นศ.แม่ฟ้าหลวง...

นศ.แม่ฟ้าหลวง จัดเวที ‘มฟล.ไม่ขอเผด็จการ’ จี้พัฒนาการศึกษาไทย

27.09.20 | 18:09 น.

นักศึกษาแม่ฟ้าหลวง จัดเวที ‘มฟล.ไม่ขอเผด็จการ’ จี้พัฒนาการศึกษาไทย

เมื่อวันที่ 27 กันยายน เวลา 16.00 น. กลุ่มนักศึกษาผู้สนับสนุนประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) จัดกิจกรรมชื่อว่า “มฟล.ไม่ขอเผด็จการ” ณ ห้องประดู่แดง 1 อาคารพลเอกสำเภา ชูศรี (อี 4) มฟล.จ.เชียงราย โดยมีการนำหมุดคณะราษฎร 2563 จำลองมาวางไว้ที่หน้าห้องประชุมและขึ้นป้ายใหญ่หน้าห้องประชุม “มฟล.ไม่ขอเผด็จการ”

กิจกรรมมีการจัดให้ลงชื่อแก้ไขกฎหมายต่างๆ เช่น ปลดแอกกฎหมายทำแท้ง ฯลฯ ส่วนภายในห้องประชุมมีนักศึกษารุ่นพี่ผลัดกันปราศรัย มีเนื้อหาหลากหลายแต่เน้นไปที่การพัฒนาการศึกษา โดยระบุรัฐบาลชุดปัจจุบันบริหารประเทศมาแล้ว 6 ปี มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมาแล้ว 4 คน แต่ปฏิรูปการศึกษาแต่ไม่ประสบผลสำเร็จและคุณภาพการศึกษาไม่บรรลุเป้าหมาย ผลงานที่เห็นคือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างให้มีศึกษาธิการภาคและศึกษาธิการจังหวัด ทั้งๆ ที่ในอดีตมองว่าเป็นการจัดวางโครงสร้างซ้ำซ้อนและไม่มีผลต่อการพัฒนาการศึกษา สิ่งที่ได้คือมีการเพิ่มตำแหน่งซึ่งอาจทำให้การพัฒนาแย่หรือมีปัญหามากกว่าเดิม

นักศึกษา มฟล.กลุ่มนี้ยังเสนอว่าการพัฒนาการศึกษาต้องมุ่งไปที่นักเรียน ครู โรงเรียน ฯลฯ จึงจะได้ผล แตกต่างจากในปัจจุบันที่มีการคิดค้นปรับปรุงกันจากด้านบนลงล่างหรือมีการเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรจากด้านบนเท่านั้น และนโยบายกระทรวงศึกาษาธิการก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามคนที่มาเป็นรัฐมนตรี จึงทำให้คุณภาพการศึกษาไทยรั้งท้ายนานาชาติ จึงต้องเร่งพัฒนาครูให้ทันสมัยทั้งในเมืองและชนบทโดยไม่มีการเหลื่อมล้ำ ผู้บริหารโรงเรียนต้องอยู่พัฒนาโรงเรียนไม่ควรไปเป็นกรรมการอื่นๆ จนไม่มีเวลาให้กับโรงเรียน

นักศึกษามฟล. หนึ่งในผู้สนับสนุนประชาธิปไตย กล่าวว่า การศึกษาพื้นฐานตลอดระยะเวลา 15 ปี ล้วนมีการใช้อำนาจนิยมด้วยการใช้กฎระเบียบต่างๆ ที่เกินจริง เช่น ทรงผม พิธีไหว้ครู ฯลฯ ซึ่งทรงผมไม่ได้บ่งชี้ว่าจะเก่งหรือไม่ มีการจัดพิธีไหว้ครูแล้วให้นักเรียนยืนตากแดดหรือฝนเพื่อรอไหว้ครูหรือกราบผู้อำนวยการคนใหม่ วัตถุประสงค์เพื่อการแสดงถึงอำนาจ คนฝ่าฝืนก็จะถูกกล่าวหาเป็นภัยต่อความมั่นคงทางการศึกษา ทั้งๆ ที่ภัยของแท้คือหลักสูตรล้าหลัง กฎระเบียบที่ไม่เป็นธรรม และสิ่งที่จะสร้งความมั่นคงคือคุณภาพการศึกษาและความไว้วางใจของนักเรียน ผู้ปกครอง ฯลฯ มากกว่า

ทั้งนี้จากการจัดอันดับการศึกษาของประเทศไทยในโลกพบว่าลดอันดับจากที่ 62 เป็น 64 แม้แต่ในอาเซียนก็ยังตกลงทุกปี จึงถึงเวลาแล้วที่จะพัฒนาการศึกษาซึ่งคงไม่สามารถทำได้ภายใน 2-3 ปีแต่ต้องใช้เวลานับ 10 ปีแต่ตนคิดว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตที่ดีกว่า

Advertisement