ศบค. เตรียมเปิดให้นักธุรกิจ-นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยเริ่มปลายก.ย.นี้ แต่ยังคงมาตราการกักตัว เผย ผ่อนคลายเพื่อสมดุลประเทศ มั่นใจโควิดไม่แพร่ระบาด
เมื่อวันที่ 28 กันยายน รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า การประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด–19) ศบค. ได้รับทราบและเห็นชอบมาตรการผ่อนคลายให้กลุ่มชาวต่างชาติที่มีศักยภาพและประสงค์จะพำนักในประเทศไทย ระยะกลางและระยะยาว รวมถึงกลุ่มนักธุรกิจที่ขอเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอนั้น แบ่งเป็น 1.มาตรการผ่อนคลาย ระยะที่ 1 ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน ได้แก่ กลุ่มที่ 1 ผู้ถือการตรวจลงตรา (วีซ่า) แบบ Non-Immigrant “O-A” สำหรับชาวต่างชาติที่อายุ 50 ปีขึ้นไป ซึ่งเข้ามาเพื่อพักผ่อนโดยไม่ประสงค์ประกอบอาชีพ พำนักในไทยได้ 1 ปี ต้องแสดงสำเนาบัญชีเงินฝาก (Bank Statement) ของธนาคารในประเทศไทย และมีจำนวนเงินไม่ต่ำกว่า 800,000 บาท กลุ่มที่ 2 ผู้ถือวีซ่าแบบ Non-Immigrant “O-X” พำนักระยะยาว 5 ปี สำหรับชาวต่างชาติที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป มีสัญชาติและถือหนังสือเดินทางของ 14 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร แคนาดา หรือสหรัฐอเมริกา ต้องแสดงสำเนาบัญชีเงินฝากในธนาคารในไทย และมีจำนวนเงินไม่ต่ำกว่า 3 ล้านบาท
โดยผู้ที่อยู่ใน 2 กลุ่มนี้จะต้องไม่มีประวัติที่เป็นภัยต่อความมั่นคงทั้งต่อไทยและประเทศที่ตัวเองมีสัญชาติหรือมีถิ่นพำนักถาวร รวมถึงไม่เป็นโรคต้องห้ามตามกฎกระทรวงมหาดไทย ฉบับที่ 14 อีกทั้งต้องมีกรมธรรม์ประกันสุขภาพของไทยคุ้มครองตลอดระยะเวลาที่พำนักในไทย ซึ่งมีจำนวนเงินประกันภัยสำหรับค่ารักษาพยาบาล กรณีผู้ป่วยนอก ไม่น้อยกว่า 40,000 บาท และกรณีผู้ป่วยใน ไม่น้อยกว่า 400,000 บาท โดยชาวต่างชาติส่วนนี้สามารถยื่นคำขอวีซ่าในประเทศที่ตัวเองมีถิ่นพำนัก
กลุ่มที่ 3 นักธุรกิจต่างชาติที่ถือบัตรเอเปก (APEC Business Travel Card) มีระยะเวลาพำนักในไทยได้ 60-90 วัน และไม่สามารถขยายอายุได้ โดยจะนำร่องบุคคลที่มาจาก 8 ประเทศหรือเขตเศรษฐกิจที่มีอัตรการติดเชื้อโควิด-19 ต่ำ ได้แก่ นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย สิงคโปร์ มาเลเซีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน และฮ่องกง ทั้งนี้ ชาวต่างชาติใน 3 กลุ่มดังกล่าวจะต้องปฏิบัติตามมาตรการทางสาธารณสุขของไทยอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกักตัว 14 วันในสถานกักกันตัวแบบทางเลือกตามที่รัฐกำหนด (Alternative State Quarantine – ASQ)
มาตรการผ่อนคลายระยะที่ 2 จะเริ่มวันที่ 9 ตุลาคม ประกอบด้วย 4 กลุ่มคือ 1.ผู้ถือวีซ่า Non-Immigrant รหัส B สำหรับผู้ที่เข้ามาติดต่อหรือประกอบธุรกิจ และการทำงานในประเทศไทยที่ไม่เข้าเงื่อนไขมีใบอนุญาตทำงาน สามารถพำนักในไทยได้นาน 90 วัน 2.ผู้ถือวีซ่า Non-Immigrant รหัส EX ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ปฏิบัติงานด้านช่างฝีมือ พำนักได้ 90 วัน 3. ผู้ถือวีซ่า Non-Immigrant รหัส RS เป็นกลุ่มนักวิจัย ค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ หรือผู้ฝึกสอนในสถาบันการศึกษาในราชอาณาจักร พำนักได้ 90 วัน 4.กลุ่มผู้ถือวีซ่าประเภทท่องเที่ยว รหัส TR เป็นผู้ที่พำนักในประเทศไทยระยะสั้นหรือยาว แต่ต้องแสดงสำเนาบัญชีเงินฝากไม่ต่ำกว่า 500,000 บาท สามารถพำนักในไทยได้ 60 วัน
สำหรับกรณีที่ประชุมศบค.ยังเห็นชอบ มาตรการผ่อนคลายสำหรับชาวต่างชาติชนิดพิเศษ หรือ STV คาดว่าจะเริ่มภายในเดือนตุลาคม โดยหลังจากนี้กระทรวงการต่างประเทศจะต้องแจ้งเรื่องไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ของประเทศต้นทางทั่วโลกให้รับทราบเพื่อประชาสัมพันธ์ในรับทราบต่อไป ขณะที่ฝ่ายไทย โดยกระทรวงมหาดไทยกำลังจัดทำประกาศกระทรวงฯ ในเรื่องนี้ และเตรียมจะนำเสนอต่อที่ประชุมเพื่อให้ความเห็นชอบก่อนจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป นอกจากนี้ผู้ที่ถือวีซ่าSTV จะต้องมาจากประเทศที่มีความเสี่ยงหรืออัตราการติดเชื้อโควิด-19 ต่ำ มีหลักฐานการชำระค่าที่พัก หรือสำเนาโฉนดกรรมสิทธิ์ห้องชุดของตัวเองหรือคนในครอบครัว หลักฐานกรมธรรม์ประกันสุขภาพ โดยผู้ร้องขอวีซ่าดังกล่าวจะยื่นหลักฐานดังกล่าวพร้อมคำร้องต่อสถานเอกอัครราชทูตไทย สถานกงสุลใหญ่ไทย หรือสำนักงานการค้าของไทยในประเทศนั้นๆ โดยวีซ่านี้ใช้สำหรับการเดินทางเข้าประเทศไทยได้เพียงครั้งเดียว และสามารถขยายเวลาพำนักได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ครั้งละ 90 วัน รวมเวลาพำนักสูงสุดได้ไม่เกิน 270 วัน
สำหรับมาตรการผ่อนคลายทั้งหมด มีขึ้นเพื่อรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจและการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เพราะยังคงมาตรการกักตัวเป็นเวลา 14 วัน อย่างไรก็ตาม กรณีที่มาตรการผ่อนคลายนี้จะเริ่มใช้ตั้งแต่ปลายเดือนกันยายนนี้ เพราะตรงกับช่วงไฮซีซั่นของประเทศแถบยุโรป โดยเชื่อว่าหากมาตรการนี้ประสบความสำเร็จโดยไม่เกิดการแพร่ระบาดในประเทศเพิ่มขึ้น ก็จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของไทยได้

